
นักวิเคราะห์ JPMorgan คาดว่าเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ตลาดคริปโตจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปี 2026 โดยมีนักลงทุนสถาบันเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก หลังจากในปี 2025 เงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดทำสถิติสูงสุดเกือบ 130 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นราวหนึ่งในสามเมื่อเทียบกับปี 2024
นอกเหนือจากปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายการเงินแล้ว สองปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับตลาดคริปโตโดยตรงที่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าตลาดก็คือกฎหมาย CLARITY Act ตลอดจนความคืบหน้าของการซื้อบิทคอยน์เข้ามายัง Bitcoin Strategy Reserve โดยรัฐบาลกลางสหรัฐฯ
โดย CLARITY Act เป็นกฎหมายที่จะช่วยให้ความชัดเจนด้านตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในด้านของหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งจะกำหนดบทบาทของสองหน่วยงานนั่นคือสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) และคณะกรรมาธิการการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (CFTC) ของสหรัฐฯ ว่าหน่วยงานใดมีความเกี่ยวข้องกับตลาดคริปโตในแง่มุมไหน จากก่อนหน้านี้ยังไม่มีความชัดเจน
นอกจากนี้ยังมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคริปโต ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ซื้อขาย (Exchange) ผู้ดูแลสินทรัพย์ (custodians) รวมถึงผู้ออก Stablecoin จากเดิมที่มีการเปิดให้สามารถดำเนินธุรกิจได้แต่ยังไม่มีกฎหมายที่เชื่อมโยงภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องเข้าหากันซึ่ง CLARITY Act จะเข้ามาดูแลให้มีมาตราฐานในระดับเดียวกันกับตลาดทุนดั้งเดิม
รวมถึงการยกเลิกมาตราการ “regulation by enforcement” หรือการฟ้องร้องผู้ประกอบธุรกิจไปก่อนแล้วค่อยมาอธิบายกฎหมายตามหลังซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบธุรกิจมีความมั่นใจมากขึ้น
ความคืบหน้าล่าสุดของกฎหมายนี้หลังจากผ่านการอนุมัติจากประธานาธิบดีและสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯแล้ว เหลือขั้นตอนสุดท้ายที่การรับรองจากวุฒิสภาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ภายในปี 2026 นี้
ผลกระทบเชิงบวกจากกฎหมายดังกล่าวจะทำให้นักลงทุนสถาบันมีความเชื่อมั่นในการเข้ามาลงทุนในตลาดคริปโตมากขึ้นเพราะมั่นใจในการกำกับดูแลหลังจากที่มีโปรดักต์อย่าง ETF มาก่อนหน้านี้ คาดว่าจะสามารถดึงเม็ดเงินเข้ามาในตลาดได้มากขึ้น
นักวิเคราะห์ JPMorgan คาดว่าเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ตลาดคริปโตจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปี 2026 โดยมีนักลงทุนสถาบันเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก หลังจากในปี 2025 เงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดทำสถิติสูงสุดเกือบ 130 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นราวหนึ่งในสามเมื่อเทียบกับปี 2024
อย่างไรก็ตามข้อเสียของกฎหมายดังกล่าวยังพอมีเช่นกันโดยอาจทำให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลมากขึ้นจนอาจนำไปสู่ข้อจำกัดด้านนวัตรกรรม แต่แลกมาด้วยโอกาสที่เงินของนักลงทุนสถาบันจะเข้ามาลงทุนมากขึ้น
ขณะที่อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือการเข้าซื้อบิทคอยน์เข้าสู่ Bitcoin Strategy Reserve โดยรัฐบาลกลางสหรัฐฯจะสามารถเริ่มต้นได้หรือไหม จากปัจจุบันบิทคอยน์ที่อยู่ในกองทุนดังกล่าวทั้งหมดมาจากการยึด แต่ยังไม่มีการเข้าซื้อใหม่แต่อย่างไร ซึ่งตลาดกำลังรอคอยว่าหากรัฐบาลสหรัฐฯเป็นผู้ซื้อด้วยตัวเองจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลหรือธนาคารกลางชาติอื่นทั่วโลกเข้าซื้อบิทคอยน์ตามซึ่งจะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับตลาดคริปโตได้อย่างมาก
ปัจจุบันประเด็นดังกล่าวยังเป็นที่ถกเถียงในกลุ่มนักการเมืองสหรัฐฯถึงความเหมาะสมตลอดจนเม็ดเงินที่จะนำมาใช้เพื่อลงทุนจะมาจากแหล่งใด โดยโดนัลด์ ทรัมป์เองอาจต้องใช้ความระมัดระวังในการตัดสินใจเนื่องจากอาจกระทบต่อฐานเสียงของตัวเองก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม
นอกจากสองปัจจัยดังกล่าวแล้ว ยังมีประเด็นทางเศรษฐกิจมหภาคที่มีผลต่อตลาดคริปโตอีกอย่างเช่น นโยบายการเงินของสหรัฐฯจะเข้าสู่ภาวะผ่อนคลายมากกว่านี้หรือไม่รวมถึงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯคนใหม่จะมีแนวความคิดเชิงผ่อนคลายและเอนเอียงตามรัฐบาลหรือไม่
ความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดในช่วงเวลาสั้นๆและเม็ดเงินลงทุนอาจไหลไปยัง Safe Haven อย่างทองคำมากกว่า Risk Asset อย่างคริปโต
การเติบโตของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯยังสามารถขยายตัวได้มากกว่านี้หรือไม่ โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตัวขึ้นมาแล้วสามปีติดต่อกัน แม้สถิติในอดีตจะบอกว่าเป็นการยากที่จะให้ผลตอบแทนเป็นบวกเป็นปีที่สี่ หากตลาดหุ้นปรับตัวลงก็จะส่งผลลบต่อคริปโตด้วยเช่นกัน
ภาพรวมยังมองว่าปีนี้ราคาบิทคอยน์ยังสามารถให้ผลตอบแทนเป็นบวกได้ ส่วนเหรียญทางเลือกอื่นๆยังต้องรอสภาพคล่องส่วนเกินที่ต้องเข้ามาผลักดันตลาด และแน่นอนว่าความผันผวนยังคงอยู่ในระดับสูงซึ่งนักลงทุนต้องติดตามภาวะตลาดอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งปี

Founder Ricco และ นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย