
สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกเผชิญแรงปะทะระลอกใหม่จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ยังไร้สัญญาณคลี่คลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว สะท้อนแรงกดดันด้านอุปทานที่ตึงตัว ควบคู่กับความเสี่ยงเชิงระบบที่เริ่มแผ่ขยายเข้าสู่โครงสร้างเศรษฐกิจพลังงานทั่วโลก
แรงสั่นสะเทือนดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อประเทศไทย ทำให้กลไกอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเริ่มแตะขีดจำกัด หลังต้องแบกรับภาระพยุงราคาขายปลีกต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนปัจจุบันเผชิญภาวะสภาพคล่องตึงตัวอย่างรุนแรง โดยมีเงินไหลออกเฉลี่ยวันละ 2,000 ล้านบาท และยอดติดลบสะสมทะลุ 38,000 ล้านบาท สะท้อนข้อจำกัดของเครื่องมือเชิงนโยบายในภาวะที่ราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงเกินระดับที่รัฐสามารถรองรับได้
ขณะเดียวกัน ยังเกิดแรงบิดเบือนในตลาดจากพฤติกรรมกักตุนและลักลอบส่งออกน้ำมัน อันเป็นผลจากส่วนต่างราคาที่ไทยยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ภายใต้แรงกดดันดังกล่าว รัฐบาลไทยจึงตัดสินใจ “ทยอยถอนการอุดหนุน” อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ผ่านการปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีกทุกชนิด 6 บาทต่อลิตร โดยยังคงมาตรการดูแลเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลและแก๊สโซฮอล์บางประเภท เพื่อประคองภาระต้นทุนของเศรษฐกิจฐานราก
บทความนี้ SPOTLIGHT จะพาไปวิเคราะห์ว่า หลังการปรับขึ้นราคาน้ำมันครั้งล่าสุด โครงสร้างราคาพลังงานของไทยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และภาครัฐมีแนวทางใดในการรับมือกับวิกฤตราคาพลังงานที่กำลังกดดันเศรษฐกิจในระยะต่อไป
ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานระบุว่า ณ วันที่ 26 ธันวาคม 2569 (เทียบการเปลี่ยนแปลงจากวันที่ 23 มีนาคม 2569) สะท้อนให้เห็นความแตกต่างเชิงโครงสร้างของตลาดพลังงานในภูมิภาคอย่างชัดเจน โดยประเทศไทยยังคงอยู่ใน “กลุ่มระดับกลาง” ทั้งในมิติราคาและอัตราการปรับเพิ่ม เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน
ในส่วนของน้ำมันเบนซิน (แก๊สโซฮอล์ 95) สิงคโปร์มีราคาสูงสุดที่ 87.25 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น +23.5% ตามมาด้วยลาว 62.35 บาท (+65.5%) เมียนมา 59.87 บาท (+68.9%) กัมพูชา 55.72 บาท (+60.1%) และฟิลิปปินส์ 54.50 บาท (+81.4%) ขณะที่ประเทศไทยอยู่ที่ 41.05 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น +34.4% อยู่ในระดับต่ำกว่ากลุ่มประเทศข้างต้น แต่ยังสูงกว่าเวียดนาม 37.08 บาท (+62.0%) และมาเลเซีย 31.96 บาท (+57.6%) รวมถึงประเทศที่มีการอุดหนุนพลังงานสูงอย่างอินโดนีเซีย 24.00 บาท (+3.6%) และบรูไน 13.54 บาท (+4.1%) ซึ่งเป็นประเทศที่มีราคาต่ำสุดในภูมิภาค
ด้านน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของภาคขนส่งและเศรษฐกิจฐานราก พบว่าราคามีความผันผวนสูงกว่า โดยสิงคโปร์ยังคงมีราคาสูงสุดที่ 100.26 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น +53.7% รองลงมาคือ เมียนมา 68.26 บาท (+85.8%) ฟิลิปปินส์ 66.71 บาท (+109.8%) ลาว 64.14 บาท (+125.5%) และกัมพูชา 57.76 บาท (+96.5%) ขณะที่เวียดนามอยู่ที่ 47.16 บาท (+113.1%) และมาเลเซีย 45.59 บาท (+91.0%) ส่วนประเทศไทยอยู่ที่ 38.94 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น +30.1% ต่ำกว่าประเทศส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ แต่ยังสูงกว่าอินโดนีเซีย 28.32 บาท (+12.3%) และบรูไน 7.92 บาท (+4.1%) ซึ่งยังคงเป็นประเทศที่มีราคาดีเซลต่ำที่สุด
ภาพรวมข้อมูลชี้ให้เห็นถึง “ความแตกต่างเชิงนโยบาย” อย่างชัดเจน โดยประเทศอย่างสิงคโปร์ใช้กลไกราคาตลาดเต็มรูปแบบจึงมีราคาสูง ขณะที่อินโดนีเซีย มาเลเซีย และบรูไนใช้มาตรการอุดหนุนอย่างเข้มข้น ทำให้ราคาภายในประเทศต่ำและปรับขึ้นจำกัด ในขณะที่ไทยอยู่ในลักษณะกึ่งกลาง ใช้กลไกตลาดควบคู่กับการบริหารผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลให้ระดับราคายังไม่สูงสุดและการปรับเพิ่มอยู่ในระดับปานกลางเมื่อเทียบกับอาเซียน
ในวันที่ 27 มีนาคม 2569 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงมีความไม่แน่นอน แม้จะมีความพยายามยื่นข้อเสนอเพื่อเจรจา แต่ทั้งสองฝ่ายยังมีท่าทีและการสื่อสารที่ไม่สอดคล้องกัน ส่งผลให้ภาพรวมสถานการณ์ยังเปราะบาง และกระทบโดยตรงต่อความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งขณะนี้อยู่ในระดับสูง
สำหรับประเทศไทย รัฐบาลยังคงใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยพยุงราคา แม้ว่าจะมีการปรับราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นรวม 6 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 39 บาทต่อลิตร โดยหากเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน พบว่าไทยยังมีราคาต่ำกว่าหลายประเทศ เช่น มาเลเซียอยู่ที่ประมาณ 45.50 บาทต่อลิตร เวียดนาม 47 บาท กัมพูชา 57 บาท ลาว 64 บาท ฟิลิปปินส์ 66 บาท และสิงคโปร์สูงสุดราว 100 บาทต่อลิตร ขณะที่มีเพียงอินโดนีเซียและบรูไนที่ราคาต่ำกว่าไทย
อย่างไรก็ตาม สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงตึงตัว โดยก่อนการปรับราคา กองทุนได้อุดหนุนน้ำมันดีเซลในอัตรา 19 บาทต่อลิตร และมีเงินไหลออกเฉลี่ยวันละประมาณ 1,700 ล้านบาท ปัจจุบันกองทุนติดลบอยู่ที่ประมาณ 38,000 ล้านบาท จึงจำเป็นต้องทยอยปรับราคาให้สะท้อนต้นทุนจริงมากขึ้น เพื่อลดภาระทางการคลัง รวมถึงลดแรงจูงใจในการกักตุนและลักลอบขนส่งน้ำมันจากความแตกต่างของราคากับประเทศเพื่อนบ้าน
ในด้านการกำกับดูแล รัฐบาลได้ประสานหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อตรวจสอบและป้องกันการฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน โดยเฉพาะการกักตุนสินค้า
ขณะที่สถานการณ์ด้านปริมาณน้ำมันยังอยู่ในระดับเพียงพอ โดยโรงกลั่นในประเทศเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต มีกำลังการกลั่นน้ำมันดีเซลประมาณ 78 ล้านลิตรต่อวัน และมีการนำน้ำมันจากคลังสำรองเข้ามาเสริมอีกประมาณ 10 ล้านลิตรต่อวัน ส่งผลให้ปริมาณจ่ายจริงในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 85 ล้านลิตรต่อวัน สูงกว่าความต้องการใช้น้ำมันเฉลี่ยในภาวะปกติที่อยู่ราว 67 ล้านลิตรต่อวัน
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังได้กำชับให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 เพิ่มการกระจายผ่านช่องทางต่าง ๆ รวมถึงผู้ค้ารายย่อย (จ๊อบเบอร์) ซึ่งขณะนี้เริ่มกลับมาใกล้เคียงระดับปกติแล้ว ส่งผลให้ภาพรวมการจัดหาน้ำมันมีเสถียรภาพ และเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนในช่วงสถานการณ์ปัจจุบัน
ด้านนายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ยังไม่มีท่าทียุติ แม้จะมีการเสนอข้อตกลงต่าง ๆ ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยจากช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ประมาณ 198 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ได้พุ่งสูงขึ้นถึง 242 - 243 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาขายปลีกน้ำมันทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขาดสภาพคล่องอย่างหนักเนื่องจากมีเงินไหลออกเฉลี่ยวันละ 2,000 ล้านบาท จนปัจจุบันสถานะกองทุนฯ ติดลบสะสมกว่า 35,000 ล้านบาท
จากการเปรียบเทียบราคาน้ำมันกับประเทศเพื่อนบ้าน พบว่าราคาน้ำมันในประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ แม้แต่ประเทศมาเลเซีย เมื่อคืนที่ผ่านมาได้ปรับขึ้นราคาดีเซลถึง 7 บาทต่อลิตร ด้วยเหตุนี้คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) จึงมีมติให้ปรับลดการชดเชยราคาในกลุ่มน้ำมันดีเซลและเบนซิน ซึ่งส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดในประเทศปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร
อย่างไรก็ตาม กบน. ยังคงให้การช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นน้ำมันทางเศรษฐกิจหลัก รวมถึงกลุ่มแก๊สโซฮอล์ E10 และ E20 เพื่อให้ประชาชนยังสามารถใช้ได้ในราคาที่เหมาะสม
สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขอยืนยันว่า จะยังคงทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพระดับราคาขายปลีกในประเทศให้มีความเหมาะสมที่สุดภายใต้สภาวะวิกฤตและเชื่อมั่นว่าการปรับลดสัดส่วนการชดเชยในครั้งนี้จะช่วยให้กองทุนฯ มีสภาพคล่องเพียงพอที่จะรับมือกับความผันผวนของราคาน้ำมันโลกที่อาจสูงขึ้นอีกในอนาคต พร้อมกันนี้ ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนให้ช่วยกันประหยัดพลังงานเพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกัน