Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
UBSลดมุมมองหุ้นสหรัฐ ปัจจัยบวกเริ่มอ่อนแรง นโยบายทรัมป์เพิ่มความเสี่ยง
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

UBSลดมุมมองหุ้นสหรัฐ ปัจจัยบวกเริ่มอ่อนแรง นโยบายทรัมป์เพิ่มความเสี่ยง

28 ก.พ. 69
13:00 น.
แชร์

นักกลยุทธ์หุ้นระดับโลกของธนาคาร UBS ปรับลดมุมมองต่อหุ้นสหรัฐ ท่ามกลางสัญญาณความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากหลายปัจจัยสำคัญ ตั้งแต่ค่าเงินดอลลาร์ที่มีแนวโน้มอ่อนค่า ระดับมูลค่าหุ้นที่สูงกว่าตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ ไปจนถึงความผันผวนของนโยบายเศรษฐกิจภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

แอนดรูว์ การ์ธเวต หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์หุ้นโลกของ UBS ระบุว่า ธนาคารได้ปรับลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นสหรัฐลงมาอยู่ที่ระดับ “Benchmark” ภายในพอร์ตหุ้นโลกที่ลงทุนเต็มสัดส่วน โดยให้เหตุผลว่าปัจจัยที่เคยผลักดันให้ตลาดหุ้นสหรัฐทำผลงานเหนือกว่าตลาดโลกต่อเนื่องหลายปีเริ่มอ่อนแรงลง ขณะที่สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ การเงิน และนโยบายเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ลดความได้เปรียบเชิงโครงสร้างของตลาดสหรัฐ

เงินทุนไหลออกสหรัฐ หลังดอลลาร์อ่อน-ตลาดต่างประเทศเริ่มแซงหน้า

UBS ระบุว่าความเสี่ยงจากค่าเงินดอลลาร์เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา โดยธนาคารคาดการณ์ว่าเงินยูโรอาจแข็งค่าขึ้นแตะระดับประมาณ 1.22 ดอลลาร์ต่อยูโรภายในสิ้นไตรมาสแรก และมองว่าค่าเงินดอลลาร์มีลักษณะ “ความเสี่ยงขาลงเชิงโครงสร้างแบบไม่สมมาตร” ซึ่งหมายถึงความเป็นไปได้ที่ดอลลาร์จะอ่อนค่ามีมากกว่าการกลับมาแข็งค่าอย่างมีนัยสำคัญ

จากสถิติที่ผ่านมา UBS ระบุว่า เมื่อ ดัชนีดอลลาร์แบบถ่วงน้ำหนักตามการค้า (trade-weighted dollar index) อ่อนค่าลงประมาณ 10% ตลาดหุ้นสหรัฐมักให้ผลตอบแทนด้อยกว่าตลาดอื่นราว 4% หากนักลงทุนไม่ได้ทำการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน

ภาพดังกล่าวเริ่มสะท้อนชัดในปี 2569 เมื่อกระแสเงินทุนไหลออกจากตลาดสหรัฐไปยังตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากทั้งค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงและระดับมูลค่าหุ้นในต่างประเทศที่ยังถูกกว่า

ดัชนี MSCI World ex-US ซึ่งสะท้อนผลตอบแทนของตลาดหุ้นโลกที่ไม่รวมสหรัฐ ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 8% ตั้งแต่ต้นปี 2026 ขณะที่ดัชนี S&P 500 แทบไม่เปลี่ยนแปลงจากช่วงต้นปี โดยในช่วงการซื้อขายล่าสุดวันศุกร์ ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,878.88 จุด ลดลง 29.98 จุด หรือ 0.43%

ในขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นหลักนอกสหรัฐกลับทำผลงานโดดเด่น โดยดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่น ปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 17% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ดัชนี Stoxx Europe 600 ของยุโรปเพิ่มขึ้นราว 7% สะท้อนการหมุนเงินลงทุนออกจากตลาดสหรัฐไปสู่ภูมิภาคอื่นอย่างชัดเจน

นอกจากปัจจัยค่าเงินและระดับมูลค่าแล้ว นักลงทุนยังแสดงความกังวลต่อความเสี่ยงที่อาจเกิดจาก การลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก รวมถึงแรงกดดันจาก เงินเฟ้อภายในประเทศสหรัฐที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมในช่วงที่ผ่านมา

หุ้นสหรัฐแพงกว่าตลาดโลก ขณะ buybacks เสียความได้เปรียบและนโยบายทรัมป์เพิ่มแรงกดดัน

อีกหนึ่งปัจจัยที่เคยเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของตลาดหุ้นสหรัฐตลอดหลายปีที่ผ่านมา คือ การซื้อหุ้นคืนของบริษัทจดทะเบียน (share buybacks) ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มกำไรต่อหุ้น (EPS) และกระแสเงินทุนเข้าสู่ตลาด อย่างไรก็ตาม UBS มองว่าปัจจัยนี้กำลังสูญเสียความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง

ธนาคารระบุว่า buyback yield ของบริษัทสหรัฐในปัจจุบันอยู่ในระดับใกล้เคียงกับบริษัทในตลาดโลก ทำให้ข้อได้เปรียบที่เคยมีเหนือประเทศอื่นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การ์ธเวตระบุว่า ในอดีตผลตอบแทนจากการซื้อหุ้นคืนถือเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของกระแสเงินลงทุน การเติบโตของกำไรต่อหุ้น และระดับมูลค่าของตลาดหุ้นสหรัฐ

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณา ผลตอบแทนรวมสำหรับผู้ถือหุ้น (shareholder yield) ซึ่งรวมทั้งเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืน พบว่าตลาดสหรัฐในปัจจุบันมีระดับผลตอบแทนเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของตลาดยุโรปเท่านั้น

การ์ธเวตระบุว่า “ผลตอบแทนจากการซื้อหุ้นคืนไม่ได้โดดเด่นอีกต่อไป ทั้งที่ก่อนหน้านี้มันเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนกระแสเงินลงทุน การเติบโตของกำไรต่อหุ้น และระดับมูลค่าหุ้น”

ด้านระดับมูลค่าหุ้นก็เป็นอีกประเด็นที่เพิ่มความกังวล UBS คำนวณว่า ค่าอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ของหุ้นสหรัฐ เมื่อปรับตามโครงสร้างอุตสาหกรรมแล้ว สูงกว่าตลาดต่างประเทศถึงประมาณ 35% ขณะที่ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา หุ้นสหรัฐมีค่าเฉลี่ยพรีเมียมเหนือหุ้นต่างประเทศเพียงประมาณ 4% เท่านั้น

นอกจากนี้ UBS ยังพบว่า ประมาณ 60% ของกลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นสหรัฐ ซื้อขายที่ระดับ P/E สูงกว่าทั้งคู่แข่งในตลาดโลก และสูงกว่าพรีเมียมทางประวัติศาสตร์ของตัวเอง สะท้อนความตึงตัวของระดับมูลค่าหุ้นในตลาดสหรัฐ

ในอีกด้านหนึ่ง ความไม่แน่นอนของนโยบายภายใต้การนำของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังเพิ่มแรงกดดันต่อความเชื่อมั่นของตลาด โดยในปีนี้สหรัฐได้เผชิญการเปลี่ยนแปลงนโยบายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปรับนโยบายภาษีศุลกากร ข้อเสนอให้จำกัดเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิต แนวคิดในการจำกัดการลงทุนของกองทุน Private Equity ในตลาดที่อยู่อาศัย การกลับมาตรวจสอบ ราคายา อย่างเข้มงวด รวมถึงข้อเสนอที่อาจ จำกัดการจ่ายเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืนของบริษัทด้านกลาโหม

อย่างไรก็ตาม UBS ยังไม่ได้ปรับมุมมองเป็นลบต่อหุ้นสหรัฐอย่างเต็มรูปแบบ โดยการ์ธเวตชี้ว่าในช่วงเริ่มต้นของวัฏจักรตลาดที่มีลักษณะคล้ายฟองสบู่ เศรษฐกิจและตลาดหุ้นสหรัฐมักได้รับประโยชน์มากกว่าประเทศอื่น

นอกจากนี้ ธนาคารยังคาดว่าการนำ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปใช้ในภาคเศรษฐกิจจริงของสหรัฐจะเกิดขึ้นรวดเร็วกว่าหลายภูมิภาคหลักของโลก ยกเว้นอาจจีนที่สามารถแข่งขันได้ในระดับเดียวกัน ซึ่งอาจช่วยสนับสนุนการเติบโตของกำไรบริษัทในหลายอุตสาหกรรมสำคัญ

สำหรับแนวโน้มตลาดในระยะต่อไป ฌอน ไซมอนด์ส (Sean Simonds) นักกลยุทธ์ของ UBS ได้ตั้งเป้าหมายดัชนี S&P 500 สิ้นปีไว้ที่ระดับ 7,500 จุด ขณะที่ผลสำรวจนักกลยุทธ์ชั้นนำจำนวน 14 รายของ CNBC Pro คาดการณ์ค่าเฉลี่ยไว้ที่ประมาณ 7,629 จุด สะท้อนว่าตลาดยังมีมุมมองเชิงบวกในระยะยาว แม้ปัจจัยเสี่ยงระยะสั้นจะเพิ่มขึ้นก็ตาม

ที่มา: CNBC


แชร์
UBSลดมุมมองหุ้นสหรัฐ ปัจจัยบวกเริ่มอ่อนแรง นโยบายทรัมป์เพิ่มความเสี่ยง