
สื่อต่างประเทศเผย ไทยซัมมิท กรุ๊ป อาจกำลังพิจารณาขายกิจการ ท่ามกลางแรงกดดันที่ทับซ้อนกันหลายด้าน ตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กดดันความสามารถในการทำกำไร ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ไปจนถึงโจทย์การสืบทอดอำนาจบริหารภายในครอบครัวผู้ก่อตั้ง
แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับกระบวนการเปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารเพื่อการลงทุนระดับโลกหลายแห่งได้เข้าไปเสนอขายบริการต่อครอบครัวจึงรุ่งเรืองกิจ เจ้าของไทยซัมมิท เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการจำหน่ายกิจการ โดยการประเมินมูลค่ากิจการเบื้องต้นอยู่ในช่วงราว 1.5-2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4.8-6.4 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การเจรจาดังกล่าวยังอยู่ในระยะเริ่มต้น บริษัทยังไม่ได้แต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงินอย่างเป็นทางการ และไม่มีหลักประกันว่าการพูดคุยเหล่านี้จะพัฒนาไปสู่การให้ mandate หรือการทำธุรกรรมจริง
แหล่งข่าวระบุว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ครอบครัวจึงรุ่งเรืองกิจสนใจขายกิจการคือ แรงกดดันจากการแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เริ่มส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรของไทยซัมมิท และมีแนวโน้มทำให้การประเมินมูลค่าบริษัทปรับลดลงจากระดับที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้
ในบริบทอุตสาหกรรม ภาคซัพพลายเออร์ยานยนต์แบบดั้งเดิมทั่วโลกกำลังเผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าใช้ชิ้นส่วนเชิงกลน้อยลง ส่งผลให้โครงสร้างห่วงโซ่อุปทานเปลี่ยนแปลงไป และลดข้อได้เปรียบของผู้เล่นรายเดิม ขณะเดียวกันก็เปิดทางให้ผู้เล่นหน้าใหม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องมีฐานการผลิตหรือความเชี่ยวชาญแบบเดิมที่เคยเป็นอุปสรรคในการแข่งขัน
นอกเหนือจากปัจจัยเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรม ความท้าทายด้านการถ่ายโอนอำนาจบริหารจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งเป็นปัญหาที่พบมากขึ้นในธุรกิจครอบครัวของเอเชีย ก็กำลังกลายเป็นอีกแรงกดดันสำคัญที่ผลักให้ไทยซัมมิทต้องทบทวนทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ รวมถึงความเป็นไปได้ในการขายกิจการ
ภายหลังการถึงแก่อสัญกรรมของ นาย พัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ก่อตั้งบริษัท ในปี 2545 ครอบครัวผู้ก่อตั้งซึ่งมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ยังไม่สามารถกำหนดผู้สืบทอดที่ได้รับการยอมรับอย่างชัดเจนจากทุกฝ่ายได้ ประเด็นการสืบทอดอำนาจบริหารจึงยังคงเป็นโจทย์ที่ค้างคา และเพิ่มความไม่แน่นอนต่อทิศทางในระยะยาวของบริษัท
แหล่งข่าวระบุด้วยว่า ธนาคารเพื่อการลงทุนมองดีลนี้ว่ามีความน่าสนใจ เนื่องจากบริษัทขนาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อาจเปิดขายกิจการในระดับนี้พบได้ไม่บ่อย โดยมีการกล่าวถึงชื่อกองทุนไพรเวตอิควิตี้ระดับโลกอย่าง CVC Capital Partners, Warburg Pincus และ Blackstone Inc. ในฐานะผู้ซื้อที่มีศักยภาพ แม้ในขณะนี้ยังไม่มีการติดต่อหรือการยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการเกิดขึ้น
กระบวนการเสนอขายกิจการเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งยิ่งเพิ่มความซับซ้อนให้กับการตัดสินใจของทั้งฝ่ายผู้ขายและนักลงทุนต่างชาติ
แหล่งข่าวชี้ว่า บริบททางการเมืองมีผลโดยตรงต่อการประเมินความเสี่ยงและระดับความเชื่อมั่นของดีลนี้ เนื่องจากสมาชิกบางส่วนของครอบครัวจึงรุ่งเรืองกิจมีความเชื่อมโยงกับพรรคก้าวไกล ซึ่งถูกยุบในปี 2567 หลังจากผลักดันการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 อันเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม ในมิติทางธุรกิจ ไทยซัมมิทยังคงเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่มีขนาดและศักยภาพโดดเด่น โดยข้อมูลระบุว่าบริษัทมีรายได้ต่อปีมากกว่า 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) มากกว่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีพนักงานมากกว่า 20,000 คนทั่วประเทศ พร้อมเครือข่ายโรงงานในต่างประเทศ ทั้งในจีน ญี่ปุ่น และอินเดีย
แหล่งข่าวระบุว่า เมื่อปี 2567 ธนาคารวอลล์สตรีทแห่งหนึ่งเคยประเมินมูลค่ากิจการของไทยซัมมิทไว้สูงถึง 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม การเจรจาไม่สามารถเดินหน้าถึงขั้นตอนการนำเสนอได้ เนื่องจากความเห็นที่ยังไม่ลงตัวภายในครอบครัวผู้ถือหุ้น
นอกจากนี้ ดีลนี้ยังอาจได้แรงหนุนจากสัญญาณฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ข้อมูลของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยระบุว่า ยอดขายรถยนต์ไทยในปี 2568 ปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบสองปี โดยมีรถยนต์ไฟฟ้าเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ คิดเป็นสัดส่วนราว 45% ของยอดส่งมอบทั้งหมด ขณะที่การผลิตรถยนต์ในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านคัน ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวประเมินว่า แรงกดดันจากการแข่งขันในตลาด EV ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ประกอบกับความไม่แน่นอนทางการเมือง อาจส่งผลให้การประเมินมูลค่าไทยซัมมิทในรอบใหม่ต้องปรับลดลง หากบริษัทเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการขายกิจการอย่างจริงจังในระยะถัดไป
ที่มา: The Edge