
แม้ว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านยังไม่จบลงดีแต่ราคาบิตคอยน์ตลอดจนเหรียญ Altcoin บางกลุ่มได้ปรับตัวขึ้นสวนทางความไม่ชัดเจนแล้ว หากลองมองไปที่ปัจจัยบวกเฉพาะด้านของตลาดคริปโตยังพอเห็นปัจจัยบวกที่จะผลักดันตลาดให้ฟื้นตัวจากขาลงได้แล้วเช่นกัน
วันที่ 14 พฤษภาคม คณะกรรมการการธนาคารแห่งวุฒิสภาสหรัฐฯได้ลงมติเห็นชอบผ่านร่างกฎหมาย CLARITY Act ด้วยคะแนน 15 ต่อ 9 เสียง ขั้นตอนต่อไปจะต้องเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาชุดใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากทั้งสองพรรคเพื่อผ่านด่านขั้นตอนระเบียบวาระ จากนั้นต้องนำไปปรับร่างให้ตรงกับฉบับของสภาผู้แทนราษฎร ก่อนจะส่งต่อไปยังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามอนุมัติ
หากกฎหมาย CLARITY Act ผ่านการอนุมัติอย่างเป็นทางการ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคืออุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐฯ จะมีกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจน (Regulatory Clarity) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้นักลงทุนสถาบันและกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่กล้าที่จะนำเงินทุนเข้ามาในตลาดอย่างเต็มตัว
ผลบวกจากกฎหมาย CLARITY Act นอกจากจะมีต่อบิตคอยน์แล้ว ยังมีผลต่อ Altcoin อื่นๆอีกด้วย เนื่องจากบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชนที่ได้มีการออกเหรียญมาก่อนหน้านี้จะมีกฎหมายกำะบดูแลที่ชัดเจน เพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ที่จะเข้ามาลงทุน
ขณะที่ Patrick Witt ที่ปรึกษาด้านสินทรัพย์ดิจิทัลประจำทำเนียบขาว ได้เปิดเผยความคืบหน้าของการปรับโครงสร้างของ Bitcoin Strategic Reserve ในงานประชุม Consensus 2026 ที่ไมอามีว่ารัฐบาลกำลังร่างกฎหมายให้สามารถซื้อบิตคอยน์ใหม่เข้ามาอยู่ในกองทุนดังกล่าวได้หลังจากก่อนหน้านี้ยังทำได้เพียงแค่จัดเก็บบิตคอยน์ให้อยู่ในพอร์ตของรับบาลกลางโดยไม่ทำการขายออกไปเท่านั้น คาดว่าจะมีความคืบหน้าภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า
ปัจจุบันรัฐบาลสหรัฐฯ ถือเป็นรัฐที่ครอบครองบิตคอยน์มากที่สุดในโลก โดยมีจำนวนตัวเลขคาดการณ์อยู่ที่ประมาณ 328,000 BTC
แม้ความความขัดแย้งในตะวันออกลางยังไม่สิ้นสุดลง 100% แต่ตลาดการเงินได้ให้น้ำหนักไปในทางที่ว่าความรุนแรงของสงครามได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วเหลือเพียงแค่การประกาศสงบศึกอย่างเป็นทางการของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น ตลาดจึงเลือกที่จะกลับมาเข้าสู่โหมดเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้งทำให้เกิดแรงซื้อเข้ามาในตลาดหุ้น
กลุ่มที่มีแรงซื้อเข้ามามากที่สุดคือกลุ่มเทคโนโลยีโดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเอไอทำให้ดัชนี Nasdaq กลับมา
สร้างจุดสูงสุดใหม่อีกครั้ง ราคาบิตคอยน์จึงได้รับแรงส่งเชิงบวกไปด้วยจากการที่นักลงทุนเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น
กราฟเทคนิคของบิตคอยน์เริ่มแสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดรวมถึงเหรียญ Altcoin บางกลุ่มมีการปรับตัวขึ้นมาแล้วเช่นกัน แม้จะยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นตลาดขาขึ้นเต็มตัวแต่เริ่มเห็นสัญญาณของการกลับตัวจากการเป็นขาลงแล้ว
ขณะที่ข้อมูล OnChain ที่เปรียบเสมือนการวิเคราะห์ราคาต้นทุนของบิทคอยน์เริ่มแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของนักลงทุนทั้งรายย่อยรวมถึงรายใหญ่ที่เข้ามาลงทุนในบิตคอยน์มากขึ้น โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันยังคงเข้าสะสมบิทคอยน์ผ่านกองทุน Bitcoin ETF อย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ ETF ของเหรียญอื่นๆอย่าง Ethereum Solana และ XRP
โดยต้นทุนการถือครองบิตคอยน์เฉลี่ยของนักลงทุนระยะสั้นอยู่ที่ระดับ 78,000 ดอลลาร์ ถ้าหากราคาบิตคอยน์ยืนเหนือราคานี้ได้อย่างต่อเนื่องก้มีโอกาสที่ราคาจะสามารถฟื้นตัวได้ต่อเนื่องเช่นกัน
แม้จะเริ่มมีปัจจัยบวกเข้ามา แต่ตลาดยังมีความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯที่พุ่งทำระดับสูงสุดในรอบหนึ่งปีจากกระแสเงินทีไหลกลับเข้ามาลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯจากความกัลวลเรื่องเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นจากราคาน้ำมันทำให้แนวโน้มที่คณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐฯจะทำการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้มีสูงขึ้นซึ่งจะส่งผลลบต่อทุกสินทรัพย์เสี่ยง
ตลอดจนการพุ่งขึ้นของพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นที่เกิดจากแนวโน้มที่นักลงทุนสถาบันทั่วโลกจะยกเลิกการทำ Yen Carry Trade อาจทำให้ตลาดการเงินมีความผันผวนได้เช่นกัน
ภาพรวมตลาดคริปโตและราคาบิตคอยน์ตอนนี้มีโอกาสสูงที่จะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว แต่อาจยังไม่สามารถคาดหวังได้ถึงตลาดกระทิงในเร็วๆนี้ สำหรับผู้ที่เป็นนักลงทุนระยะยาว ช่วงเวลานี้เหมาะสมที่สุดในการจะเข้าทะยอยสะสมหวังผลตอบแทนในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า ทั้งนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนไม่ได้เป็นคำแนะนำการลงทุน

Founder Ricco และ นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย