Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
TDRI แนะ ‘เพื่อไทย’ ทบทวนนโยบายเศรษฐีวันละ 9 คน–คนไทยไร้จน หนุน NaCGA
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

TDRI แนะ ‘เพื่อไทย’ ทบทวนนโยบายเศรษฐีวันละ 9 คน–คนไทยไร้จน หนุน NaCGA

3 ก.พ. 69
10:50 น.
แชร์

ไม่กี่วันก่อนถึงการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้เผยแพร่ผลการวิเคราะห์นโยบายของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ (เรียงตามจำนวน สส. ที่มีอยู่ก่อนยุบสภา) โดยวิเคราะห์จากเอกสารที่พรรคการเมืองยื่นเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 

จากการวิเคราะห์ดังกล่าว คณะผู้วิจัยของ TDRI มีข้อสังเกตโดยรวมว่า พรรคการเมืองใหญ่ 5 พรรคเสนอนโยบายที่จะใช้วงเงินในการดำเนินนโยบายระหว่าง 1.5-7.4 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งหากประมาณการของพรรคการเมืองถูกต้อง วงเงินดังกล่าวจะยังไม่เกินค่าเฉลี่ยของงบลงทุนของประเทศ 5 ปีย้อนหลัง (ประมาณ 7.6 แสนล้านบาทต่อปี) อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยของ TDRI ตั้งข้อสังเกตต่อความถูกต้องของการประมาณการต่อไป และมีข้อสังเกตต่อนโยบายของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ในภาพรวม 4 ประการ ดังนี้ 

ประการที่หนึ่ง แม้วงเงินที่ 5 พรรคใหญ่จะใช้ดำเนินนโยบายอยู่ในระดับประมาณ 1.5-7.4 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งยังไม่เกินค่าเฉลี่ยของงบลงทุนของประเทศไทย 5 ปีย้อนหลัง แต่ในความเป็นจริงวงเงินที่ใช้อาจสูงกว่าที่คาดการณ์มาก ด้วยเหตุผลว่า (1) มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเกิดรัฐบาลผสม ซึ่งอาจผลักดันนโยบายของหลายพรรคพร้อมกัน (2) บางพรรคประเมินต้นทุนต่ำกว่าความจริง ขณะที่บางพรรคมีนโยบายที่ไม่ได้ยื่นต่อ กกต. จึงไม่ได้รวมอยู่ในต้นทุนที่ประมาณการ (3) หลายพรรคหวังว่าจะมีเงินจากแหล่งต่าง ๆ มาใช้ดำเนินนโยบาย เช่น เก็บภาษีได้ตามเป้าหมาย หรือใช้กลไกร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ซึ่งอาจไม่เกิดขึ้นจริง และ (4) หลายพรรคมีมุมมองว่าการใช้ ‘เงินนอกงบประมาณ’ โดยให้หน่วยงานของรัฐหรือกองทุนต่าง ๆ ดำเนินการแทน จะไม่ก่อให้เกิดภาระทางการคลัง 

ประการที่สอง นโยบายจำนวนมากยังเน้นการใช้เงินช่วยเหลือประชาชนในลักษณะ ‘ประชานิยม’ ที่ออกแบบมาอย่างผิวเผิน ไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) ที่เหมาะสม และไม่มีความรับผิดชอบทางการคลัง และนโยบายจำนวนมาก ยังไม่ได้อ้างอิง เรียนรู้ หรือต่อยอดนโยบายต่าง ๆ ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยหรือในต่างประเทศ ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติที่ดี (good practice) แต่กลับถูกคิดขึ้นมาอย่างเร่งรีบ และอ้างประโยชน์ของนโยบายโดยไม่มีหลักฐานรองรับ 

ประการที่สาม พรรคการเมืองส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ การพัฒนาทักษะแรงงานหรือการปฏิรูปภาครัฐ แม้มีนโยบายในด้านดังกล่าวอยู่บ้าง ก็ได้รับการจัดสรรเงินค่อนข้างน้อย 

ประการที่สี่ หลายพรรคมีนโยบายที่ทั้งสร้างภาระทางการคลังและทำลายกลไกตลาด 

เนื้อหาถัดจากนี้ SPOTLIGHT ขอพาเจาะลึกลงไปที่การวิเคราะห์นโยบายของพรรคเพื่อไทยว่า TDRI ตั้งข้อสังเกตและมีข้อเสนอแนะต่อนโยบายของพรรคเพื่อไทยอย่างไรบ้าง 

ข้อสังเกต TDRI ต่อนโยบายเพื่อไทย

TDRI ระบุว่า พรรคเพื่อไทยแจ้งว่าจะใช้งบประมาณ 2.4 แสนล้านบาทต่อปี โดยมี 5 นโยบายที่มีวงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาท นอกจากนโยบาย “คนไทยไร้จน” ที่ใช้วงเงินมากที่สุดแล้ว พรรคเพื่อไทยยังมีนโยบายจัดการหนี้สินของคนกลุ่มต่าง ๆ เช่น นโยบาย “พักหนี้เกษตรกร” (1.5 หมื่นล้านบาท) นโยบาย “ล้างหนี้นอกระบบ” (6 พันล้านบาท) นโยบาย “ล้างหนี้วัยเกษียณ” (4 พันล้านบาท) และนโยบาย “ผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด” (3 หมื่นล้านบาท) นอกจากนี้พรรคเพื่อไทยยังมีนโยบายด้านการเกษตรอีกหลายนโยบาย เช่น นโยบาย “ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%”

จากการวิเคราะห์เอกสารของพรรคเพื่อไทย คณะผู้วิจัยของ TDRI มีความเห็นว่า นโยบายของพรรคเพื่อไทยมีทั้งนโยบายที่มีความเหมาะสม ควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล และนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน

นโยบายที่เหมาะสม ควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล

1. นโยบาย “สถาบันค้ำประกันสินเชื่อ” (NaCGA) ซึ่งมุ่งสร้างระบบค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนของผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs โดยเปลี่ยนระบบค้ำประกันเดิมเป็นระบบคิดราคาตามความเสี่ยง (risk-based pricing) ในทางปฏิบัติ นโยบายนี้อาจใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ดำเนินการ และจะมีความเหมาะสมหากให้ธนาคารพาณิชย์ (ไม่ใช่สถาบันการเงินของรัฐ) เป็นผู้ให้สินเชื่อ เพราะใช้กลไกตลาดในการตัดสินใจให้สินเชื่อ ในขณะที่สามารถช่วยให้ SMEs ได้รับสินเชื่อที่มีต้นทุนต่ำลงจากการค้ำประกัน

2. นโยบาย “ปราบยาเสพติด ไม่จบไม่เลิก” และนโยบาย “ปราบสแกมเมอร์ ไม่จบไม่เลิก” เป็นนโยบายที่ดีในการปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายซึ่งสร้างความเสียหายต่อประชาชน อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยยังจัดสรรงบประมาณในการดำเนินนโยบายทั้งสองไว้น้อยมากเพียง 500 ล้านบาทต่อปี และ 200 ล้านบาทต่อปี ตามลำดับ และที่สำคัญคือจะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง

3. นโยบาย “ยกเครื่องศูนย์กลางการบิน” ซึ่งจะใช้การบริหารจัดการและเทคโนโลยี เพื่อช่วยให้สนามบินไม่มีความแออัด สามารถรองรับผู้โดยสารได้มากขึ้น พรรคระบุว่านโยบายนี้ไม่ใช้งบประมาณภาครัฐ แต่จะใช้การบริหารจัดการภายในของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งน่าจะต้องมีการลงทุนไม่น้อย แม้จะมีโอกาสคุ้มทุนสูง ก็ควรต้องทำการศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) ที่ได้มาตรฐานก่อน

4. นโยบาย “ปลดล็อกพลังงานสะอาด” ซึ่งครอบคลุมการสนับสนุนการติดตั้ง solar rooftop การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (smart grid) และระบบกักเก็บพลังงาน (battery storage) โดยจะใช้งบประมาณ 1 พันล้านบาทต่อปี นโยบายนี้จะช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยทำหน้าที่เป็น “ตัวเร่ง” (catalyst) ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานมากกว่าเป็นแหล่งเงินลงทุนหลัก เพราะวงเงินที่กำหนดไว้น่าจะสามารถดำเนินการได้ในระดับโครงการนำร่องเท่านั้น

นโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน

1. นโยบายเศรษฐีใหม่ 9 คนต่อวัน ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้หาเสียงต่อสาธารณะว่าจะแจกเงินผ่านระบบลอตเตอรี่รางวัลละ 1 ล้านบาท รวม 9 ล้านบาทต่อวัน อย่างไรก็ตามนโยบายดังกล่าวไม่ปรากฏในเอกสารนโยบายที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอต่อ กกต. ทั้งที่ใช้เงินถึงปีละประมาณ 3.2 พันล้านบาท และจะไม่สามารถยกระดับรายได้ของประชาชนได้อย่างยั่งยืน เพราะต้องเก็บภาษีจากประชาชนมาดำเนินนโยบาย   

2. นโยบาย “คนไทยไร้จน” ซึ่งพรรคเพื่อไทยระบุว่าจะใช้เงิน 6 หมื่นล้านบาทต่อปี ไม่มีรายละเอียดว่าจะดำเนินการอย่างไร แม้ใช้งบประมาณสูงมาก และหากเป็นเพียงการ “แจกเงิน” ให้แก่ผู้ที่อยู่ภายใต้เส้นความยากจนไปทุกปี ก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน  

3. นโยบาย “ล้างหนี้ประชาชน” และนโยบายจัดการหนี้อื่นๆ ใช้งบประมาณสูงมาก และอาจสร้างพฤติกรรมเสี่ยงเกินตัวโดยไม่ต้องรับผิดชอบ (moral hazard) เนื่องจากส่งสัญญาณให้ลูกหนี้ลดความพยายามในการจัดการหนี้ของตนเอง ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าการแก้ไขหนี้ด้วยการยกหนี้จะไม่สามารถทำได้เลย แต่ควรทำด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง

4. นโยบายด้านเกษตร หลายนโยบายถูกออกแบบมาในลักษณะที่จะสร้างปัญหา อาทิ

  • นโยบาย “ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%” ซึ่งจะใช้งบประมาณ 3.1 หมื่นล้านบาทต่อปี จะสร้างปัญหามาก เนื่องจากบิดเบือนกลไกตลาดอย่างรุนแรง (มากกว่านโยบาย “จำนำข้าว” ของพรรคเพื่อไทยในอดีต ซึ่งประกันราคารับซื้อ) โดยนโยบายนี้จะสร้างแรงจูงใจที่ผิดให้แก่เกษตรกร เพราะไม่ว่าจะเกษตรผลิตสินค้าเกษตรอย่างไร ก็จะได้กำไร จึงไม่ต้องสนใจเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหรือใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และทำให้แรงงานยังคงยึดติดอยู่กับภาคเกษตรที่มีผลิตภาพต่ำ แทนที่จะเกิดการปรับโครงสร้างออกจากภาคเกษตร นอกจากนี้ หากสามารถดำเนินนโยบายนี้ได้ตามเป้าหมายคือประกันกำไรสินค้าเกษตรที่ 30% จริง ก็มีโอกาสมากที่งบที่ใช้จริงจะบานปลายไปกว่าที่ตั้งไว้ 3.1 หมื่นล้านบาทต่อปีมาก
  • นโยบาย “ปลูกป่าด้วยต้นยางพารา 1 ล้านไร่” ซึ่งสนับสนุนกล้ายางให้แก่เกษตรกร และนโยบาย “คูปองซื้อปุ๋ย-เมล็ดพันธุ์” มีลักษณะคล้ายกับนโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ ในอดีตที่เคยมีปัญหาทุจริตคอรัปชั่นจากการที่รัฐเข้าไปแทรกแซงการซื้อขายปัจจัยการผลิตโดยไม่เหมาะสมและดำเนินการอย่างไม่โปร่งใส จึงสมควรทบทวนนโยบายดังกล่าวไม่ให้ผิดพลาดซ้ำรอย

ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม 

นอกจากนั้น คณะผู้วิจัยของ TDRI เสนอแนะเพิ่มเติมว่า พรรคเพื่อไทยควรใช้งบประมาณด้านการเกษตรไปกับการพัฒนาระบบประกันความเสี่ยง เช่น การประกันน้ำท่วมหรือฝนแล้ง ซึ่งจะมีความสำคัญมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และควรเพิ่มการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ด้านการเกษตร ตลอดจนการยกระดับให้เกษตรกรเป็น “เกษตรอัจฉริยะ” (smart farmer) ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้มแข็งแก่ภาคเกษตรได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

  • นโยบาย “AI For All” ซึ่งมุ่งให้ประชาชนมีความรู้ด้าน AI โดยได้สิทธิรับ token ฟรีเพื่อนำไปใช้ใน AI platform มีลักษณะคล้ายกับนโยบายของพรรคภูมิใจไทยในสมัยรัฐบาลอนุทิน ซึ่งเชื่อว่าปัญหาของประชาชนในการใช้ AI คือการมีค่าใช้จ่ายที่สูงในการซื้อ token เพื่อใช้ระบบ AI ทั้งที่มีระบบ AI ที่มีขีดความสามารถสูงที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอยู่แล้วจำนวนมาก      
  • นโยบาย “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ซึ่งพรรคเพื่อไทยระบุว่าจะดำเนินการให้สำเร็จได้โดยการบริหารทรัพย์สินของรัฐและเอกชนให้มีประสิทธิภาพ จึงเสมือนไม่มีต้นทุนทางการคลัง อย่างไรก็ตาม การคำนวณของคณะผู้วิจัยพบว่านโยบายดังกล่าวน่าจะต้องใช้เงินประมาณ 1 หมื่นล้านบาทต่อปี แม้การสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะในเมืองใหญ่จะเป็นนโยบายที่ควรดำเนินการ แต่ก็ต้องคำนึงถึงต้นทุนที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบ
  • นโยบาย “ลดค่าไฟให้เหลือไม่เกิน 3.70 บาท” (ทุกหน่วย) เป็นนโยบายที่ระบุว่าจะไม่ใช้งบประมาณ แต่จะใช้ “การบริหารทิศทางและนโยบายทั้งบุคลากรและหน่วยงานภาครัฐ” อย่างไรก็ตาม การประมาณการของคณะผู้วิจัยพบว่า นโยบายนี้น่าจะต้องใช้เงินประมาณ 1.76 แสนล้านบาทต่อปี จากการชดเชยส่วนต่างจากต้นทุนจริงประมาณ 0.88 บาทต่อหน่วย
  • นโยบาย “ซื้อสินค้า SMEs ลดหย่อนพิเศษ” ซึ่งให้บริษัทที่จัดซื้อสินค้าหรือบริการจาก SMEs สามารถหักลดหย่อนภาษีพิเศษได้ เป็นนโยบายที่พรรคระบุว่าสามารถดำเนินการได้จาก “การบริหารการจัดเก็บรายได้” อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง นโยบายนี้จะสร้างภาระการคลังจากภาษีที่ต้องลดหย่อนตามขอบเขตในการดำเนินการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยไม่สามารถใช้เพียงการบริหารการจัดเก็บรายได้ตามที่ระบุ
  • นโยบาย “เขตเศรษฐกิจพิเศษแบบดาวกระจาย” เพื่อสร้างเมืองอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจใหม่ในแต่ละภูมิภาค ซึ่งพรรคระบุว่าจะใช้งบประมาณเพียง 2 พันล้านบาท คณะผู้วิจัยเห็นว่างบประมาณที่ระบุไว้ไม่น่าจะเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ เพราะโครงการในลักษณะดังกล่าวน่าจะต้องมีการลงทุนสูง ดังตัวอย่างการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC ที่ผ่านมา
แชร์
TDRI แนะ ‘เพื่อไทย’ ทบทวนนโยบายเศรษฐีวันละ 9 คน–คนไทยไร้จน หนุน NaCGA