
นับตั้งแต่สหรัฐฯเข้ามาส่งเสริมตลาดคริปโตด้วยการออกกฎหมายเพื่อสนับสนุนและทำให้เกิดการยอมรับในวงกว้าง เราเริ่มเห็นแนวโน้มที่สถาบันการเงินดั้งเดิมรวมถึงผู้เล่นในยุคของ Web2 เข้ามาในอุตสาหกรรมคริปโตมากขึ้น ขณะเดียวกันผู้เล่นในตลาด Web3 ก็เข้าหา Web2 มากขึ้น จนเกิดเป็น 8 เทรนด์ของ Web2.5 ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของผู้เล่นสองฝั่ง
1.Stablecoins ถูกยอมรับในวงกว้าง นับตั้งแต่มีกฎหมาย GENIUS Act ที่สหรัฐฯอนุญาตให้ออก Stablecoin ที่มีสกุลเงินดอลลาร์หนุนหลัง 100% ได้ ทำให้สถาบันการเงิน ฟินเทคและบริษัทระดับโลกต่างๆหันมาพัฒนา Stablecoin ของตัวเองเพื่อใช้งาน จากเดิมที่ถูกใช้เฉพาะซื้อขายคริปโต แต่ตอนนี้ได้ถูกนำมาใช้เพื่อการชำระเงินในวงกว้างแล้วทั่วโลก
2.RWA Tokenize แปลงสินทรัพย์จริงอยู่บนบล็อกเชน ด้วยจุดแข็งของบล็อกเชนที่ช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาในการทำธุรกรรมต่างๆลง ทำให้เกิดกระแสที่มีการนำสินทรัพย์การเงินต่างๆอย่างเช่นพันธบัตร กองทุน หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงสินค้าโภคภัณฑ์อย่างทองคำ ถูกนำมาแปลงให้อยู่ในรูปแบบโทเคนดิจิทัลและซื้อขายกันได้ทั่วโลก โดยเฉพาะช่วงที่มีสงครามสหรัฐฯและอิหร่าน การซื้อขายทองคำแท่งมีปัญหา แต่การซื้อขายทองผ่านบล็อกเชนได้เติบโตขึ้น
3.การใช้จ่ายใน AgenceCommerce คุณสมบัติของ Stablecoin ที่ทำงานบนบล็อกเชนทำให้สามารถเขียนโปรแกรมคำสั่งตลอดจนสร้าง Smart Contract ขึ้นมาเชื่อมต่อกับการทำงานของ AgenceCommerce ซึ่งเป็นเอไอที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ทั้งหมดรวมถึงการชำระเงิน โดยคาดว่าแนวโน้มดังกล่าวจะเติบโตแซงหน้าการชำระเงินรูปแบบปกติด้วยมนุษย์เองในอนาคต
4.ตลาดการเงินซื้อขาย 24/7 ตลาดการเงินและการลงทุนหลักของโลกไม่ว่าจะเป็นตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ตลาดซื้อขายล่วงหน้า CME และตลาด Nasdaq เริ่มมีแนวคิดที่จะใช้บล็อกเชนเป็นโครงสร้างหลักของตลาดเพื่อที่จะทำให้สามารถซื้อขายสินทรัพย์การเงินต่างๆได้ตลอด 24 ชั่วโมงและ 7 วันต่อสัปดาห์โดยไม่มีวันหยุด เช่นเดียวกับตลาดคริปโตที่ใช้หลักการดังกล่าวมาก่อนแล้ว
5.พัฒนาการของ Crypto ETF ช่วงแรกของการเกิด Bitcoin ETF ถูกจำกัดให้ลงทุนได้เฉพาะกองทุนที่ลงทุนในตลาด Spot และ Futures เท่านั้น แต่เวลาต่อมา กฎหมายได้เปิดช่องให้สามารถขยายการลงทุนได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นการขยายไปสู่ Altcoin ETF กองทุนที่รับผลตอบแทนจาก Staking ได้และล่าสุดกองทุนที่รับผลตอบแทนจากการทำธุรกรรม Cover Call ของ Options ซึ่งความหลากหลายของโปรดักต์การลงทุนจะดงดูดนักลงทุนสถาบันให้เข้ามาในตลาดคริปโตมากขึ้น
6.Traditional Asset ใน CEX/DEX จากเดิมที่แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลจะมีเพียงแค่เหรียญคริปโตให้ซื้อขาย แต่ตอนนี้หลายแพลตฟอร์มมีทั้งหุ้นรายตัว ทองคำ ผลิตภัณฑ์การเงินดั้งเดิมให้สามารถซื้อขายได้แล้ว ในอนาคตถ้าหากกฎหมายมีพัฒนาการต่อเนื่อง อาจจะได้เห็นแพลตฟอร์มซื้อขายแบบดั้งเดิมสามารถเทรดคริปโตได้และแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถเทรดโปรดักต์การเงินอื่นได้
7.การใช้จ่ายด้วย Crypto Payment นอกจาก Stablecoins ยังได้เห็นแนวโน้มที่จะนำสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆโดยเฉพาะ Bitcoin ถูกนำมาใช้ชำระค่าสินค้าและบริการแทนเงินเฟียตได้เช่นกัน โดยบริษัทฟินเทคและสถาบันการเงินระดับโลกอย่างเช่น Visa และ Mastercard ต่างพัฒนาเทคโนโลยี Onramp ขึ้นเพื่อให้การชำระเงินระหว่างคริปโตและเฟียตมีความสมบูรณ์มากขึ้น รวมถึงการใช้งาน Crypto Card ที่เหมือนกับ Debit Card ที่ขยายตัวรวดเร็ว
8.Crypto กับตลาดเงินและธุรกรรมการกู้เงิน ไม่ว่าจะเป็นการอนุญาตให้ใช้ Bitcoin เป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกันการกู้เงินได้ รวมถึง DeFi Protocol ต่างๆอย่างเช่น AAVE ที่เปิดบัญชีพิเศษสำหรับสถาบันการเงินสามารถเข้ามาทำธุรกรรมกู้ยืมแบบ DeFi ได้ เป็นสัญญาณชัดเจนว่าคริปโตและ DeFi จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกรรมการเงินแบบดั้งเดิมโดยเฉพาะการกู้ยืม
จาก 8 เทรนด์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าระบบการเงินของโลกกำลังจะเปลี่ยนไปโดยมีบล็อกเชนเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ตลาดคริปโตจึงไม่ได้เป็นเพียงการเก็งกำไรแบบในอดีตแต่มี Use Case ที่ชัดเจน ฝั่ง Web2 ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่จากบล็อกเชน ส่วนฝั่ง Web3 ได้รับแหล่งเงินจำนวนมหาศาลจากฝั่ง Web2 ถือเป็นดีล Win-Win ทั้งคู่ เป็นที่มาของเทรนด์ Web2.5 ที่เกิดจากการรวมตัวของปัจจุบันและอนาคต

Founder Ricco และ นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย