Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
SCB EIC คาดสงครามฉุดจีดีพีไทย 0.3-0.8% ต้นทุนพุ่งกระทบธุรกิจ
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

SCB EIC คาดสงครามฉุดจีดีพีไทย 0.3-0.8% ต้นทุนพุ่งกระทบธุรกิจ

7 มี.ค. 69
13:33 น.
แชร์

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย หากการขนส่งพลังงานในภูมิภาคเกิดการหยุดชะงักเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ราคาพลังงานโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผ่านแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต และการค้าโลกในวงกว้าง

SCB EIC คาดการณ์ 3 ฉากทัศน์ความขัดแย้งและผลกระทบต่อราคาน้ำมันว่า หากความขัดแย้งยุติภายใน 2 สัปดาห์ ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นจะเป็นแค่ Geopolitical risk premium ระยะสั้น แต่ฉากทัศน์ที่สอง หากการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซติดขัดเป็นเวลา 2-6 สัปดาห์ ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) เฉลี่ยปีนี้อาจเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และฉากทัศน์กรณีเลวร้าย หากความขัดแย้งลุกลามเป็นสงครามระดับภูมิภาคและทำให้ระบบขนส่งพลังงานในอ่าวเปอร์เซียหยุดชะงัก ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 100-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

เศรษฐกิจโลกเสี่ยงชะลอ เงินเฟ้อสูง กดดันนโยบายการเงิน

SCB EIC วิเคราะห์ว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกผ่านหลายช่องทาง โดยผลกระทบที่สำคัญคือ

เงินเฟ้อโลกเร่งตัวจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น

หากราคาน้ำมันโลกเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อนหน้า เงินเฟ้อของประเทศเศรษฐกิจหลักจะเพิ่มขึ้นราว 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ (percentage point) หากราคาน้ำมันเบรนต์เฉลี่ยอยู่ที่ 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินเฟ้อโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นราว 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์ และหากราคาน้ำมันเบรนต์เพิ่มขึ้นไปถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินเฟ้อโลกอาจเร่งขึ้น 0.6-0.7 จุดเปอร์เซ็นต์

เศรษฐกิจโลกแย่ลง

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางสามารถส่งผ่านผลกระทบมายังเศรษฐกิจโลกได้หลายช่องทาง เช่น ราคาพลังงานโลกที่เพิ่มขึ้น การค้าโลกและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและผู้บริโภคที่ลดลง และความผันผวนในตลาดการเงินโลก หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 10% จากกรณีฐานจะทำให้ GDP โลกลดลงประมาณ 0.1-0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ SCB EIC ประเมินว่า ในกรณีฐานภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันเบรนต์เฉลี่ย 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจโลกปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวน้อยกว่ากรณีไม่เกิดสงครามนี้ 0.2-0.4 จุดเปอร์เซ็นต์

นัยต่อนโยบายการเงินโลก

SCB EIC มองนัยของผลกระทบจากความขัดแย้งต่อนโยบายการเงินโลกว่า ธนาคารกลางหลักมีแนวโน้มชะลอการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมในปีนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (emerging market) ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูง

ขณะเดียวกันธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจใช้แนวทาง Wait-and-see approach มากขึ้น เพื่อประเมินระดับความรุนแรง ความยืดเยื้อและผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้แนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายชะลอออกไป จากความกังวลว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯ จะเร่งตัวตามราคาพลังงานโลก ซ้ำเติมผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่มีอยู่

เศรษฐกิจไทยอ่อนไหวต่อราคาน้ำมัน เสี่ยงโตชะลอ

สำหรับเศรษฐกิจไทย SCB EIC ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยอ่อนไหวต่อปัจจัยราคาน้ำมันโลกสูง เพราะไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ (Net oil importer) โดยไทยนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติสุทธิราว 8% ต่อ GDP (ข้อมูลเฉลี่ยปี 2022-2024) สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในเอเชีย นอกจากนี้ ประสิทธิภาพการใช้พลังงานของไทยยังเป็นรองคู่แข่งในภูมิภาค เห็นได้จาก Energy intensity ของไทยที่สูงกว่าหลายประเทศ

SCB EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางผ่าน 4 ช่องทางหลัก ได้แก่

1. เงินเฟ้อและการบริโภคภาคเอกชน

ราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้นจะส่งผลโดยตรงต่อเงินเฟ้อไทย ผ่านราคาสินค้าพลังงาน (Energy CPI) ที่มีสัดส่วนราว 12% ในตะกร้า CPI และยังส่งผลต่อราคาสินค้าอื่น เช่น อาหารสำเร็จรูปและค่าเดินทาง ทั้งนี้ SCB EIC ประเมินว่า หากราคาน้ำมันเบรนต์เฉลี่ยอยู่ที่ 75 ดอลลาร์/บาร์เรล เงินเฟ้อไทยปีนี้จะอยู่ราว 1.5% แต่หากสถานการณ์ลุกลามเป็นสงครามระดับภูมิภาค ราคาน้ำมันอาจสูงถึง 107 ดอลลาร์/บาร์เรล ทำให้เงินเฟ้อเกิน 4% ซึ่งสูงกว่ากรอบเป้าหมาย

ในระยะสั้นภาครัฐอาจใช้นโยบายอุดหนุนราคาพลังงานผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อลดผลกระทบเงินเฟ้อ แต่หากราคาน้ำมันสูงเป็นเวลานาน ภาครัฐอาจต้องลดการอุดหนุนและทยอยปรับราคาพลังงานในประเทศ ส่งผลให้รายจ่ายครัวเรือนเพิ่มขึ้น โดยหมวดพลังงานคิดเป็นราว 11% ของค่าใช้จ่ายครัวเรือน ทำให้กำลังซื้อและการบริโภคภาคเอกชนชะลอลง

2. การค้าระหว่างประเทศ

ดุลการค้าไทยมีแนวโน้มแย่ลงจากทั้งด้านนำเข้าและส่งออก แม้ไทยนำเข้าจากตะวันออกกลางเพียง 9.2% ของทั้งหมด แต่พึ่งพาน้ำมันดิบจากภูมิภาคนี้สูง โดยคิดเป็น 58% ของการนำเข้าจากตะวันออกกลาง และ 59% ของการนำเข้าพลังงานทั้งหมด

ด้านการส่งออก ผลกระทบโดยตรงมีจำกัด เนื่องจากไทยส่งออกไปตะวันออกกลางเพียง 3.7% ของทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ส่งออกไทยอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกมากกว่า โดยเฉพาะตลาดเอเชียและยุโรปที่พึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางสูง นอกจากนี้ ต้นทุนขนส่งและราคาวัตถุดิบนำเข้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้ดุลการค้าไทยถูกกดดันมากขึ้น

3. การท่องเที่ยว

การท่องเที่ยวไทยมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติจาก

3.1 การหายไปของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง เนื่องจากหลายประเทศในตะวันออกกลางปิดน่านฟ้า ทำให้สายการบินยกเลิกหรือหลีกเลี่ยงเส้นทางบิน อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีสัดส่วนเพียง 2% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด และช่วงเดือนเราะมะฎอนโดยปกติก็มีการเดินทางลดลงอยู่แล้ว

3.2 การชะลอตัวของนักท่องเที่ยวชาติอื่น ผู้เดินทางบางส่วนใช้สายการบินอาหรับ เช่น Emirates, Qatar Airways และ Etihad (ราว 8% ของผู้เดินทางเข้าไทย) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวยุโรป อีกทั้ง ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมัน การเปลี่ยนเส้นทางบิน และปริมาณเที่ยวบินที่มีจำกัด อาจกดดันความต้องการเดินทางในเส้นทางบินอื่น ๆ เพิ่มด้วย นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวบางส่วนอาจตัดสินใจชะลอการเดินทางออกไปจากประเด็นความปลอดภัย

4. ตลาดการเงิน

ตั้งแต่เกิดสงครามในตะวันออกกลางจนถึง 6 มีนาคม เงินบาทอ่อนค่าแรงถึง -2.2% ขณะที่ดัชนีดอลลาร์แข็งค่า 1.4% ในระยะสั้นเงินบาทยังมีแนวโน้มอ่อนค่า จากดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดที่แย่ลง

ในระยะสั้นที่สงครามยังไม่มีข้อยุติ SCB EIC มองว่าเงินบาทยังมีแนวโน้มอ่อนค่า จากดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดไทยที่แย่ลง ในกรณีสงครามไม่ยืดเยื้อนัก มุมมอง USDTHB ในระยะสั้นอยู่ที่ 31.25-31.75 และอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 31.00-31.50 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงสิ้นปี ในกรณีสงครามรุนแรงและยืดเยื้อ ราคาน้ำมันโลกเฉลี่ยปรับสูงขึ้นกว่า 100 ดอลลาร์/บาร์เรล USDTHB บาทอาจอ่อนค่าที่ 32.50-33.50 เนื่องจากนักลงทุนโลกอาจเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและหันมาถือครองดอลลาร์สหรัฐมากขึ้น ทำให้ดัชนีเงินดอลลาร์แข็งค่า

โดยสรุปผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย SCB EIC ประเมินว่า ในกรณีฐานที่สงครามยุติภายใน 2-6 สัปดาห์ เศรษฐกิจไทยปีนี้ มีแนวโน้มขยายตัวน้อยลงกว่าเดิม (กรณีไม่เกิดสงครามนี้) ราว 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ แต่หากสงครามลุกลามจนเป็นสงครามระดับภูมิภาค (regional war) อาจกดดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวน้อยลงกว่าเดิมถึง 0.7-0.8 จุดเปอร์เซ็นต์

ผลกระทบต่อธุรกิจไทย

SCB EIC ประเมินว่าสงครามในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทยในหลายมิติ ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยรวมแม้ไทยจะส่งออกไปตะวันออกกลางค่อนข้างน้อย แต่มีบางอุตสาหกรรมพึ่งพาตลาดตะวันออกกลางในสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก ทำให้จะยังคงได้รับผลกระทบ เช่น สินค้าเกษตรและอาหารบางประเภท และรถยนต์นั่ง

ขณะที่ธุรกิจอื่น ๆ แม้ไม่ได้พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางมากนัก แต่หลายธุรกิจอาจได้รับผลกระทบจากแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาน้ำมันเป็นสัดส่วนสูง อาทิ กลุ่มพลังงาน ขนส่ง ก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง รวมถึงธุรกิจส่งออกที่อาจเผชิญปัญหาด้านการขนส่งที่อาจล่าช้าและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ต้นทุนพลังงานที่ปรับสูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง กระทบต้นทุนวัตถุดิบ/ปัจจัยการผลิตสำคัญ ๆ จะเร่งตัวขึ้น อาทิ สินแร่ สินค้าเกษตร ปุ๋ย ผลกระทบดังกล่าวมีความเกี่ยวโยงเป็นลูกโซ่และอาจจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังธุรกิจไทยหลายสาขาในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) อย่างไรก็ตาม ระดับความรุนแรงของผลกระทบจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนของภาคธุรกิจด้วย

สำหรับผลกระทบต่อภาคบริการ เช่น ธุรกิจท่องเที่ยวและ Healthcare ยังต้องติดตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อจะส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัวต่อเนื่องจากปัญหาด้านการเดินทางและความกังวลด้านความปลอดภัย

แม้หลายธุรกิจจะได้รับผลกระทบเชิงลบจากสงคราม แต่ SCB EIC มองว่า บางกลุ่มธุรกิจอาจได้รับอานิสงส์เชิงบวก ได้แก่ สินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็นในการดำรงชีพในช่วงวิกฤติ ซึ่งหลายประเทศในตะวันออกกลางอาจต้องเร่งกักตุนสินค้า จึงอาจเพิ่มโอกาสให้ผู้ส่งออกไทยสามารถคว้าโอกาสเติบโตได้ หากสามารถหาลู่ทางในการส่งออกได้ เช่นเดียวกับสินค้าเกษตรบางประเภท โดยเฉพาะพืชพลังงานที่จะได้ประโยชน์จากราคาที่ปรับสูงขึ้นตามราคาพลังงานโลก

วิเคราะห์นัยต่อนโยบายไทย

SCB EIC ประเมินว่า ภาครัฐจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเพื่อดูแลความมั่นคงด้านพลังงาน ปัจจุบันไทยมีระดับปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศและอยู่ระหว่างขนส่ง (ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว) เพียงพอต่อความต้องการใช้งานนาน 95 วัน (กระทรวงพลังงานประกาศ ณ 5 มี.ค.) นอกจากนี้ ยังมีการสั่งระงับการส่งออกน้ำมันดิบและสำเร็จรูป เร่งหาซื้อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอื่น ผลิตก๊าซฯ จากแหล่งในอ่าวไทยและเมียนมาเพิ่มเพื่อทดแทน รวมถึงให้โรงไฟฟ้าลดใช้ก๊าซและเปลี่ยนไปใช้ถ่านหินและพลังงานหมุนเวียนให้เต็มศักยภาพ รวมถึงใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการพยุงค่าครองชีพและต้นทุนภาคธุรกิจ ล่าสุด ณ 3 มี.ค. รัฐบาลไทยได้ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วัน

ด้านนโยบายการเงิน SCB EIC มองว่าสงครามในตะวันออกกลางเป็นความเสี่ยงใหม่ต่อเศรษฐกิจไทย จึงมีโอกาสมากขึ้นที่จะเห็นนโยบายการเงินผ่อนคลายเพิ่มเติม โดยระดับของการผ่อนคลายจะขึ้นกับฉากทัศน์ของสงครามตะวันออกกลาง

แชร์
SCB EIC คาดสงครามฉุดจีดีพีไทย 0.3-0.8% ต้นทุนพุ่งกระทบธุรกิจ