
วันที่ 1 ก.ค.2569 บรรยากาศร้านค้าปลีก ค้าส่ง และร้านจำหน่ายอาหารทะเลในตลาดสดเทศบาลนครบุรีรัมย์ เงียบเหงาผิดความคาดหมาย ทั้งที่หลายร้านสั่งของมาเพิ่มขึ้นจากปกติ เพื่อไว้รองรับจำหน่าย ในช่วงที่กระทรวงการคลัง ได้โอนวงเงินสนับสนุนโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 รอบใหม่ ประจำเดือนกรกฎาคม 2569 จำนวน 1,000 บาท ให้กับผู้ได้รับสิทธิ์ในโครงการ แต่วันนี้กลับมีประชาชนมาใช้สิทธิ์ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคในตลาดค่อนข้างบางตา ไม่คึกคักเหมือนที่คาดการณ์เอาไว้ โดยพ่อค้าแม่ค้าคาดว่าอาจจะเพราะประชาชนบางส่วนยังไม่มีเงินเติมเข้าแอปเป๋าตังในส่วนของตัวเอง ประกอบกับช่วงนี้ราคาสินค้า อาหารเกือบทุกอย่างแพงขึ้น อย่างเช่น ไข่ไก่ซึ่งเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมจากประชาชนซื้อไปประกอบอาหาร ปรับขึ้นถึงแผงละ 10 – 15 บาท ขณะที่ร้านค้าต้องแบกรับภาระต้นทุนทั้งค่าขนส่งจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น และบรรจุภัณฑ์เช่น ถุงพลาสติก กล่องโฟม ก็แพงขึ้นด้วย
น.ส.บุญราศี ศรีพลัง แม่ค้าอาหารทะเล และนายวุฒิพงษ์ พิริยะพ่อค้าร้านค้าส่งอาหารแห้ง ในตลาดสดเทศบาลนครบุรีรัมย์ ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสช่วยกระตุ้นยอดขายได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะราคาสินค้า ต้นทุนค่าขนส่ง และบรรจุภัณฑ์แพงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้พ่อค้าแม่ค้าแทบไม่มีกำไร แต่กลับถูกเรียกเก็บภาษีตามยอดเงินที่โอนเข้า ซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ร้านค้าต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น หากเป็นไปได้จึงอยากให้รัฐบาลแก้ปัญหาราคาน้ำมัน และสินค้าถูกลงมากกว่า เพราะถึงแม้จะมีโครงการไทยช่วยไทยพลัสมากระตุ้น แต่หากของแพงต้นทุนสูงขึ้นก็แทบไม่เหลือกำไรเลย
Advertisement