
ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศของไทยอ่อนแรง และเศรษฐกิจโลกที่ปั่นป่วนก็ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องหาเครื่องยนต์ใหม่ ๆ มาเสริมแรงขับเคลื่อน สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA เสนอว่า ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ สามารถเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทยได้
CEA ได้เปิดวิสัยทัศน์และกลยุทธ์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยปี 2569 ในงาน ‘CEA Forum 2026’ ภายใต้ธีม “Empower Creative Thailand, Ignite Economic Impact พลังสร้างสรรค์ สู่เศรษฐกิจสร้างชาติ” เมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ที่มีการตั้งเป้าหมายขยายฐานผู้ประกอบการ สร้างผลงานทรัพย์สินทางปัญญาใหม่ และผลักดันมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (GVA) ให้เติบโต เพื่อยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้น
ไชยยง รัตนอังกูร ประธานกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวปาฐกถาเปิดงาน CEA Forum 2026 ในหัวข้อ “Creative Nation & Global Outlook 2026” โดยกล่าวถึงความท้าทายที่เศรษฐกิจไทยเผชิญอยู่ และการเติบโตซึ่งถูกประเมินว่าจะโตเพียง 1.5%-2% เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากปัจจัยลบทั้งภายนอกและภายใน ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า ซึ่งส่งผลให้สินค้าจีนทะลักเข้าสู่ตลาด ความขัดแย้งในหลายภูมิภาคของโลก หรือความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วที่กระทบทั้งภาคเกษตรและการท่องเที่ยว
สถานการณ์ท้าทายดังกล่าวสะท้อนว่า ประเทศไทยไม่สามารถพึ่งพาโมเดลเศรษฐกิจแบบเดิมที่อาศัยข้อได้เปรียบเรื่องต้นทุนแรงงานต่ำ และทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ได้อีกต่อไป ไชยยงเสนอว่า การรับมือโจทย์ใหญ่ของประเทศ จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจกลุ่มใหม่ ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์จะเข้ามาเป็นเครื่องยนต์ที่ช่วยสร้างฐานรายได้ใหม่ให้ประเทศไทยได้
ไชยยงอธิบายว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ คือ การสร้างรายได้จากความคิดสร้างสรรค์ โดยประกอบขึ้นจากไอเดีย เนื้อหา และทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ซึ่งสามารถถ่ายทอดและส่งออกผ่านบริการดิจิทัล คอนเทนต์ และประสบการณ์ เช่น ดนตรี ภาพยนตร์ เกม การออกแบบ ไปจนถึงการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ซึ่งจุดเด่นของเศรษฐกิจประเภทนี้ คือ ไม่ได้แข่งขันด้านราคาเป็นหลัก แต่เน้นแข่งขันด้วยความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม อีกทั้งยังสามารถส่งออกข้ามพรมแดนไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว ลดความเสี่ยงจากซัพพลายเชนโลจิสติกส์ได้
นอกจากนั้น เศรษฐกิจสร้างสรรค์ยังเปิดโอกาสให้ผู้เล่นรายเล็ก เพราะสามารถกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่นและเมืองรองได้มาก ผ่านการพัฒนา IP ให้เข้าถึงตลาดต่างประเทศโดยไม่ต้องพึ่งการลงทุนโครงสร้างขนาดใหญ่ ส่งเสริมชุมชนให้ปรับเปลี่ยนการขายวัตถุดิบแบบดั้งเดิม สู่การขายประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์ของสินค้าผ่านเรื่องเล่าและการสร้างแบรนด์
ดังนั้น ปี 2569 จึงถูกมองว่าเป็นปีทองแห่งโอกาสในการที่ประเทศไทยจะได้ส่งเสริมศักยภาพ เพื่อยกระดับเป็นชาติแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ ‘Creative Nation’ และสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่
ภาพอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยถูกขยายต่อโดย ดร.ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่ระบุว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยมีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (GVA) สูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท คิดเป็น 8.01% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (GDP) เป็นภาคอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวได้เร็วและแข็งแรงกว่าภาพรวมเศรษฐกิจในยามวิกฤต สร้างมูลค่าการส่งออกกว่า 391,000 ล้านบาท และสร้างตำแหน่งงานให้ประเทศ โดยมีผู้ประกอบอาชีพนักสร้างสรรค์อยู่ถึง 980,000 คน
“ดังนั้น อุตสาหกรรมสร้างสรรค์จึงไม่ใช่อุตสาหกรรมเสริม แต่เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ควรได้รับการสนับสนุน”
ดร.ชาคริตชี้ว่า การวางแผนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในปี 2569 ให้ประสบผลสำเร็จได้นั้น ต้องคำนึงถึง 6 เทรนด์และการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม ตั้งแต่ (1) Tech & AI Acceleration – การเร่งตัวของเทคโนโลยีและ AI ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าการผลิตคอนเทนต์ (2) Platform Power – โอกาสอันไร้พรมแดนบนแพลตฟอร์ม (3) Creator Economy – เศรษฐกิจครีเอเตอร์ไทยมีมูลค่าพุ่งแตะ 45,000 ล้านบาท (4) Regional Rising – การเติบโตของภูมิภาค (5) New Consumerism – ชนชั้นกลางใหม่ที่พร้อมจ่ายให้ประสบการณ์และดิจิทัลไลฟ์สไตล์ และ (6) High-Value IP – การสร้างมูลค่าจากทรัพย์สินทางปัญญา (IP)
จากบริบทดังกล่าว การวางกลยุทธ์ของ CEA ในปี 2569 จึงพัฒนามาให้สอดคล้องกับบริบทใหม่ โดยมุ่งยกระดับเพื่อเปลี่ยน ‘ทุนวัฒนธรรม’ ไปเป็น ‘เศรษฐกิจฐาน IP’ ที่มีมูลค่าสูงและจับต้องได้จริง ผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญ คือ
จากกลยุทธ์ทั้งหมดนี้ CEA จะผลักดันไปสู่เป้าหมายสำคัญ 4 ข้อ ได้แก่
“ทั้งหมดนี้จะช่วยให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์เข้ามาเป็นฟันเฟืองหลักเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิ” ดร.ชาคริตกล่าว
ในมิติการพัฒนาเมืองและคนสร้างสรรค์ พิชิต วีรังคบุตร รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวถึงแผนงานการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ปี 2569 ว่า CEA มีไฮไลต์โครงการและเป้าหมายสำคัญตลอดปี เช่น ‘ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ’ (Thailand Creative & Design Center: TCDC) เตรียมมุ่งสู่บทบาทใหม่ โดยปรับจากการเป็นพื้นที่แรงบันดาลใจสู่แพลตฟอร์มเพื่อพัฒนาคนและเพิ่มทักษะสร้างสรรค์ พร้อมตั้งเป้าหมายการเปิด ‘New TCDC’ แห่งใหม่ใน 20 จังหวัด และเปิดให้บริการ CEA สาขาภาคใต้ที่สงขลา ซึ่งเป็นสาขาหลักที่จะดูแลอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในกลุ่มจังหวัดภาคใต้
นอกจากนั้น CEA ยังตั้งเป้าใช้การจัดเทศกาลสร้างสรรค์ให้เป็นเครื่องมือพัฒนาเมืองและสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ ตั้งแต่ระดับเล็กไปจนถึงระดับเมือง ซึ่งในปีนี้ CEA จัดทำโครงการ ‘เนรมิต’ (Creative City & Place Branding) เพื่อขับเคลื่อน ‘แบรนด์เมืองสร้างสรรค์’ ใน 9 จังหวัดกระจายทุกภูมิภาค และมีกิจกรรม ‘Festival Creator 2026’ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาผู้จัดเทศกาลในท้องถิ่นและช่วยให้เกิดเทศกาลที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่และมีความต่อเนื่องในระยะยาว
“ทั้งหมดนี้เพื่อให้การพัฒนาเมืองในประเทศเติบโตโดยไม่กระจุกอยู่รวมกัน แต่กระจายการเติบโตอย่างทั่วถึง ส่งเสริมให้ทุกเมืองน่าอยู่ น่าลงทุน และน่าเที่ยว อย่างเป็นระบบและยั่งยืน”
ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อินทพันธุ์ บัวเขียว รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ นำเสนอแผนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย ทั้งในกลุ่มคอนเทนต์ ดนตรี โฆษณา สถาปัตยกรรม การออกแบบ และสินค้าและบริการสร้างสรรค์ โดยปีนี้ยังคงโฟกัสที่คอนเทนต์ (ภาพยนตร์ ซีรีส์ และแอนิเมชัน) และดนตรี ผ่านโครงการ Content Lab 2026 ที่จัดขึ้นมาเป็นปีที่ 4 เพื่อพัฒนาทักษะและยกระดับศักยภาพโปรเจ็กต์ของนักสร้างสรรค์สายภาพยนตร์ ซีรีส์ และแอนิเมชัน
ในอีกทางหนึ่ง CEA ร่วมจัดงาน ‘Thailand International Content IP Expo (TICIP)’ กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดตลาดซื้อขายโปรเจ็กต์คอนเทนต์ระดับนานาชาติ และสร้างตลาดซื้อขาย IP คอนเทนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
ส่วนการผลักดันศิลปินไทยและอุตสาหกรรมดนตรีสู่ตลาดสากล CEA จัดทำโครงการ ‘Music Exchange 2026’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยใช้กลยุทธ์ PUSH ตั้งเป้าส่งศิลปินไทยกว่า 40 ศิลปิน/วง เข้าร่วมงานเทศกาลดนตรีนานาชาติกว่า 40 งานใน 11 ตลาดเป้าหมายในทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกา เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจให้ศิลปินไทย
ขณะเดียวกัน จะใช้กลยุทธ์ PULL ดึงตัวแทนธุรกิจดนตรีระดับสากลจาก 5 ประเทศหลัก ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และเวียดนาม เข้าจับคู่ธุรกิจกับบริษัท/ค่ายเพลงไทยกว่า 75 แห่ง ซึ่งทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มจำนวนการมองเห็น (Eyeballs) ในระดับนานาชาติให้กับศิลปินไทยไม่น้อยกว่า 24 ล้านครั้ง และเป็นตัวคูณเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้อุตสาหกรรมดนตรีขึ้นอีกเท่าตัว
“ปี 2569 เป็นปีที่เราจะตอกย้ำภาพของประเทศไทยในฐานะ ‘Creative Nation’ ทดแทนภาพของเศรษฐกิจที่พึ่งพิงการแข่งขันด้วยแรงงานราคาถูกหรือปริมาณการผลิต เปลี่ยนผ่านสู่การแข่งขันทางเศรษฐกิจด้วยความคิดสร้างสรรค์ เรื่องเล่า ประสบการณ์ และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างเครื่องยนต์ใหม่ให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคง” ไชยยงกล่าวปิดท้าย