
ในวันที่ 30 มกราคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเตรียมเสนอชื่อ Kevin Warsh อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ ขึ้นดำรงตำแหน่งประธาน Federal Reserve คนถัดไป เพื่อรับช่วงต่อจาก Jerome Powell ซึ่งจะครบวาระในเดือนพฤษภาคม การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดการเงินกำลังโฟกัสไปที่จังหวะการเปลี่ยนผ่านของนโยบายการเงินสหรัฐฯ หลังเศรษฐกิจเริ่มชะลอลงจากผลของอัตราดอกเบี้ยระดับสูงที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง
ภายใต้บริบทดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าเฟดมีโอกาสเริ่มวงจรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายประมาณ 2-3 ครั้ง ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2569 เป็นต้นไป หากเงินเฟ้อทยอยปรับลงและความเสี่ยงด้านการเติบโตเพิ่มสูงขึ้น
การหยิบชื่อ Warsh ขึ้นมาในจังหวะนี้จึงถูกมองว่าเป็นสัญญาณสำคัญต่อทิศทางและความเร็วของการลดดอกเบี้ยในระยะถัดไป ว่าจะดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปและระมัดระวังเพียงใด ท่ามกลางภารกิจของเฟดในการประคองเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอตัวแรง ขณะเดียวกันต้องรักษาเสถียรภาพราคา ความน่าเชื่อถือของนโยบายการเงิน และบทบาทของเงินดอลลาร์ในระบบการเงินโลก
Kevin Warsh เคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการเฟดระหว่างปี 2549–2554 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เฟดต้องรับมือกับวิกฤติการเงินโลกปี 2551 และการล่มสลายของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ในช่วงเวลาดังกล่าว Warsh เป็นที่รู้จักจากจุดยืนที่คัดค้านการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing) ในวงกว้าง โดยมองว่านโยบายดังกล่าวอาจสร้างพฤติกรรมแสวงหาความเสี่ยงเกินควรในตลาดการเงิน และบั่นทอนวินัยทางการคลังและการเงินในระยะยาว ท่าทีนี้ทำให้เขาถูกจัดอยู่ในกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์สายเข้มงวดหรือ Hawkish อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวและบทวิเคราะห์จากสถาบันการเงินหลายแห่งชี้ว่า Warsh ได้ปรับกรอบคิดในช่วงหลัง โดยเขาแสดงความเห็นสนับสนุนการลดดอกเบี้ยหากเศรษฐกิจเผชิญแรงกดดันด้านการเติบโต ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของทรัมป์ในเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง และให้ความสำคัญกับปัจจัยเชิงโครงสร้างมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพจากการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในภาคธุรกิจ ซึ่ง Warsh มองว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน และลดแรงกดดันเงินเฟ้อและช่วยพยุงเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบที่ควบคุมได้
ควบคู่กันนี้ Warsh ยังมีแนวคิดสนับสนุนการปรับลดงบดุลของเฟด เพื่อดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินและลดแรงกดดันเงินเฟ้อ ซึ่งจะช่วยเปิดพื้นที่ให้สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ในระยะถัดไปโดยไม่กระทบเสถียรภาพราคา
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ภายใต้การนำของ Kevin Warsh ทิศทางนโยบายการเงินของเฟดมีแนวโน้มผ่อนคลายอย่างค่อยเป็นค่อยไปและระมัดระวัง โดยยังคาดว่าเฟดอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายราว 2-3 ครั้ง ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2569 เป็นต้นไป สอดคล้องกับภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มชะลอลงในช่วงครึ่งหลังของปี
อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยฯ เน้นว่า ความไม่แน่นอนยังคงสูง และจังหวะการลดดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่กับตัวเลขเงินเฟ้อ การจ้างงาน และการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนเป็นสำคัญ หากเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวจากปัจจัยต้นทุนหรืออุปสงค์ การผ่อนคลายนโยบายอาจล่าช้าและมีขนาดน้อยกว่าที่ตลาดคาดไว้ก่อนหน้า
ในระยะสั้น ตลาดการเงินตอบสนองต่อข่าวการเสนอชื่อ Warsh ด้วยความผันผวน โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นทันที ดัชนี Dollar Index ปรับเพิ่มขึ้นราว 0.7-0.8% ในวันที่ 30 มกราคม 2569 จากระดับปิดวันก่อนหน้า สะท้อนการคลายความกังวลของนักลงทุนต่อประเด็นความเป็นอิสระของเฟด และการประเมินว่า Warsh จะให้น้ำหนักกับเสถียรภาพของค่าเงินดอลลาร์และความน่าเชื่อถือของนโยบายการเงินมากกว่าการเร่งลดดอกเบี้ยตามแรงกดดันทางการเมือง
แรงแข็งค่าของดอลลาร์ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดโลหะมีค่า ราคาโลหะเงินปรับลดลงราว 30% ภายในระยะเวลาอันสั้น ขณะที่ราคาทองคำร่วงลงประมาณ 10% มาอยู่ในช่วงราว 4,700-4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากก่อนหน้านี้ราคาทองคำปรับขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ การปรับฐานดังกล่าวถือเป็นการปรับลงที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี และสะท้อนทั้งแรงเทขายทำกำไรและการปรับคาดการณ์เส้นทางดอกเบี้ยของตลาดใหม่ทั้งหมด
ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันเช่นกัน ดัชนี Dow Jones และ S&P 500 ปรับลดลงราว 0.4% ขณะที่ Nasdaq ซึ่งมีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีสูง ปรับลดลงราว 0.9% สะท้อนความกังวลต่อการประเมินมูลค่าหุ้นในสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยที่อาจยังไม่ผ่อนคลายเร็วอย่างที่เคยคาดไว้ ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ขยับขึ้นเล็กน้อย ทะลุระดับ 4.25% บ่งชี้ว่าตลาดเริ่มปรับสมมติฐานใหม่ต่อทิศทางนโยบายการเงินภายใต้ประธานเฟดคนใหม่ที่อาจ “ไม่ผ่อนคลายเร็ว แต่พยายามรักษาสมดุล” ระหว่างการเติบโตและเสถียรภาพในระยะยาว