
รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าอาหารและไม่ใช่อาหารรวม 12 รายการ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ภายใต้นโยบายคุ้มครองเกษตรกรและอุตสาหกรรมภายในประเทศที่เข้มข้นขึ้นอย่างชัดเจน การขยับนโยบายครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนทิศทางการนำเข้ายุคใหม่ของอินโดนีเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต แต่ยังส่งแรงสะเทือนโดยตรงต่อประเทศคู่ค้าในภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย ซึ่งมีสถานะเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและวัตถุดิบรายสำคัญไปยังตลาดอินโดนีเซีย
สำหรับไทย มาตรการดังกล่าวอาจกระทบต่อการส่งออกในหลายรายการ โดยเฉพาะน้ำตาลและข้าว ซึ่งเป็นสินค้าหลักที่อยู่ในบัญชีห้ามนำเข้าและมีมูลค่าการค้าสูงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่สินค้าในกลุ่มเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นบางประเภทก็ถูกจับตา แม้ผลกระทบในทางปฏิบัติอาจอยู่ในวงจำกัด
อย่างไรก็ดี การคุมเข้มนโยบายการนำเข้าของอินโดนีเซียในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของนโยบายการค้าอินโดนีเซียที่กำลังเดินหน้าอย่างเป็นระบบ
รัฐบาลอินโดนีเซียเดินหน้านโยบายจำกัดการนำเข้าสินค้า ด้วยการประกาศห้ามนำเข้าสินค้าอาหารและไม่ใช่อาหารรวม 12 รายการ โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป มาตรการดังกล่าวถูกมองว่าเป็นหนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจแกนหลักของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ที่มุ่งยกระดับการคุ้มครองเกษตรกร ผู้ผลิต และอุตสาหกรรมภายในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้า และเสริมความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว ท่ามกลางความผันผวนของตลาดสินค้าเกษตรและห่วงโซ่อุปทานโลก
ความเคลื่อนไหวสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 30 ธันวาคม 2568 หลังจากกระทรวงประสานงานด้านอาหารของอินโดนีเซียมีมติให้คงมาตรการห้ามนำเข้าข้าวเพื่อการบริโภคทั่วไปอย่างต่อเนื่อง พร้อมขยายขอบเขตไปสู่การระงับการนำเข้าข้าวพิเศษที่ใช้เป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรม น้ำตาลเพื่อการบริโภคหรือน้ำตาลทรายขาว และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยรัฐบาลให้เหตุผลว่าปริมาณผลผลิตภายในประเทศอยู่ในระดับเพียงพอ และการนำเข้ามีความเสี่ยงต่อการกดราคาสินค้าเกษตรในประเทศ รวมถึงกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรรายย่อย
มาตรการทั้งหมดถูกกำหนดไว้ในกฎกระทรวงพาณิชย์ (Peraturan Menteri Perdagangan: Permendag) เลขที่ 47 ปี 2568 ว่าด้วยสินค้าห้ามนำเข้า ซึ่งลงนามโดยบูดี ซานโตโซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 ธันวาคม 2568 กฎกระทรวงฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้นปี 2569 และถือเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงพาณิชย์เลขที่ 40 ปี 2565 ซึ่งก่อนหน้านั้นได้แก้ไขกฎกระทรวงเลขที่ 18 ปี 2564 ว่าด้วยสินค้าห้ามส่งออกและสินค้าห้ามนำเข้า โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับกรอบกฎหมายให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลชุดใหม่
ตามบทบัญญัติมาตรา 2 ของกฎกระทรวงพาณิชย์เลขที่ 47/2568 รัฐบาลอินโดนีเซียกำหนดห้ามนำเข้าสินค้าอาหารและไม่ใช่อาหารรวม 12 รายการ ครอบคลุมสินค้าหลักอย่างน้ำตาลและข้าว รวมถึงสินค้าอื่นที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย อาทิ สารทำลายชั้นโอโซน กระสอบและถุงใช้แล้ว เสื้อผ้าใช้แล้ว เครื่องดับเพลิงและอุปกรณ์ที่ใช้ระบบทำความเย็น สินค้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ระบบทำความเย็นอื่น ๆ ที่มีการใช้สาร CFC, HCFC-22 และ HCFC-123 วัตถุดิบยาและอาหารบางประเภท วัตถุอันตรายและสารพิษ ของเสียอันตรายและของเสียไม่อันตรายที่ขึ้นทะเบียน เครื่องมือการเกษตรดั้งเดิม และเครื่องมือแพทย์ที่มีส่วนผสมของปรอท โดยสินค้าหลายรายการถูกกำหนดคำอธิบายทางเทคนิคและเงื่อนไขเฉพาะเพิ่มเติม เพื่อให้การบังคับใช้เป็นไปอย่างชัดเจนและลดช่องว่างทางกฎหมาย
สำหรับ น้ำตาล กฎกระทรวงกำหนดห้ามนำเข้าจำนวน 3 ประเภท ได้แก่
ซึ่งครอบคลุมทั้งน้ำตาลจากหัวบีต น้ำตาลจากอ้อย และซูโครสบริสุทธิ์ในรูปของแข็ง
รัฐบาลยังระบุคุณลักษณะของน้ำตาลแต่ละประเภทไว้อย่างชัดเจน โดย
ในส่วนของข้าว รัฐบาลอินโดนีเซียกำหนดห้ามนำเข้าข้าวกึ่งสีและข้าวสีเต็มเมล็ด ข้าวนึ่ง (parboiled rice) ข้าวหัก รวมถึงข้าวเฉพาะชนิดอย่างข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิ ข้าวบาสมาติ ข้าวมาลีส และข้าวหอมชนิดอื่น ๆ โดยย้ำจุดยืนว่าจะไม่อนุญาตให้นำเข้าข้าวเพื่อการบริโภคในประเทศ เนื่องจากต้องการดูดซับผลผลิตจากเกษตรกรภายในประเทศเป็นลำดับแรก อย่างไรก็ดี รัฐบาลยังเปิดช่องให้ใช้ข้าวหักเพื่อการอุตสาหกรรมภายใต้กรอบที่ควบคุมอย่างเข้มงวด
ก่อนหน้านี้ในปี 2568 รัฐบาลอินโดนีเซียเคยจัดสรรโควตานำเข้าข้าวอุตสาหกรรมให้แก่ผู้ประกอบการเอกชนจำนวน 13 ราย เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตแป้งข้าวและวุ้นเส้น แต่การระงับการนำเข้าข้าวบางประเภทในครั้งนี้มีเป้าหมายเชิงนโยบายที่ชัดเจน คือการผลักดันให้ภาคธุรกิจหันมาใช้ข้าวหักและข้าวเหนียวหักที่ผลิตภายในประเทศมากขึ้น เพื่อสร้างอุปสงค์ภายใน ลดสต็อกส่วนเกิน และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังพยายามรักษาสมดุลระหว่างการคุ้มครองตลาดภายในประเทศกับความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม โดยยังคงเปิดให้นำเข้าน้ำตาลดิบ (GKM) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ในประเทศ ภายใต้โควตาที่กำหนด โดยในปี 2569 อนุญาตให้นำเข้าน้ำตาลดิบรวม 3.12 ล้านตัน นอกจากนี้ ยังมีการจัดสรรโควตานำเข้าเพิ่มเติมจำนวน 508,360 ตัน สำหรับน้ำตาลดิบและน้ำตาลพิเศษภายใต้โครงการ Import Facility for Export Purposes – Raw Materials Facility ซึ่งออกแบบมาเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่ผลิตเพื่อการส่งออกโดยเฉพาะ
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงจาการ์ตา มองว่า มาตรการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าของประเทศไทยไปยังอินโดนีเซียในบางรายการ โดยเฉพาะสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำตาล ข้าว และสินค้าในกลุ่มเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น
สคต. ณ กรุงจาการ์ตาได้ติดตามและรวบรวมข้อมูลจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องพบว่า สินค้าน้ำตาลตามพิกัด HS 1701 ซึ่งครอบคลุมน้ำตาลดิบและน้ำตาลทรายขาวบางประเภท ถูกกำหนดให้เป็นสินค้าห้ามนำเข้า ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกน้ำตาลดิบรายสำคัญไปยังอินโดนีเซีย โดยในปี 2568 (มกราคม-พฤศจิกายน) ไทยมีมูลค่าส่งออกน้ำตาลไปยังอินโดนีเซียถึง 725 ล้านเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ดี อินโดนีเซียยังมีความจำเป็นต้องนำเข้าน้ำตาล เนื่องจากกำลังการผลิตภายในประเทศไม่เพียงพอ และมีแนวโน้มว่ารัฐบาลอินโดนีเซียอาจพิจารณาอนุญาตให้นำเข้าน้ำตาลบางส่วน โดยอิงจากปริมาณอนุญาตนำเข้าของปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ การนำเข้ายังสามารถดำเนินการนำเข้าน้ำตาลดิบเพื่อการแปรรูปได้ภายใต้กฎกระทรวงการค้า เลขที่ 31/2025 ซึ่งยังมีผลบังคับใช้ คือแม้สินค้าจะอยู่ในบัญชีห้ามนำเข้า ก็ยังสามารถยื่นขอใบอนุญาตนำเข้า (Import Approval: PI) ได้ โดย Importer Producer และกฎกระทรวงการค้า เลขที่ 47/2025 มิได้อ้างอิงหรือยกเลิกกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว
สำหรับสินค้าข้าว กฎกระทรวงการค้าอินโดนีเซียได้กำหนดข้อจำกัดการนำเข้าข้าวหลายประเภทภายใต้พิกัด HS 1006 อาทิ ข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิ และข้าวบาสมาติ โดยการพิจารณาอนุญาตนำเข้าไม่ได้ยึดตามชนิดข้าวเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การใช้งานและสถานะของผู้นำเข้าเป็นสำคัญ
โดยในปี 2568 อินโดนีเซียมีปริมาณสต็อกข้าวภายในประเทศประมาณ 3.5 ล้านตัน ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศ ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงมีแนวโน้มที่จะยังคงจำกัดหรือไม่เปิดให้นำเข้าข้าวเพื่อการบริโภคโดยตรงต่อไปตามนโยบายที่ใช้ในปีก่อนหน้า การนำเข้าข้าวเพื่อการบริโภคจะดำเนินการได้เฉพาะผ่านรัฐวิสาหกิจเท่านั้น เช่น Bulog, Sarinah และ RNI และจะอนุญาตเป็นกรณีพิเศษเฉพาะเมื่อมีความจำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดหรือความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ
ขณะเดียวกัน ภายใต้กฎระเบียบกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 31/2025 อินโดนีเซียยังคงอนุญาตให้นำเข้าข้าวเพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรมโดยผู้ประกอบการที่มีสถานะเป็น Importer Producer (IP) ทั้งนี้ ต้องได้รับการอนุมัติการนำเข้าก่อน ข้าวที่นำเข้าภายใต้โครงการ IP จะต้องนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับกระบวนการผลิตหรือการแปรรูปทางอุตสาหกรรมเท่านั้น และไม่อนุญาตให้นำไปจำหน่ายแก่ผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งกฎระเบียบกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 47/2025 มิได้มีการอ้างถึง แก้ไข หรือเพิกถอนกฎระเบียบ ฉบับที่ 31/2025 แต่อย่างใด
ดังนั้น ระบบการนำเข้าตามที่กำหนดไว้ในกฎระเบียบ ฉบับที่ 31/2025 ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ โดยมีการแยกความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างการนำเข้าข้าวเพื่อการบริโภคโดยตรง ซึ่งจำกัดให้เฉพาะรัฐวิสาหกิจเท่านั้น กับการนำเข้าข้าวเพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถดำเนินการได้โดยผู้ถือสถานะ Importer Producer ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง
ในส่วนของสินค้าเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น กฎกระทรวงฯ ได้ห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารทำความเย็นในบัญชีต้องห้าม ได้แก่ CFC, HCFC-22 และ HCFC-123 จากการสอบถามสมาคมเครื่องทำความเย็นไทย พบว่า สารดังกล่าวถูกห้ามผลิตและจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว จึงประเมินว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของผู้ประกอบการไทยในทางปฏิบัติ
ขณะเดียวกัน สินค้าห้ามนำเข้าอื่น ๆ เช่น ถุงใช้แล้ว กระสอบใช้แล้ว เสื้อผ้าใช้แล้ว วัตถุอันตราย ของเสียอันตราย วัตถุดิบทางเภสัชกรรมและอาหารบางประเภท เครื่องมือแพทย์ที่มีส่วนประกอบของปรอท รวมถึงเครื่องมือการเกษตรดั้งเดิม เป็นสินค้าที่อินโดนีเซียมุ่งปกป้องสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และอุตสาหกรรมภายในประเทศ ซึ่งในทางปฏิบัติไม่พบการส่งออกจากประเทศไทย หรือไม่จัดเป็นสินค้าเป้าหมายในการส่งออกของไทย ส่งผลให้ภาพรวมมาตรการดังกล่าวกระทบต่อผู้ประกอบการไทยเฉพาะบางสินค้า โดยเฉพาะน้ำตาลเป็นหลัก ขณะที่สินค้าอื่นยังอยู่ในระดับผลกระทบจำกัด