
บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกในวันนี้ (21 ม.ค. 2569) ถูกกดดันจากแรงเทขายสินทรัพย์สหรัฐที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งในตลาดหุ้น พันธบัตร และค่าเงินดอลลาร์ ท่ามกลางความวิตกของนักลงทุนต่อท่าทีแข็งกร้าวรอบใหม่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งส่งสัญญาณชัดว่าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับยุโรปอาจกลับมาปะทุอีกครั้ง ความเคลื่อนไหวดังกล่าวปลุกกระแสความกังวลว่า ตลาดการเงินโลกอาจกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ “Sell America Trade” ที่นักลงทุนเริ่มลดน้ำหนักการถือครองสินทรัพย์สหรัฐอย่างเป็นระบบและมีนัยสำคัญมากขึ้น
แรงสั่นสะเทือนเริ่มปรากฏชัด หลังทรัมป์ออกมาขู่ใช้มาตรการภาษีเพิ่มเติมต่อพันธมิตรยุโรป หากไม่สนับสนุนแผนการเข้าควบคุมกรีนแลนด์ของสหรัฐฯ ท่าทีดังกล่าวไม่เพียงยกระดับความตึงเครียดทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อสินทรัพย์สหรัฐ ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นแหล่งพักเงินปลอดภัยในช่วงเวลาที่โลกเผชิญความไม่แน่นอนอย่างรุนแรง
ในช่วงเช้าของเอเชีย ดัชนีหุ้นหลักของสหรัฐร่วงลงมากกว่า 2% นับเป็นการเทขายหนักที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน โดยดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงมากกว่า 870 จุด หรือ 1.76% ขณะที่ Nasdaq และ S&P 500 ต่างปรับตัวลงมากกว่า 2% ลบผลบวกที่สะสมมาตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ตลาดพันธบัตรก็ถูกเทขายควบคู่กัน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ 4.3% และพันธบัตรอายุ 30 ปี ขยับขึ้นแตะ 4.9%
ด้านดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์เมื่อเทียบกับเงินยูโรและฟรังก์สวิส โดยแรงกดดันเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงข้ามคืน ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุล ร่วงลงถึง 0.53% ถือเป็นการปรับตัวลงรายวันที่รุนแรงที่สุดในรอบ 6 สัปดาห์ ก่อนจะขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยในวันถัดมา มาอยู่แถวระดับ 98.612
นักกลยุทธ์ตลาดมองว่าการปรับตัวลงพร้อมกันของสินทรัพย์หลักทั้งสามกลุ่มเป็นสัญญาณผิดปกติที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญ ริชาร์ด ฟรานูโลวิช หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราแลกเปลี่ยนของเวสต์แพค ระบุว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนความกังวลเชิงโครงสร้างที่ฝังลึกอยู่ในสินทรัพย์ซึ่งปกติถูกจัดอยู่ในกลุ่มปลอดภัย แม้ปฏิกิริยาของตลาดในช่วงแรกจะยังไม่ลุกลามมากนัก แต่ภัยคุกคามรอบใหม่ต่อยุโรป รวมถึงการขู่เก็บภาษีไวน์ฝรั่งเศสสูงถึง 200% ได้ปลุกกระแส “Sell America” ให้กลับมาอีกครั้ง หลังเคยเกิดขึ้นภายใต้มาตรการภาษีของทรัมป์ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา
ความกังวลยิ่งทวีขึ้นจากถ้อยคำของทรัมป์เกี่ยวกับทางเลือกทางทหารของสหรัฐในกรีนแลนด์ ขณะที่ยุโรปอาจตอบโต้ผ่านเครื่องมือ anti-coercion ซึ่งอาจเร่งแรงเทขายในตลาด ฟรานูโลวิชเตือนว่า แนวโน้มระยะสั้นยังไม่น่าไว้วางใจ พร้อมระบุว่าคำปราศรัยของทรัมป์บนเวที World Economic Forum ที่ดาวอสมีแนวโน้ม “ไม่เป็นมิตร” ต่อบรรยากาศการลงทุน
สัญญาณความผันผวนสะท้อนชัดผ่านดัชนี VIX ที่พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ขณะที่ดัชนีความผันผวนค่าเงินของเจพีมอร์แกนก็ขยับขึ้นแตะระดับสูงสุดเช่นกัน เรย์ แอททริล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารเนชันแนล ออสเตรเลีย ระบุว่า ตลาดยังไม่เห็นภาพปลายทางของความขัดแย้ง และความไม่แน่นอนดังกล่าวมีแนวโน้มกดดันตลาดหุ้นโลกให้เปราะบางยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ แม้กระแส “Sell America” จะเริ่มกดดันตลาดโลก ผู้จัดการกองทุนจำนวนมากยังมองว่าการไหลออกของเงินทุนจะเป็นเพียงการปรับพอร์ตเชิงยุทธวิธี มากกว่าการตัดขาดจากสหรัฐอย่างถาวร ชาร์ลี เจมิสัน ผู้ร่วมก่อตั้ง Jamieson Coote Bonds ชี้ว่า นักลงทุนอาจลดการเข้าซื้อหรือการนำเงินไปลงทุนซ้ำในสินทรัพย์สหรัฐ แต่การละทิ้งตลาดทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลกไม่ใช่ทางเลือกที่ทำได้จริง
อย่างไรก็ดี สัญญาณการเคลื่อนย้ายเงินทุนก็เริ่มปรากฏแล้ว เมื่อกองทุนบำเหน็จบำนาญของเดนมาร์ก AkademikerPension เปิดเผยแผนขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐราว 100 ล้านดอลลาร์ภายในเดือนนี้ จากความกังวลต่อระดับการใช้จ่ายของรัฐบาลสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ทำเนียบขาวยังขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม 10% กับสินค้าจาก 8 ประเทศในยุโรป รวมถึงฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร ตั้งแต่เดือนหน้า ก่อนเพิ่มเป็น 25% ในวันที่ 1 มิถุนายน หากยังไม่บรรลุข้อตกลงเรื่องกรีนแลนด์
เงินทุนส่วนหนึ่งเริ่มมองหาปลายทางใหม่ โดยออสเตรเลียถูกมองเป็นผู้ได้อานิสงส์สำคัญ จากอันดับความน่าเชื่อถือระดับ AAA และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ยังจูงใจ ฟรานูโลวิชแสดงความหวังว่า หากต้นทุนทางเศรษฐกิจจากท่าทีแข็งกร้าวของสหรัฐเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะหากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี พุ่งแตะระดับ 5% ก็จะบีบให้สหรัฐฯ ต้องทบทวนจุดยืนอีกครั้ง
นอกจากนี้ แม้ดัชนีค่าเงินดอลลาร์จะร่วงลงถึง 0.8% ซึ่งเป็นการปรับลดรายวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม นักกลยุทธ์ส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าสถานะของดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองของโลกยังไม่ถูกสั่นคลอนอย่างมีนัยสำคัญ
เบน พิคตัน นักกลยุทธ์อาวุโสของ Rabobank มองว่า ดอลลาร์ยังคงเป็น “เสื้อที่สกปรกน้อยที่สุด” ในระเบียบโลกที่กำลังแตกเป็นเสี่ยง ๆ โดยยังได้รับแรงหนุนจากความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจและอำนาจทางทหารของสหรัฐ พร้อมชี้ว่าการใช้ดอลลาร์ในการค้าโลกยังเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเงินยูโร และข่าวการล่มสลายของเงินดอลลาร์นั้นถูกโหมจนเกินจริงไปมาก โดยแม้ดอลลาร์สหรัฐฯ อาจไม่โดดเด่นเหมือนในอดีต แต่เมื่อเทียบกับทางเลือกอื่นทั้งหมด ดอลลาร์ก็ยังคงดูน่าสนใจกว่าอยู่ดี