
ท่ามกลางวิกฤติพลังงานโลกที่ทวีความรุนแรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานผันผวนและต้นทุนการผลิตไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้น สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) อยู่ระหว่างพิจารณาอัตราค่าไฟฟ้างวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2569 โดยได้เสนอ 3 ทางเลือกค่าไฟในช่วง 3.95-4.59 บาทต่อหน่วย เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ
ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการ กกพ. ระบุว่า การกำหนดค่าไฟรอบนี้มีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยราคา Pool Gas ขยับจากประมาณ 281 เป็น 347 บาทต่อล้านบีทียู ขณะที่ราคา LNG ในตลาดโลกผันผวนรุนแรงจากระดับราว 11 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ไปแตะระดับ 25-29 ดอลลาร์ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้า (FAC) เพิ่มขึ้นเป็น 29.66 สตางค์ต่อหน่วย
ภายใต้สมมติฐานดังกล่าว ค่าไฟเฉลี่ยมีแนวโน้มอยู่ที่ประมาณ 4.08 บาทต่อหน่วย หากสะท้อนต้นทุนเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว และอาจเพิ่มขึ้นถึง 4.59 บาทต่อหน่วย หากรวมภาระหนี้สะสมของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ราว 35,900 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม กกพ. เสนอทางเลือกต่ำสุดที่ 3.95 บาทต่อหน่วย โดยใช้เงิน Claw Back ประมาณ 9,472 ล้านบาท เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟ ท่ามกลางความพยายามรักษาสมดุลระหว่างเสถียรภาพพลังงานและภาระเศรษฐกิจในประเทศ
ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวยอมรับว่า การประกาศอัตราค่าไฟฟ้ารอบล่าสุดเป็นภารกิจที่ “ยากลำบากและลำบากใจอย่างยิ่ง” ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบพลังงานโลก โดยเหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในหลายประเทศที่เป็นแหล่งผลิตสำคัญ ทำให้การพิจารณาค่าไฟจำเป็นต้องรอบคอบมากขึ้นกว่าปกติ
เลขาธิการ กกพ. ระบุว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ส่งผลให้การแถลงค่าไฟรอบนี้มีความล่าช้าออกไปบางส่วน เนื่องจากหน่วยงานต้องทบทวนตัวเลขและข้อมูลอย่างละเอียด เพื่อให้การตัดสินใจมีความแม่นยำและรอบด้านที่สุด พร้อมย้ำว่า กกพ. ตระหนักถึงผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น รวมถึงภาคธุรกิจที่ต้องแบกรับต้นทุนพลังงานซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตสินค้าและบริการ
อย่างไรก็ตาม กกพ.ยืนยันว่าได้พิจารณาทางเลือกอย่างรอบคอบ และยังมี “ทางออก” สำหรับการกำหนดค่าไฟในรอบนี้ โดยพยายามชะลอและผ่อนผันผลกระทบให้เบาบางลงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมส่งสัญญาณว่าผลลัพธ์ที่ออกมาอาจเป็น “ข่าวดีในระดับหนึ่ง” สำหรับประชาชน ภายใต้ข้อจำกัดของต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจัยภายนอก
ดร.พูลพัฒน์ อธิบายภาพรวมสถานการณ์ค่าไฟฟ้าว่า ประเทศไทยยังมีโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก โดยใช้ก๊าซในการผลิตไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 54% และในจำนวนนี้เป็นก๊าซนำเข้าในรูปแบบก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) อย่างน้อย 40% ของการใช้ทั้งหมด
โครงสร้างการผลิตนี้ สะท้อนให้เห็นว่าต้นทุนค่าไฟของไทยผูกโยงกับตลาดพลังงานโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งเดิมถูกมองว่าเป็นเพียงความขัดแย้งระดับภูมิภาค (Regional Conflict) ได้ยกระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นความเสี่ยงในระดับโลก (Global Conflict) ภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือนนับจากปลายเดือนกุมภาพันธ์
ดร.พูลพัฒน์ ระบุว่า ความรุนแรงของสถานการณ์ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในพื้นที่สู้รบ แต่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในหลายประเทศ ทั้งในกลุ่มคู่ขัดแย้งและประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ระเบิดในอิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และอิสราเอล ซึ่งสะท้อนชัดว่าวิกฤติครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสงครามในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ แต่กำลังกระทบต่อ “ระบบพลังงานของโลก” โดยตรง
ในบริบทนี้ ไทยซึ่งเป็นประเทศขนาดเล็กและต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน จำเป็นต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง เพื่อจำกัดผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่และค่าครองชีพของประชาชนให้ได้มากที่สุด
ในด้านโครงสร้างการนำเข้า LNG ของไทย เลขาธิการ กกพ. ระบุว่า แหล่งนำเข้าหลักยังคงเป็นกาตาร์ โดยมีปริมาณนำเข้าประมาณ 2 ล้านตันต่อปี จากแผนการนำเข้า LNG ทั้งหมดในปี 2569 ที่ตั้งไว้ราว 13 ล้านตัน คิดเป็นประมาณ 6% ของเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ และเมื่อพิจารณาเฉพาะการนำเข้า LNG ทั้งหมด ก๊าซจากกาตาร์คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 15%
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น กกพ. ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์สู้รบในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ได้มีการสั่งการไปยังผู้นำเข้า LNG ให้เร่งบริหารความเสี่ยง โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงแหล่งนำเข้าที่เป็นจุดเสี่ยง เช่น บริเวณช่องแคบฮอร์มุซและพื้นที่ในตะวันออกกลาง
ขณะเดียวกัน ยังมีการเร่งเพิ่มการใช้ก๊าซจากแหล่งผลิตในประเทศ โดยเฉพาะในอ่าวไทย เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะสั้น ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนการนำเข้า LNG ในรูปแบบ Spot หรือการจัดหาเป็นรายเที่ยวเรือ เพื่อให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการบริหารอุปทาน โดยในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน ได้มีการสั่งนำเข้า LNG รวม 3 เที่ยวเรือ และสามารถนำเข้าได้จริง 2 เที่ยว ซึ่งถือว่าเพียงพอรองรับความต้องการใช้ในช่วง 2 เดือนข้างหน้า
ทั้งนี้ แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะยังคงตึงเครียด แต่ในภาพรวมของตลาดโลกยังมีแหล่งผลิตก๊าซจากภูมิภาคอื่นที่สามารถรองรับความต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา แอฟริกา รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย
มาตรการกระจายแหล่งนำเข้า การเพิ่มการผลิตในประเทศ และการจัดหาแบบ Spot ที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน จะเป็นกลไกสำคัญในการยืนยันว่าไทยยังมีเชื้อเพลิงเพียงพอสำหรับการผลิตไฟฟ้า และสามารถรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานได้ แม้อยู่ท่ามกลางวิกฤติพลังงานโลกที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นในขณะนี้
สำหรับแรงกดดันด้านราคาจากเหตุการณ์ดังกล่าว ดร.พูลพัฒน์ ระบุว่า ภาพรวมราคาพลังงานก่อนเกิดเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลางสะท้อนตลาดที่มีเสถียรภาพ โดยเฉพาะดัชนีราคา LNG แบบ JKM ซึ่งเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบ อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง สถิติสะท้อนให้เห็นการปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของราคา หรือเกิด “Spike” ภายในระยะเวลาเพียงข้ามคืน
แม้แรงกระแทกของราคาจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับวิกฤติพลังงานในปี 2565 จากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ยังถือว่าระดับความรุนแรงต่ำกว่า โดยในช่วงปี 2565 ราคาก๊าซเคยแกว่งตัวขึ้นไปแตะระดับสูงถึง 50 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ถึงระดับดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ความผันผวนยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยข้อมูลหลังเหตุโจมตีตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พบว่าเมื่อเปิดตลาดในวันที่ 3 มีนาคม ราคาก๊าซปรับตัวจากระดับประมาณ 11 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู เพิ่มขึ้นไปที่ 25 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 250% หรือประมาณ 2.5 เท่า ก่อนจะมีการแกว่งตัวตามพัฒนาการของสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
ความผันผวนดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำในทุกครั้งที่มีการสู้รบหรือการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยเฉพาะเหตุการณ์วันที่ 18 มีนาคม ที่มีการโจมตีแหล่งก๊าซ South Pars ของอิหร่าน ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซสำคัญ ส่งผลให้ในวันที่ 19 มีนาคม ราคาก๊าซปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 29 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู
ขณะเดียวกัน ยังเกิดการโจมตีตอบโต้ไปยังแหล่งพลังงานในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ที่ Ras Raffan ซึ่งเป็นแหล่งที่ประเทศไทยมีการนำเข้าก๊าซ อย่างไรก็ตาม กกพ. ระบุว่าการโจมตีดังกล่าวยังไม่กระทบต่อจุดนำเข้าที่บริษัท ปตท. มีสัญญาอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้ยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจัดหาก๊าซของไทย
การโจมตีไป-กลับดังกล่าวทำให้ราคาพลังงานแกว่งตัว สะท้อนความผันผวนที่สูงขึ้น และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้การประกาศค่าไฟฟ้าในรอบนี้ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดย กกพ. ต้องติดตามข้อมูลและสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อนำมาประกอบการพิจารณา
จากสถานการณ์ดังกล่าว ดร.พูลพัฒน์ เปิดเผยว่า ในการประชุม กกพ. ครั้งที่ 10/2569 (ครั้งที่ 1000) มีมติให้เปิดรับฟังความคิดเห็นค่าไฟฟ้าผันแปร หรือค่าเอฟที (ค่า FT) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าสำหรับงวด พ.ค. - ส.ค. 69 เป็น 3 กรณี โดยเรียกเก็บที่ 3.95-4.59 บาทต่อหน่วย
ดร.พูลพัฒน์ ระบุว่า การประมาณการค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (FT) ครั้งนี้ มีที่มาจากการกำหนดสมมติฐานหลัก ควบคู่กับผลการคำนวณและการทบทวนค่าประมาณการเดิมในช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม 2568 เทียบกับค่าที่เกิดขึ้นจริง ก่อนจะสรุปออกมาเป็นจำนวน “กรณี” สำหรับการเปิดรับฟังความคิดเห็น โดยจุดตั้งต้นสำคัญอยู่ที่ชุดสมมติฐานที่ใช้ในการประเมิน ซึ่งสะท้อนความผันผวนของปัจจัยพลังงานโลกอย่างชัดเจน
ตัวแปรสำคัญที่สุดในรอบนี้คือ “ราคาเชื้อเพลิง” โดยเฉพาะราคา Pool Gas ซึ่งเป็นราคาที่มีความผันผวนสูง โดยจากประมาณการเดิมในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน อยู่ที่ประมาณ 281 บาทต่อล้านบีทียู แต่ภายหลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาปรับขึ้นอย่างรวดเร็วไปอยู่ที่ 347 บาทต่อล้านบีทียู
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันเตาและน้ำมันดีเซลก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่อาจต้องนำมาใช้ทดแทนในกรณีเกิดข้อจำกัดด้านการจัดหาเชื้อเพลิง LNG ด้านลิกไนต์ซึ่งเป็นทรัพยากรในประเทศยังคงมีเสถียรภาพ โดยมีราคาอยู่ที่ประมาณ 820 บาทต่อตัน ขณะที่ราคาถ่านหินนำเข้าเฉลี่ยปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ประมาณ 3,100 บาทต่อตัน
ในด้านโครงสร้างการใช้เชื้อเพลิง พบว่าการใช้ Pool Gas ในรอบนี้ลดลง เนื่องจากมีการเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงประเภทอื่นเข้ามาทดแทน โดยเฉพาะ LNG ซึ่งใช้เป็นสมมติฐานที่ระดับ 18.8 เหรียญต่อล้านบีทียู ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ในการประมาณการอยู่ที่ 31.27 บาทต่อดอลลาร์ โดยอิงจากค่าเฉลี่ยในเดือนมกราคม แม้ในสถานการณ์ปัจจุบันค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 32 บาทต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ หากเทียบกับสมมติฐานเดิม ค่าเงินบาทในรอบนี้ถือว่าแข็งค่าขึ้นประมาณ 0.73 บาท
ในด้านอุปสงค์ไฟฟ้า การประมาณการสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงที่สุดของปี โดยกราฟความต้องการใช้ไฟฟ้าจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงเดือนพฤษภาคม ก่อนจะทยอยลดลงเมื่อเข้าสู่ฤดูฝน ส่งผลให้การผลิตไฟฟ้าในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน ถูกปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 77,000 ล้านหน่วย หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 5,000 ล้านหน่วยจากรอบก่อนหน้า เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น
ในด้านการจัดหาไฟฟ้า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าภายในประเทศให้มากที่สุด เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มการพึ่งพาตนเอง อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดจากปัญหาดินสไลด์ในพื้นที่เหมืองแม่เมาะ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการแก้ไขและยังไม่แล้วเสร็จ ส่งผลให้ในช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม กำลังการผลิตจากลิกไนต์มีแนวโน้มลดลง ขณะที่การนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศถูกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว ที่เพิ่มจาก 6,200 ล้านหน่วย เป็น 9,900 ล้านหน่วย รวมถึงการใช้ถ่านหินจากหงสา และการเพิ่มการใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยให้มากขึ้น
ในเชิงแนวโน้ม แม้ราคา Pool Gas จะปรับเพิ่มขึ้นจาก 281 เป็น 347 บาทต่อล้านบีทียู แต่มีการคาดการณ์ว่าในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของรอบ ราคาก๊าซมีโอกาสปรับตัวลดลง หากสถานการณ์สงครามไม่ยกระดับเพิ่มเติม ขณะเดียวกัน อัตราแลกเปลี่ยน ราคา Pool Gas และราคาน้ำมันดิบดูไบมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน โดยราคาน้ำมันดิบดูไบถูกประเมินไว้ที่ประมาณ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ในปัจจุบันมีแนวโน้มปรับขึ้นใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
จากการประมวลผลต้นทุนในรอบเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม พบว่าค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้า (FAC) จะเพิ่มขึ้นจากช่วงเดือนมกราคม-เมษายน มาอยู่ที่ 29.66 สตางค์ต่อหน่วย โดยมีปัจจัยสำคัญจากราคาพลังงานไฟฟ้าที่มีสัดส่วนสูงถึง 30.70 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการปรับขึ้นค่าไฟในรอบนี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาข้อมูลจริงในช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม 2568 พบว่าค่าประมาณการเดิมสูงกว่าค่าที่เกิดขึ้นจริง โดยปริมาณการใช้และการผลิตไฟฟ้าต่ำกว่าที่คาดไว้ประมาณ 3,400 ล้านหน่วย ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในช่วงปลายปี และราคาก๊าซลดลงจากระดับประมาณการที่ 298 บาทต่อล้านบีทียู มาอยู่ที่ค่าจริงประมาณ 270 บาทต่อล้านบีทียู ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวก แต่ถูกกลบด้วยปัจจัยลบด้านอื่นในช่วงเวลาเดียวกัน
ในรอบก่อนหน้า กกพ. เคยอนุมัติค่า FAC ตามแผนไว้ที่ประมาณ 9 สตางค์ต่อหน่วย จากการประชุมเมื่อวันที่ 30-31 กรกฎาคม แต่ค่าจริงอยู่ที่เพียง 2.47 สตางค์ต่อหน่วย เนื่องจากมีการนำเงิน Claw Back มาใช้ช่วยลดภาระค่าไฟ โดยในช่วงปลายปีมีการนำเงิน Claw Back มาใช้ประมาณ 2,600 ล้านหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟลดลงได้ประมาณ 4.19 สตางค์ต่อหน่วย และช่วยลดภาระหนี้สะสมของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลงมาอยู่ที่ประมาณ 35,900 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขดังกล่าวต้องถูกนำมาพิจารณาในการคำนวณรอบนี้
ภายใต้สมมติฐานปัจจุบัน หากพิจารณาเฉพาะค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าที่ระดับประมาณ 29.66 สตางค์ต่อหน่วย จะทำให้ค่าไฟเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4.08 บาทต่อหน่วย แต่หากรวมภาระหนี้สะสมของ กฟผ. จำนวน 35,900 ล้านบาท จะทำให้ค่าไฟเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 50 สตางค์ เป็นระดับ 4.59 บาทต่อหน่วย
อย่างไรก็ตาม จากการพิจารณาถึงภาวะเศรษฐกิจและความเดือดร้อนของประชาชน รวมถึงความจำเป็นในการรักษาเสถียรภาพค่าไฟ กกพ. จึงตัดสินใจนำเงิน Claw Back ที่สามารถใช้ได้ทั้งหมดในรอบนี้จำนวน 9,471.84 ล้านบาท มาใช้เพื่อลดค่าไฟ โดยทำให้ค่าไฟที่คาดว่าจะอยู่ที่ 4.08 บาทต่อหน่วย ลดลง 13 สตางค์ เหลือ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งถือเป็นกรณีที่สามในการพิจารณา
ในทั้งสามกรณีดังกล่าว กกพ. ได้ตัดสินใจงดการใช้หนี้ทั้งของ กฟผ. และ ปตท. ในรอบนี้ โดยได้รับความร่วมมือจากทั้งสองหน่วยงาน เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าไฟให้กับประชาชน ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในรอบใหม่อยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจากระดับปัจจุบันที่ 3.88 บาทต่อหน่วย ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานโลกที่ยังอยู่ในระดับสูงและมีความผันผวนต่อเนื่อง
โดยสรุป การเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในงวดเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 แบ่งออกเป็น 3 กรณีหลัก ดังนี้
ค่า Ft ขายปลีกอยู่ที่ 80.60 สตางค์ต่อหน่วย สะท้อนทั้งต้นทุนเชื้อเพลิงตามแนวโน้มช่วงเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 จำนวน 29.66 สตางค์ต่อหน่วย และภาระต้นทุนคงค้าง (AF) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่เกิดขึ้นจริง 35,928 ล้านบาท หรือคิดเป็น 50.94 สตางค์ต่อหน่วย โดย กฟผ. จะได้รับการชดเชยต้นทุนที่แบกรับแทนประชาชนในช่วงวิกฤตราคาพลังงานครบทั้งหมดภายในเดือนเมษายน 2569 เพื่อนำไปชำระหนี้เงินกู้และฟื้นฐานะทางการเงิน
เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย จะทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวม VAT) ปรับขึ้นเป็น 4.59 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้น 18% จากระดับปัจจุบันที่ 3.88 บาทต่อหน่วย ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมรายการปรับปรุงค่า AFGas งวดที่ 3 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2569) อีก 2,580 ล้านบาท หรือประมาณ 3.66 สตางค์ต่อหน่วย
ค่า Ft ขายปลีกอยู่ที่ 29.66 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งสะท้อนเฉพาะต้นทุนเชื้อเพลิงตามแนวโน้มในงวดเดียวกัน โดย กฟผ. ยังคงรับภาระต้นทุนคงค้างสะสม 35,928 ล้านบาท (50.94 สตางค์ต่อหน่วย) ไว้แทนประชาชน
เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย จะทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวม VAT) อยู่ที่ 4.08 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้น 5% จากงวดปัจจุบัน
ค่า Ft ขายปลีกลดลงเหลือ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย แม้ยังคงสะท้อนต้นทุนเชื้อเพลิง 29.66 สตางค์ต่อหน่วย แต่มีการนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) ที่การไฟฟ้าเก็บสะสมไว้ประมาณ 9,472 ล้านบาท หรือ 13.43 สตางค์ต่อหน่วย มาใช้ลดภาระค่าไฟฟ้า ร่วมกับการที่ กฟผ. ยังคงรับภาระต้นทุนคงค้าง 35,928 ล้านบาทแทนประชาชน
ผลคือ เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย จะทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวม VAT) อยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้นเพียง 2% จากระดับปัจจุบัน ท่ามกลางความพยายามบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานโลกที่มีต้นตอจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ สำนักงาน กกพ. เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อทางเลือกค่าไฟฟ้าดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์ ระหว่างวันที่ 25-31 มีนาคม 2569 ก่อนจะสรุปผลและประกาศอัตราอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 เมษายน 2569
สำหรับประเด็นว่าจะสามารถตรึงค่าไฟฟ้าไว้ที่ระดับ 3.88 บาทต่อหน่วย เท่ากับงวดเดือนมกราคม-เมษายน ได้หรือไม่นั้น นายพูลพัฒน์ ระบุว่า ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ในขณะนี้ เนื่องจากต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจำเป็นต้องรอการพิจารณาของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศต่อไป