
ภาวะตลาดแรงงานไทยในปี 2568 สะท้อนสัญญาณเปราะบางที่ชัดเจนยิ่งขึ้น แม้อัตราการว่างงานในเชิงตัวเลขจะปรับลดลง แต่การจ้างงานโดยรวมกลับหดตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมที่ได้รับแรงกดดันจากภัยธรรมชาติและความไม่แน่นอนของฤดูกาลผลิต
ขณะเดียวกัน ภาคเศรษฐกิจนอกภาคเกษตรแม้ยังขยายตัวได้บางส่วน แต่ก็เป็นการฟื้นตัวอย่างจำกัด และไม่เพียงพอที่จะชดเชยการหายไปของตำแหน่งงานในหลายสาขา สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ภาพรวม “คนมีงานทำ” ลดลง และความเสี่ยงในตลาดแรงงานกระจายตัวไปในวงกว้างมากขึ้น
ภายใต้บริบทนี้ หนึ่งในกลุ่มที่เผชิญแรงกดดันสูงที่สุดคือแรงงานใหม่และผู้จบการศึกษาระดับอาชีวศึกษาและวิชาชีพ ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานไทยอย่างชัดเจน นั่นคือความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะที่ระบบการศึกษาผลิตออกมากับความต้องการของภาคธุรกิจที่เข้ามาลงทุนในไทย เพราะในขณะที่ตำแหน่งงานที่ต้องการทักษะเฉพาะทางหรือทักษะสูงยังขาดแคลน แรงงานกลับไม่สามารถปรับตัวเข้าสู่โอกาสใหม่ได้ทัน
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) รายงานว่า สถานการณ์แรงงานในไตรมาสสี่และภาพรวมตลอดปี 2568 ยังคงสะท้อนทิศทางการจ้างงานที่หดตัวต่อเนื่อง โดยแรงกดดันหลักยังมาจากภาคเกษตรกรรมซึ่งปรับลดลงตลอดทั้งปี ขณะที่การจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมมีสัญญาณฟื้นตัวเพียงเล็กน้อย
ภาพรวมดังกล่าวชี้ให้เห็นความจำเป็นในการยกระดับบทบาทของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศให้สามารถสร้างงานที่มีคุณภาพและมีเสถียรภาพมากขึ้น ควบคู่ไปกับการเฝ้าระวังภาวะความเครียดและความกังวลของแรงงานที่อาจสะสมจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดแรงงาน
ในไตรมาสสี่ ปี 2568 ผู้มีงานทำมีจำนวน 39.8 ล้านคน ลดลงร้อยละ 0.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการจ้างงานในภาคเกษตรกรรมหดตัวร้อยละ 3.4 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ช่วงเดือนพฤศจิกายนซึ่งสร้างความเสียหายแก่พื้นที่เพาะปลูกกว่า 2.1 แสนไร่ ประกอบกับแรงงานบางส่วนอยู่ในช่วงรอฤดูเพาะปลูก ส่งผลให้จำนวนแรงงานรอฤดูกาลเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 28.4 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ขณะเดียวกัน การจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมโดยรวมขยายตัวเล็กน้อยที่ร้อยละ 0.2 โดยสาขาการขนส่งและจัดเก็บสินค้าขยายตัวร้อยละ 3.2 และสาขาการผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 อย่างไรก็ตาม การจ้างงานในสาขาการก่อสร้างยังคงหดตัวต่อเนื่องถึงร้อยละ 7.4 เช่นเดียวกับสาขาโรงแรมและภัตตาคาร รวมถึงสาขาการค้าส่งและค้าปลีกที่หดตัวร้อยละ 1.1 และร้อยละ 0.8 ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนถึงการปรับโครงสร้างและการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างสาขาเศรษฐกิจภายใต้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ยังเปราะบาง
ด้านชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยของแรงงานโดยรวมทรงตัวอยู่ที่ 42.9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ใกล้เคียงกับไตรมาสสี่ของปีก่อนที่ 42.8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เช่นเดียวกับภาคเอกชนซึ่งมีชั่วโมงการทำงานเฉลี่ย 47.3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ อยู่ในระดับเดียวกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
จำนวนผู้ทำงานต่ำระดับหรือผู้ที่ทำงานต่ำกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์และต้องการทำงานเพิ่มลดลงต่อเนื่องร้อยละ 34.4 เหลือ 1.5 แสนคน ขณะที่จำนวนผู้ทำงานล่วงเวลามากกว่า 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ขึ้นไปลดลงร้อยละ 5.7 เหลือ 6.4 ล้านคน สะท้อนแรงกดดันด้านอุปสงค์แรงงานที่ผ่อนคลายลงในบางสาขา
ในด้านรายได้ ค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานโดยรวมทรงตัวอยู่ที่ 15,882 บาทต่อคนต่อเดือน ใกล้เคียงกับไตรมาสสี่ของปีก่อน ขณะที่ค่าจ้างเฉลี่ยของกลุ่มลูกจ้างในระบบปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 มาอยู่ที่ 15,912 บาทต่อคนต่อเดือน จากการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างทั้งในภาคเอกชนและภาครัฐ รวมถึงรัฐวิสาหกิจที่ร้อยละ 1.3 และร้อยละ 0.8 ตามลำดับ
ในทางตรงกันข้าม ค่าจ้างเฉลี่ยของกลุ่มอาชีพอิสระปรับลดลงร้อยละ 1.5 เหลือ 15,837 บาทต่อคนต่อเดือน อย่างไรก็ดี เมื่อปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อในไตรมาสสี่ ปี 2568 ซึ่งลดลงร้อยละ 0.52 พบว่าค่าจ้างแรงงานที่แท้จริงในภาพรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6 โดยลูกจ้างในระบบเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 ขณะที่กลุ่มอาชีพอิสระเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยที่ร้อยละ 0.2 สะท้อนกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่เท่ากันระหว่างกลุ่มแรงงานในระบบและนอกระบบ
ในไตรมาสสี่ ปี 2568 มีผู้ว่างงานในภาพรวมจำนวน 2.8 แสนคน ลดลงร้อยละ 21.7 จากช่วงเดียวกันของปี 2567 คิดเป็นอัตราการว่างงานร้อยละ 0.70 ลดลงจากร้อยละ 0.88 ในไตรมาสสี่ของปีก่อน การลดลงดังกล่าวเกิดขึ้นทั้งในกลุ่มผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อนและกลุ่มผู้ที่ไม่เคยทำงานมาก่อน
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเชิงโครงสร้างตามระดับการศึกษา พบสัญญาณความเปราะบางในบางกลุ่ม โดยในกลุ่มผู้ที่เคยทำงานมาก่อน ผู้ว่างงานที่จบการศึกษาระดับประถมศึกษาและต่ำกว่า รวมถึงระดับอาชีวศึกษา มีจำนวนเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.1 และร้อยละ 22.8 ตามลำดับ ขณะที่ในกลุ่มผู้ที่ไม่เคยทำงานมาก่อน การว่างงานเพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้จบการศึกษาระดับอาชีวศึกษาและวิชาชีพขั้นสูง ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.5 และร้อยละ 15.5 ตามลำดับ
ในด้านสาเหตุของการว่างงาน พบว่าในกลุ่มผู้ที่เคยทำงานมาก่อน กลุ่มที่นายจ้างเลิกจ้าง หยุดกิจการ หรือปิดกิจการ เป็นกลุ่มเดียวที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 18.1 สำหรับการว่างงานในระบบประกันสังคม ไตรมาสสี่ ปี 2568 มีผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจำนวน 2.2 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงานในระบบร้อยละ 1.78 ลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่ร้อยละ 1.81 โดยผู้ที่ถูกเลิกจ้างคิดเป็นร้อยละ 18.9 ของผู้ว่างงานในระบบประกันสังคมทั้งหมด
ทั้งนี้ แม้จำนวนผู้ว่างงานจะลดลง แต่จำนวนผู้เสมือนว่างงาน หรือผู้มีงานทำที่มีชั่วโมงการทำงานอยู่ในระดับต่ำ เพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 0.5 มาอยู่ที่ 2.0 ล้านคน โดยการเพิ่มขึ้นกระจุกตัวอยู่ในภาคเกษตรกรรมซึ่งมีผู้เสมือนว่างงานเกือบ 1.4 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4 ขณะที่ผู้เสมือนว่างงานนอกภาคเกษตรกรรมลดลงร้อยละ 3.4 เหลือ 6.5 แสนคน
ขณะเดียวกัน ผู้ว่างงานระยะยาวที่ว่างงานตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปปรับลดลงร้อยละ 14.4 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เหลือจำนวน 5.8 หมื่นคน สะท้อนโอกาสในการกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานที่ดีขึ้นในภาพรวม แม้คุณภาพและความมั่นคงของงานยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ตลอดปี 2568 ผู้มีงานทำมีจำนวน 39.6 ล้านคน ลดลงเล็กน้อยร้อยละ 0.5 จากปี 2567 ขณะที่อัตราการมีงานทำอยู่ที่ร้อยละ 99.1 ปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ที่ร้อยละ 98.6 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากจำนวนกำลังแรงงานที่ลดลง
การจ้างงานในภาคเกษตรกรรมลดลงจากปีก่อนหน้าร้อยละ 2.6 ขณะที่การจ้างงานในสาขานอกภาคเกษตรกรรมโดยรวมขยายตัวเล็กน้อยที่ร้อยละ 0.4 โดยได้รับแรงหนุนจากสาขาการขนส่งและจัดเก็บสินค้า สาขาโรงแรมและภัตตาคาร และสาขาการผลิต ที่ขยายตัวร้อยละ 5.1 ร้อยละ 1.2 และร้อยละ 1.0 ตามลำดับ
ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยทั้งในภาพรวมและภาคเอกชนทรงตัวอยู่ที่ 42.4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และ 46.4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ตามลำดับ อัตราการว่างงานทั้งปีอยู่ที่ร้อยละ 0.81 ลดลงจากปี 2567 ที่ร้อยละ 1.00
สภาพัฒน์ มองว่า ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่ การสนับสนุนการเชื่อมโยงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศกับธุรกิจไทย และการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อสร้างงานที่มีคุณภาพ
การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ถือเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มการจ้างงานให้แก่ประเทศ โดยที่ผ่านมา ประเทศไทยสามารถดึงดูด FDI ได้ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม รายงาน OECD Economic Surveys: Thailand 2025 ระบุว่า FDI ยังสร้างงานที่มีคุณภาพสูงให้แก่ประเทศไทยได้อย่างจำกัด
สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการเชื่อมโยงระหว่าง FDI กับธุรกิจไทยที่ยังไม่เพียงพอ อีกทั้งแรงงานไทยยังมีข้อจำกัดด้านทักษะที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของภาคการลงทุน ส่งผลให้ต้องมีการนำเข้าแรงงานต่างชาติมาทดแทน โดยเฉพาะในตำแหน่งที่ใช้ทักษะสูง
ในช่วงที่ผ่านมา คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้กำหนดเงื่อนไขให้โครงการลงทุนจากต่างประเทศในกิจการผลิตที่มีการจ้างงานตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป และขอรับการส่งเสริมการลงทุน จะต้องจ้างบุคลากรไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 พร้อมทั้งออกมาตรการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานของนักลงทุนต่างชาติ
ทั้งนี้ ในระยะถัดไป อาจพิจารณาขยายการดำเนินมาตรการดังกล่าวไปสู่อุตสาหกรรมอื่น และให้ครอบคลุมกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม ควบคู่กับการออกแบบเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนที่จูงใจให้เกิดการถ่ายทอดทักษะและเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยยกระดับทักษะแรงงานและส่งเสริมการสร้างงานที่มีคุณภาพในประเทศ
อีกประเด็นสำคัญคือ การบรรเทาความกังวลต่อความมั่นคงในสถานะการจ้างงานของแรงงาน ผลการสำรวจ What Worries Thailand? H2 2025 ของ Ipsos พบว่า คนไทยร้อยละ 41.0 รู้สึกว่าความมั่นคงในงานของตนลดลง และร้อยละ 26.0 กังวลว่าอาจตกงานภายใน 6 เดือนข้างหน้า ขณะเดียวกัน แรงงานบางส่วนยังเผชิญแรงกดดันจากบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้น
รายงานผลสำรวจความหวังและความกังวลของกำลังแรงงานไทย ประจำปี 2568 ของ PwC ระบุว่า แรงงานไทยมีการใช้ AI ในการทำงานสูงถึงร้อยละ 72.0 สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ร้อยละ 54.0 และส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวกมากกว่าความกังวลเกือบสามเท่า
อย่างไรก็ตาม ยังมีแรงงานร้อยละ 24.0 ที่รู้สึกกังวลในระดับมากถึงมากที่สุด และร้อยละ 11.0 ที่รู้สึกว่าสามารถควบคุมผลกระทบของเทคโนโลยีต่อการทำงานของตนเองได้น้อยหรือแทบไม่ได้เลย ดังนั้น จึงควรกำหนดแนวทางการนำ AI มาใช้อย่างชัดเจนและเป็นธรรมต่อแรงงาน ควบคู่กับการลงทุนพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและ AI ให้แก่แรงงานทุกระดับ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี ลดความกังวลต่อการถูกทดแทนตำแหน่งงาน และเสริมสร้างความมั่นคงในการจ้างงานในระยะยาว