ข่าวเศรษฐกิจ

สำรวจการลงทุนของต่างชาติในไทย ก่อนมี ครม.เศรษฐา 1

23 ส.ค. 66
สำรวจการลงทุนของต่างชาติในไทย  ก่อนมี ครม.เศรษฐา 1

ภายหลังพรรคเพื่อไทย ประกาศจัดตั้งรัฐบาลด้วยการสลายขั้วการเมืองจับมือ 11 พรรคการเมือง และส่งนายเศรษฐา ทวีสิน เข้าโหวตเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของประเทศไทย ผลสรุปผ่านการโหวตด้วยคะแนนการโหวตเกิน 375 เสียง จากนี้ไปคงต้องจับตาดูความเป็นเอกภาพของรัฐบาลเศรษฐา 1 ว่าจะเป็นอย่างไร 

ทั้งนี้ประเทศไทยอยู่กับปัญหาการเมืองยืดเยื้อมานานกว่า 20 ปีแล้ว ภาพเหตุการณ์ประท้วง  หรือภาพความรุนแรง เป็นสิ่งที่เชื่อว่า ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นอีก ดังนั้นจุดเปลี่ยนทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง 14 พ.ค.2566 นี้จึงมีความสำคัญต่ออนาคตเศรษฐกิจประเทศไทยอย่างมาก ท่ามกลางการจับจ้องจากนานานประเทศ

ประเทศไทยจะอยู่ในสายตาของนักลงทุนต่างชาติต่อไปหรือไม่ ปัจจัยการเมืองในประเทศเป็นหนึ่งในจุดชี้วัดสำคัญ 

SPOTLIGHT  รวบรวมข้อมูลสถานะของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย และเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ในช่วงก่อนที่จะมีการตั้งรัฐบาลเพื่อไทยสำเร็จ  เพื่อรอดูข้อมูลในอนาคตแล้วนำมาเปรียบกันว่า ไทยยังเนื้อหอมในสายตาต่างชาติหรือไม่ 

ee

7 เดือนแรก ปี 2566 ต่างชาติลงทุนทำธุรกิจในไทย 58,950 ล้านบาท 

ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า สถานะ7 เดือนปี 2566 (มกราคม - กรกฎาคม) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 377 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จำนวน 122 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จำนวน 255 ราย เม็ดเงินลงทุนทั้งสิ้น 58,950 ล้านบาท ซึ่งทำให้เกิดการจ้างงานคนไทย 3,594 คน

เมื่อเปรียบเทียบช่วงเวลาเดียวกันปี 2565 พบว่า มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย เพิ่มขึ้น 54 ราย จาก 323 ราย  คิดเป็น + 17 %  มูลค่าการลงทุนลดลง 14,674 ล้านบาทจาก  73,624 ล้านบาท คิดเป็นลดลง 20% 

ชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก (ดูจากจำนวนราย) ได้แก่  1.ญี่ปุ่น 84 ราย เงินลงทุน 19,893 ล้านบาท  2.สหรัฐอเมริกา 67 ราย  เงินลงทุน 3,044 ล้านบาท 3.สิงคโปร์ 61 ราย เงินลงทุน 12,925 ล้านบาท 4.จีน 28 ราย เงินลงทุน 11,663 ล้านบาท และ 5.เยอรมนี 16 ราย เงินลงทุน 1,298 ล้านบาท  แต่หากวัดจากมูลค่าการลงทุน  1.ญี่ปุ่น 2.สิงคโปร์ 3.จีน 4.สหรัฐฯ และ 5. เยอรมนี 

การลงทุนทำธุรกืจของต่างชาติเหล่านี้ จะรวมถึงการลงทุนในพื้นที่ EEC ด้วย ดังนั้นประเทศไทยคาดหวังเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย 

ต่างชาติยังคงขายสุทธิหุ้นไทย  131,831 ล้านบาท 

มาดูบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติกันบ้าง ตั้งแต่ 1 ม.ค.66 - 21 ส.ค.66 ต่างชาติยังคงมีสถานะขายสุทธิหุ้นไทยที่  131,831 ล้านบาท ซึ่งภาพรวมสำหรับครึ่งแรกของปี 2566 ความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยลดลง เพราะถูกกระทบจากความกังวลกรณีมีหุ้นกู้ของบริษัทจดทะเบียนบางแห่งผิดนัดชำระหนี้  นั่นจึงทำให้หากเทียบกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคพบว่า หุ้นไทยลดลงมากที่สุดในอาเซียน  ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2566 SET Index ปิดที่ 1,503.10 จุด ปรับลดลง 9.9% เมื่อเทียบกับสิ้นปีก่อนหน้า รองลงมา คือ มาเลเซีย ที่ลดลง 7.9% และฮ่องกง ลดลง 4.4% ซึ่งตลาดหุ้นอื่นในอาเซียนก็ปรับลดลงเช่นเดียวกัน 

6 เดือนแรกนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นกว่า 500% 

ส่วนการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตั้งแต่ 1 ม.ค.66 - 30 มิ.ย.2566 จำนวน 12.915 ล้านคน  ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีถึง 539% โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก คือ 1.มาเลเซีย จำนวน 1,983,854 คน 2.จีน 1,384,761 คน 3.รัสเซีย 784,428 คน 4.เกาหลีใต้ 741,909 คน และ 5.อินเดีย 732,523 คน

ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่า  ไฮซีซัน คือช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยไม่น้อยกว่า 2 ล้านคนต่อเดือน  ส่วนนักท่องเที่ยวจีนคาดว่าเที่ยวไทย 5 ล้านคนทั้งปี 2566 ซึ่งนอกจากปัจจัยบรรยากาศการเมืองในประเทศไทยแล้ว  ปัญหาเศรษฐกิจของจีนก็จะมีผลต่อจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่จะเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยด้วยเช่นเดียวกัน 

รัฐบาลใหม่คงไม่มีเวลาในการฮันนีมูนแล้ว เพราะเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะของการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวให้เร็ว  หากประเทศไทยยังเสียเวลากับปัญหาการเมืองในประเทศไม่จบสิ้น ก็มีแต่จะเสียโอกาส เสียประโยชน์  กับคนไทยและประเทศไทย อย่างน่าเสียดาย

ที่มา สศช. , ตลาดหลักทรัพย์ , กรมพัฒนาธุรกิจการค้า 

advertisement

Relate Post

SPOTLIGHT