
หลังทราบผลการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 อย่างไม่เป็นทางการว่า พรรคภูมิใจไทยมีคะแนนเป็นอันดับ 1 ด้วยจำนวน สส. 194 ที่นั่ง ตามมาด้วยพรรคประชาชน 116 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทย 76 ที่นั่ง และพรรคกล้าธรรม 57 ที่นั่ง อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม เอสซีบี เอกซ์ (SCBX) คาดการณ์ว่า มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดการจัดตั้งรัฐบาล 3 พรรคร่วม ประกอบด้วยพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม ซึ่งจะมี สส.รวมกัน 327 ที่นั่ง (คิดเป็น 65% ของจำนวน สส.ในสภา 500 คน)
InnovestX คาดว่ากระบวนการจัดตั้งรัฐบาลคาดว่าจะใช้เวลา 4-6 สัปดาห์ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะใช้เวลาอนุมัติ 30 วัน ส่งผลให้รัฐบาลใหม่จะเกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนเมษายน 2569 ทําให้คณะรัฐมนตรีมีเวลาประมาณ 1-1.5 เดือนในการพิจารณางบประมาณก่อนจะนําเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะล่าช้ากว่ากรณีปกติประมาณ 1-2 เดือน
InnovestX คาดว่า รัฐบาลชุดนี้จะดำเนินนโยบายสองระดับ ได้แก่การกระตุ้นระยะสั้น และลงทุนโครงสร้าง พื้นฐานระยะยาว โดยผสมผสานนโยบาย ดังนี้
InnovestX ประเมินว่า หากพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล นโยบายเศรษฐกิจของทั้งสองพรรคอาจส่งผลบวก (มี upside) ต่อ GDP อย่างน้อย +0.12% ถึง 0.5% ซึ่งจะส่งผลให้ GDP ปี 2569 อาจโต 1.5% ถึง 2.0% (เบื้องต้นมองว่ามี upside ประมาณ +0.3% หรือโต 1.7%) ขึ้นอยู่กับลักษณะและขนาดของโครงการ รวมถึงความเร็วในการดำเนินการ
ทั้งนี้ การประเมินดังกล่าวคำนวณจากโครงการที่มีความเป็นไปได้ที่จะสามารถดำเนินการได้รวดเร็ว เช่น พักหนี้ 3 ปี, คนละครึ่งพลัส, กู้ฉุกเฉิน 5 หมื่นบาท, ลดค่าไฟฟ้า ≤ 3 บาทต่อหน่วย ของพรรคภูมิใจไทย และรถไฟฟ้า 20 บาท + Feeder 10 บาท และบัญชีดี + ล้างหนี้นอกระบบ ของพรรคเพื่อไทย
ด้านภาวะเงินเฟ้อและนโยบายการเงินภายใต้คาดการณ์การจัดตั้งรัฐบาลสูตรน้ำเงิน-แดง-เขียว InnovestX ประเมินเบื้องต้นว่า มีความเป็นไปได้ที่เงินเฟ้อของไทยในปี 2569 อาจปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 0.2% ถึง 0.5% จากเดิมที่เคยคาดที่ 0% เนื่องจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ จะกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ในส่วนดอกเบี้ยนโยบาย InnovestX คาดการณ์ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ครั้งละ 25bp ลงสู่อัตรา 0.75% ในปลายปี แต่มีความเป็นไปได้มากขึ้นว่าอาจจะลดได้น้อยลง ขึ้นอยู่กับแนวโน้มสภาพเศรษฐกิจ
ด้านค่าเงินบาท InnovestX ยังคงคาดการณ์ที่เฉลี่ย 32.3 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2569 กรอบอยู่ที่ 31.8 ถึง 32.8 บาท โดยจะแข็งค่าในไตรมาสแรกก่อนจะอ่อนลงในไตรมาส 2-4 อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้มากขึ้นว่าค่าเงินบาทอาจแข็งค่ากว่าที่คาด หากมีกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าลงทุนในไทยจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดูดีมากขึ้น
ในด้านเสถียรภาพการเมือง InnovestX วิเคราะห์ว่า รัฐบาลชุดนี้มีเสถียรภาพสูงมาก ด้วยเสียงข้างมากราว 65% และความเสี่ยงทางกระบวนการยุติธรรมต่ำมาก ซึ่งจะทำให้ข้อจำกัดในฐานะรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่เคยมีในรัฐบาลที่แล้วหมดไป และทำให้สามารถผลักดันนโยบายต่าง ๆ ได้มากขึ้น ซึ่งเป็นบวกต่อทิศทางการลงทุน
ส่วนด้านเสถียรภาพการคลัง InnovestX วิเคราะห์ว่า ความเสี่ยงอยู่ที่ระดับปานกลาง โดยหากรัฐบาลใหม่ผลักดันนโยบายเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ การขาดดุลงบประมาณอาจเพิ่มเป็น 3.8% ถึง 4.0% ของ GDP ในปี 2570 โดยเฉพาะหากรัฐบาลใหม่มีการปรับวงเงินงบประมาณให้มีการขาดดุลมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้กล่าวในเวทีอภิปรายของพรรคภูมิใจไทยว่า จะไม่ผลักดันโครงการในลักษณะประชานิยม รวมทั้งมีการอนุมัติแผนการคลังระยะปานกลางที่จะลดการขาดดุลงบประมาณไม่ให้เกิน 3% ในปี 2573 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า ทำให้เป็นไปได้ที่จะยังคงการขาดดุลงบประมาณในระดับเดิม ทำให้หนี้สาธารณะอาจใกล้เพดาน 70% ในปี 2571 ก่อนที่จะลดลง
นอกจากนั้น InnovestX มองว่า ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวอาจทรงตัวหรือไม่ปรับขึ้นมากนักหลังการเลือกตั้ง เพราะความไม่แน่นอนทางการเมืองหมดไป ประกอบกับท่าทีของพรรคภูมิใจไทยที่ยึดมั่นกับกรอบวินัยการคลัง อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ และผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอย่างใกล้ชิด