
ท่ามกลางบรรยากาศการเลือกตั้งปี 2569 ที่คนไทยในประเทศกำลังคึกคัก อีกฟากหนึ่งของโลก "คนไทยในต่างแดน" ก็กำลังตื่นตัวไม่แพ้กัน แม้ระยะทางจะห่างไกลหลายพัน หลายหมื่นกิโลเมตร แต่ความหวังที่จะเห็น "บ้านเกิด" ดีขึ้น ทำให้พวกเขาตัดสินใจก้าวเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร
บทความนี้จะพาไปสำรวจมุมมองของ 3 คนไทยที่เป็นตัวแทนของบริบทที่แตกต่าง: "คุณจิน" ครูสอนภาษาเกาหลีในกรุงโซล ผู้คลุกคลีชีวิตแรงงานไทย "คุณพิม" อดีตเด็กนิติฯ จุฬาฯ ที่ผันตัวไปเรียนเชฟในออสเตรเลีย เพื่อแสวงหาคุณภาพชีวิต และ "คุณแป๋ม" สถาปนิกสาวในซีแอตเทิลที่เติบโตมาในระบบสวัสดิการของสหรัฐฯ
เสียงของพวกเขาไม่ได้เป็นเพียงการกาบัตรเลือกตั้ง แต่มันคือ "เสียงสะท้อนจากอนาคต" ที่พวกเขาไปสัมผัสมาแล้ว และอยากให้มันเกิดขึ้นจริงที่ประเทศไทย Spotlight ชวนฟังเสียงคนไทยในต่างแดน ที่ใช้สิทธิลงทะเบียนเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร แต่ละคนพบปัญหาอะไรบ้าง และอยากฝากการบ้านอะไรถึงรัฐบาลใหม่ปี 69
รายงานจากคูหา: อุปสรรคของเสียงที่ส่งไม่ถึงบ้าน
แม้ความตั้งใจจะเต็มเปี่ยม แต่ "ระบบ" กลับเป็นบททดสอบด่านแรก ข้อมูลอัปเดต ณ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 เผยว่า สถานทูตฯ ทั่วโลกกำลังเร่งส่งบัตรกลับไทย โดยออสเตรเลียส่งได้สูงถึง 91% ขณะที่ฝรั่งเศสอยู่ที่ 88% แต่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้ มีเสียงที่หล่นหายไประหว่างทาง ซึ่งมาพร้อมกับความสับสนซ่อนอยู่
เคสที่น่าเสียดายที่สุดคือ คุณแป๋ม สาวไทยวัย 26 ปี ที่ย้ายไปอยู่ซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน ตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว แม้จะเป็นคนรุ่นใหม่ที่ตื่นตัวทางการเมืองสูง จึงตัดสินใจใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร โดยลงทะเบียนทางออนไลน์เป็นที่เรียบร้อย เธอวางใจว่าอย่างไรก็จะได้ทำหน้าที่พลเมืองไทย แม้จะอยู่ไกลบ้านก็ตาม แต่แล้วก็ต้องพลาดโอกาสนั้นไป เมื่อเปิดซองจดหมายและเห็นบัตรเลือกตั้งที่ส่งมาที่บ้าน
บัตรเลือกตั้งส่งมาที่บ้านได้ประมาณ 4 - 5 วันแล้ว แต่ตารางงานที่ยุ่งมาก ทำให้เธอมีเวลาเปิดมันออกมาดูช่วงสุดสัปดาห์ แต่แล้วเธอได้เห็นเงื่อนไขในซองเอกสารดังกล่าวว่าต้องส่งบัตรเลือกตั้งกลับภายในวันที่กำหนด แต่เวลากลับล่วงเลยมาแล้ว นั่นหมายความว่า เธออดมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างน่าเสียดาย
และที่น่าสับสนไปกว่านั้นคือ แป๋มเข้าใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะต้องได้รับบัตรทั้งหมด 3 ใบ เธอพลิกหาบัตรใบสีเหลืองในซองเพื่อร่วมลงประชามติผ่านการแก้ไขกฎหมาย แต่กลับไม่เจอ เมื่อเข้าไปเช็กในกลุ่มโซเชียลมีเดีย จึงเพิ่งเข้าใจว่าต้องลงทะเบียนทางออนไลน์แยกลิงก์กัน
เธอยอมรับว่า นี่เป็นความผิดพลาดของเธอเองที่อาจจะเช็กข้อมูลไม่ละเอียด อย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดลักษณะดังกล่าว ไม่ได้เกิดขึ้นกับคุณแป๋มคนเดียว เมื่อเช็กกับเพื่อนชาวไทยในสหรัฐฯ และกลุ่มออนไลน์ของคนไทยในอเมริกา ก็พบว่า มีอีกหลายคนที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกันกับเธอ และน่าเสียดายที่เสียงของหลายคนไปไม่ถึงคูหาที่ไทย
สำหรับการเลือกตั้งของคุณพิม ซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย เธอเลือกใช้การเลือกตั้งผ่านไปรษณีย์เช่นเดียวกัน และสามารถส่งบัตรเลือกตั้งเหล่านั้นกลับไปยังที่อยู่ตามเงื่อนไขได้สำเร็จ และยังอยู่ภายใต้วันที่กำหนด แต่เธอเองก็ได้สะท้อนถึงความยุ่งยากเล็กน้อยที่ต้องเผชิญเช่นกัน
แม้จะเตรียมตัวมาดีแต่ก็ตั้งคำถามถึงความซ้ำซ้อน "ทำไมต้องถ่ายเอกสารสำนายืนยันตัวตนส่งกลับไปอีก ในเมื่อตอนลงทะเบียนออนไลน์เราก็ทำไปอย่างชัดเจนแล้ว" นี่คือ Pain Point เรื่องขั้นตอนที่อาจทำให้เสียงของพลเมืองไปไม่ถึงคูหา เพราะนี่คือเสียงของคนไทยหลายคนในออสเตรเลีย ที่มองว่าการยืนยันตัวตนมีความซ้ำซ้อนเกินไป
ในทางกลับกัน คุณจิน ซึ่งปัจจุบันพักอยู่ที่เมืองคิมโพ ซึ่งเป็นชานเมืองนอกกรุงโซล มองว่า การเลือกตั้งในรอบนี้ ตนเองสังเกตว่า ทางสถานทูตไทยในเกาหลีใต้พยายามอำนวยความสะดวกให้กับคนไทยอย่างเต็มที่ ดูได้จากจำนวนหน่วยเลือกตั้งและระยะเวลาที่เปิดให้บริการ มีความเหมาะสม
ส่วนตัวเดินทางได้สะดวกเพราะว่าจุดให้บริการเลือกตั้งของ สถานทูตไทยอยู่ไม่ไกลจากที่พัก และที่ทำงาน ซึ่งสามารถเดินทางด้วยรถเมล์ ใช้เวลาประมาณ 30 ถึง 40 นาที นอกจากนี้ยังเห็นว่า มีการให้บริการเพิ่มในจุดที่คนไทยเดินทางไปบ่อย นั่นก็คือวัดพุทธในกรุงโซลด้วย
สำหรับคุณจิน รอบนี้เป็นการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรครั้งที่สองแล้ว ครั้งแรกในปี 2566 หากเปรียบเทียบกันก็รู้สึกว่ามีความสะดวกขึ้น และหน่วยงานที่ให้ให้บริการได้ให้ข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้น คนไทยในเกาหลีใต้มักจะติดตามข่าวสารในกลุ่ม Facebook เป็นหลัก ติดตามจากเพจสถานทูตเป็นหลัก ช่องทางนั้นก็จะมีคำแนะนำในการไปเลือกตั้งทำผ่านออกมาเป็นคลิปวิดีโอเลย ทำให้เข้าใจมากขึ้น อย่างตัวเองก็เดินทางไปเลือกตั้งคนเดียวไม่ได้รอเพื่อนคนไทยคนอื่นไปพร้อมกัน
Spotlight ใช้โอกาสที่ได้คุยกับคนไทยในต่างแดนครั้งนี้ ถามคำถามพวกเขาว่า "มีสิ่งใดในประเทศที่อาศัยอยู่ ที่ประทับใจและอยากให้ไทยนำมาปรับใช้เพื่อให้บ้านเมืองเจริญขึ้น?" เพื่อเป็นบทเรียนและเป็นเสียงที่ส่งให้รัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ และนี่คือคำตอบที่กลั่นกรองจากประสบการณ์ตรงของพวกเขา
จากสายตาของ คุณจิน ที่ใช้ชีวิตในเกาหลีใต้มานานถึง 6 ปี เธอสรุปความประทับใจผ่านคำว่า "ความคุ้มค่าของภาษี" ที่สะท้อนกลับมาเป็นสวัสดิการที่จับต้องได้จริง
สำหรับ คุณพิม อดีตคนนิติฯ จุฬาฯ และคนเชียงใหม่โดยกำเนิด การย้ายมาอยู่ออสเตรเลียทำให้เธอได้รู้จักกับคำว่า "สิทธิในการหายใจ"
คุณแป๋ม ผู้ที่เติบโตในสหรัฐฯ มานานกว่า 10 ปี จนกลายเป็นสถาปนิกในซีแอตเทิล เห็นภาพชัดเจนว่า "ความเท่าเทียม" เริ่มต้นที่ห้องเรียน
สุดท้ายนี้ ทั้ง 3 คนได้ทิ้งท้ายถึง "การบ้าน" ชิ้นสำคัญที่อยากฝากผ่านคูหาเลือกตั้งถึงรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศหลังจากนี้
"อยากให้รัฐดูแลเรื่องสิทธิแรงงานให้มากขึ้น
ไม่ใช่แค่คนไทยในเกาหลี แต่ต้องดูแลคนในประเทศให้กินดีอยู่ดีตั้งแต่ต้นทาง
เพื่อให้เขาไม่ต้องดิ้นรนหนีมาลำบากที่ต่างแดน"
— คุณจิน, เกาหลีใต้
ในมุมของคุณจิน ปัญหาเรื่องแรงงานผิดกฎหมายหรือ "ผีน้อย" ในเกาหลีใต้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่มันคือ "กำแพง" ที่คนไทยทุกคนต้องแบกรับร่วมกัน เธอเล่าด้วยน้ำเสียงที่สัมผัสได้ถึงความอึดอัดว่า แม้เธอจะถือวีซ่าถูกต้อง เรียนจบปริญญาโท และทำงานในบริษัทที่น่าเชื่อถือ แต่ทุกครั้งที่ต้องติดต่อทำเอกสารหรือต่อวีซ่า เธอจะได้รับ "การเลือกปฏิบัติ" ที่เข้มงวดกว่าคนชาติอื่น ต้องใช้เอกสารมากกว่า และถูกตรวจสอบละเอียดยิบจนรู้สึกได้ชัดเจน
ที่น่าเศร้าไปกว่านั้นคือ สิ่งที่เธอเห็นมาตลอด 6 ปี คือปัญหาที่ซับซ้อนเกินกว่าจะแก้ด้วยการกวาดล้าง คุณจินพบเคสสะเทือนใจที่คนไทยตั้งใจมาทำงานผ่านช่องทางรัฐบาลอย่างถูกต้อง (EPS) แต่เมื่อต้องเผชิญกับเงื่อนไขการทำงานที่ไม่ลงตัว หรือกฎระเบียบที่บีบคั้นจนไม่สามารถเปลี่ยนนายจ้างได้ตามความเหมาะสม สุดท้ายแรงงานเหล่านั้นจึงเลือก "ยอมทำผิด" กลายเป็นผีน้อย เพียงเพื่อโอกาสในการเลือกงานที่ทำให้เขาสามารถส่งเงินกลับบ้านได้มากกว่าเดิม
ปัญหานี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องคนอยากทำผิดกฎหมาย แต่มันคือโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลไทยต้องกลับไปทบทวนว่า จะดูแลสิทธิแรงงานอย่างไรให้พวกเขาไม่ต้องถูกผลักให้กลายเป็นคนนอกกฎหมายทั้งที่เริ่มต้นด้วยความตั้งใจที่ดี
"อยากเห็นการแก้กฎระเบียบที่ช่วยให้คนไทยในต่างแดน
พำนักได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย
พร้อมกับกฎหมายในไทยที่ศักดิ์สิทธิ์พอ จะคุ้มครองคนทำงานทุกคนอย่างเท่าเทียม"
— คุณพิม, ออสเตรเลีย
สำหรับ คุณพิม ในฐานะคนที่เรียนจบกฎหมายและกำลังฝึกงานในสายวิชาชีพเชฟ เธอขยายความว่า หัวใจสำคัญที่รัฐบาลไทยควรเลียนแบบออสเตรเลียคือการสร้าง "กลไกการคุ้มครองที่เป็นรูปธรรม" เธอเห็นความต่างชัดเจนว่าในออสเตรเลีย กฎหมายแรงงานถูกบังคับใช้อย่างศักดิ์สิทธิ์จนนายจ้างไม่กล้าละเมิดสิทธิลูกจ้าง คุณพิมอยากฝากให้รัฐบาลใหม่ไทยยกระดับมาตรฐานค่าแรงและสวัสดิการให้สอดคล้องกับค่าครองชีพจริง เพื่อให้คนทำงานไม่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนความหวาดระแวงว่าจะถูกเอารัดเอาเปรียบ และอยากให้รัฐไทยเป็นตัวกลางที่แข็งแกร่งในการเจรจาเงื่อนไขการพำนักของคนไทยในต่างแดน เพื่อให้คนไทยที่มาแสวงหาโอกาสมีที่ยืนที่มั่นคงและปลอดภัยในระยะยาว
"อยากให้มองการเมืองว่าเป็นความหวังของประชาชน
ไม่ใช่สนามเด็กเล่นเพื่อผลประโยชน์ของพวกพ้อง
และอยากเห็นระบบการศึกษาไทยเข้าถึงเด็กทุกคนได้ฟรีจริง ๆ แบบไม่มีเงื่อนไข"
— คุณแป๋ม, สหรัฐอเมริกา
ด้านคุณแป๋ม สถาปนิกสาวที่คลุกคลีกับระบบสวัสดิการในอเมริกามานับสิบปี เธอสะท้อนว่าสิ่งที่ไทยขาดไม่ใช่แค่ "เงิน" แต่คือ "ความโปร่งใส" ในระบบการจัดการ เธออยากให้รัฐบาลใหม่ปี 69 เลิกมองการเมืองเป็นเรื่องของการแบ่งเค้กผลประโยชน์ แต่ให้ดูต้นแบบจากระบบท้องถิ่นของสหรัฐฯ ที่ประชาชนสามารถตรวจสอบเส้นทางการใช้เงินภาษีได้ตลอดเวลา แป๋มเน้นย้ำว่าหากรัฐบาลทำให้ประชาชน "เชื่อใจ" ได้ว่าภาษีทุกบาทถูกนำไปสร้างโรงเรียนที่มีคุณภาพใกล้บ้าน หรือบริการสาธารณะที่เท่าเทียมจริง ๆ ความศรัทธาในระบบประชาธิปไตยจะกลับมา และนั่นคือพื้นฐานสำคัญที่จะหยุดยั้งภาวะสมองไหล (Brain Drain) ของคนรุ่นใหม่ได้ดีที่สุด