
ว่ากันว่าปี 2569 คือปีแห่งความท้าทาย ทั้งในแง่ของปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อสภาวะเศรษฐกิจความเป็นอยู่ของประชากรโลก ทำให้สถาบันวิจัยหลายได้คาดการณ์ว่า GDP ของประเทศไทยในปี 2569 อาจโตรั้งท้ายในอาเซียนซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1.2 – 2%
แต่เชื่อหรือไม่ ว่า หากเจาะลึกมาที่เศรษฐกิจดิจิทัล หรือ Digital Economy ของประเทศไทย พบว่า มีการเติบโตสูงและเพิ่มขึ้นทุกปีกว่า 15% (ตั้งแต่ ปี 2566 – 2568) โดยมีมูลค่าสูงถึง 1.78 ล้านล้านบาทโดยเฉพาะแพลตฟอร์ม E-Commerce และกลุ่มธุรกิจแอปพลิเคชันเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรี
Grab ได้เปิดอินไซต์ที่น่าสนใจของตลาดฟู้ดเดลิเวอรี ที่พบว่า ตลาดประเทศไทยโตเป็นอันดับสองในอาเซียนรองจากอินโดนิเซีย โดยมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 1.62 แสนล้านบาท ซึ่ง Grab ครองหนึ่ง Market Share กว่า 47% ตามมาด้วย Line Man 41% Shopee Food 2% และ Food Panda 2%
แม้ Grab จะครองหนึ่งในศึกตลาดเดลิเวอรีได้สำเร็จ แต่ก็ไม่เคยหยุดพัฒนาสินค้าและการบริการให้ตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยมีแผนที่น่าสนใจอย่างเช่น
โดย Grab Quick Cash เป็นการให้สินเชื่อกับกลุ่มบุคคลทั่วไปเป็นครั้งแรก มุ่งเจาะกลุ่มผู้ที่ต้องการนำเงินทุนไปใช้ในการประกอบอาชีพ ด้วยวงเงินสูงสุด 20,000 บาทและผ่อนจ่ายได้สูงสุด 6 เดือน ซึ่งทางแพลตฟอร์มจะเช็คประวัติจากการใช้แอปพลิเคชั่น
มัดรวมสิทธิประโยชน์สุดคุ้มทั้งบริการเรียกรถและสั่งอาหาร เพื่อเจาะกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา ซึ่งช่วยประหยัดเงินได้สูงสุดถึง 9,000 บาทต่อปี
โดยเลือก สเตฟาน ฐสิษฐ์ สินคณาวิวัฒน์ ยูทูบเบอร์คนดังเจ้าของช่อง Antihero Thailand มาร่วมเป็นครอบครัว Friend of Grab คนล่าสุดเพื่อจับกลุ่มคอบอล หลังพบว่าประชากรไทยกว่า 45 ล้านคนเป็นคอบอล
ที่ช่วยให้การเรียกรถเพื่อเดินทางเป็นกลุ่มสะดวกและประหยัดยิ่งขึ้น และอนาคตมีแผนว่าราคาจะคิดตามระยะทางจริงของแต่ละคน หากระยะทางสั้นราคาก็จะถูก
ชวนผู้ใช้บริการร่วมรีวิวร้านดังเมนูเด็ดในฐานะ Eatfluencer เพื่อสร้างเอนเกจเมนต์และช่วยเพิ่มการมองเห็นของร้านอาหารต่างๆ
ตัวช่วยด้านการช้อปปิ้งที่ทำให้การเติมสต็อกสินค้าประจำวันผ่าน GrabMart เป็นเรื่องง่ายขึ้นเพียงแค่พิมพ์ พูด หรือถ่ายภาพก็สามารถเพิ่มสินค้าที่ต้องการได้ในตะกร้าสินค้า
นอกจากนี้ นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย ได้กล่าวว่า “เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ในปี 2569 แกร็บมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีเป้าหมายภายใต้แนวคิด ‘Winning with Purpose Together’ โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 มิติหลัก นั่นคือ การสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง (Winning Business Growth) การส่งเสริมความยั่งยืนและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคม (Winning Sustainable Impact) และการสนับสนุนนโยบายระดับชาติ (Winning with National Priorities) เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าในภาวะที่ทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทาย”
ในด้านการส่งเสริมความยั่งยืนและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคม แกร็บยังคงยึดมั่นในพันธกิจ GrabForGood โดยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนคนขับ-ไรเดอร์และพาร์ทเนอร์ร้านค้าใน 3 ประเด็นหลัก คือ การเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล การพัฒนาศักยภาพเพื่อเพิ่มทักษะและขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านการใช้ AI และโครงการ GrabAcademy และการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบ ขณะเดียวกัน แกร็บยังพร้อมเดินหน้าผลักดันโครงการในด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น โครงการ Grab EV เพื่อส่งเสริมให้คนขับและไรเดอร์เปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ทุกคนต้องเผชิญหน้ากับปัญหาราคาน้ำมันพุ่ง โครงการเพื่อโลกสีเขียว (Green Programme) โดยนำเงินบริจาคจากผู้ใช้บริการไปซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยคาร์บอน และสนับสนุนการผลิตถ่านชีวภาพ (Biochar) รวมไปถึงการริเริ่มโครงการใหม่อย่าง GrabFood ร้านรักษ์โลกพร้อมคัดแยก ที่จะร่วมกับ Trash Lucky ส่งเสริมให้พาร์ทเนอร์ร้านอาหารคัดแยกขยะและนำไปรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ