Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ทายาทบริษัทดัง แชร์สูตรสานต่อธุรกิจ ทำงานกับพ่อแม่อย่างไรไม่ให้มีปัญหา
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ทายาทบริษัทดัง แชร์สูตรสานต่อธุรกิจ ทำงานกับพ่อแม่อย่างไรไม่ให้มีปัญหา

1 เม.ย. 69
16:03 น.
แชร์

ถ้าถามว่าความท้าทายที่สุดของ ‘ทายาทธุรกิจ’ ที่เข้ามาทำงานสานต่อธุรกิจของครอบครัวคืออะไร คำตอบที่ได้ยินบ่อยอาจไม่ใช่เรื่องกลยุทธ์ การแข่งขัน หรือการเติบโตของธุรกิจ แต่เป็นเรื่องใกล้ตัวกว่านั้น นั่นคือ การทำงานกับพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ในครอบครัวหรือตระกูล

ในสังคมไทยมีการปลูกฝังกันมาเนิ่นนานว่าต้องเชื่อฟังพ่อแม่และผู้อาวุโสในตระกูล ทำให้การบริหารของคนรุ่นใหม่ไม่ง่าย และเมื่อมีความเห็นไม่ตรงกันกับพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ในตระกูล อาจกลายเป็นกระทบความสัมพันธ์ จึงเป็นเรื่องยากที่ต้องประคับประคองทั้งสองด้าน

แล้วคนรุ่นใหม่ที่ก้าวเข้ามาสานต่อธุรกิจของครอบครัว จะทำอย่างไรให้สามารถทำงานกับพ่อแม่ได้โดยไม่มีปัญหากัน หรือมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้โดยไม่กระทบความสัมพันธ์ ?

SPOTLIGHT ชวนเรียนรู้สูตรเฉพาะตัวของ 3 ทายาทธุรกิจชื่อดัง ธิดา แก้วบุตตา ทายาทศรีสวัสดิ์ จตุพร ดำเนินชาญวนิชย์ ทายาท Double A และฐิภา นววัฒนทรัพย์ ทายาทอาณาจักรค้าทอง วายแอลจี กรุ๊ป ที่แบ่งปันประสบการณ์และวิถีของตัวเองบนเวทีสัมมนา “The Successor : Sustaining Family Business” หัวข้อ “Beyond Legacy : สานต่อธุรกิจ ส่งต่อคุณค่าสู่ความยั่งยืน” จัดโดยนิตยสารการเงินธนาคาร เมื่อวันพุธที่ 25 มีนาคม 2569

ปัจจุบันทั้งสามคนทำงานบริหารธุรกิจของครอบครัว ต้องทำงานกับพ่อและแม่ของตัวเองโดยตรง ธิดาและฐิภามีเส้นทางที่คล้ายกันตรงที่ทั้งสองช่วยงานพ่อแม่มาตั้งแต่เด็ก ต่างกันตรงที่ฐิภาคิดว่าต้องรีบกลับมาช่วยแบ่งเบางานของพ่อแม่ เมื่อเรียนจบเธอจึงไม่ได้ลองออกไปทำงานที่อื่นเลย ขณะที่ธิดาได้ลองทำงานในบริษัทอื่น ก่อนจะกลับมาทำงานในธุรกิจของครอบครัว

ด้านจตุพรไม่เคยได้ช่วยงานธุรกิจครอบครัวมาก่อน เพราะพ่อของเขาอยากให้ลูก ๆ ได้ค้นหาเส้นทางของตัวเอง หลังเรียนจบเขาทำงานที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการ (Management Consultant) อยู่หลายปี ตามด้วยการตั้งบริษัทสตาร์อัพร่วมกับเพื่อน ก่อนที่คุณปู่จะเรียกตัวเขาให้มาช่วยงานพ่อ ซึ่งเมื่อเข้าไปทำงาน จตุพรบอกว่าแปลกใจ “เพิ่งรู้ว่าบ้านเรามีกิจการเยอะขนาดนี้”

แม้เส้นทางของทั้งสามจะต่างกันอยู่บ้าง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ เมื่อทำงานในธุรกิจของครอบครัว ทุกคนต้องเผชิญโจทย์เดียวกัน คือ การทำงานกับพ่อแม่ ในฐานะ ‘เจ้านาย’

สูตรทายาท ‘ศรีสวัสดิ์’ ต้องบริหารพ่อแม่ให้ได้

ธิดา แก้วบุตตา ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แชร์มุมมองในเรื่องนี้ว่า ทุกคนที่ทำงานกับพ่อแม่หรือคนในครอบครัวต้องเจอปัญหาอยู่แล้ว แต่ต้องไม่ลืมมองในอีกทางหนึ่งว่า ไม่ว่าจะทำงานที่ไหนก็ล้วนมีปัญหา ตอนทำงานอยู่ที่อื่นก่อนจะกลับมาทำงานที่บ้าน หลายคนก็เคยต้องอดทนกับเจ้านาย ดังนั้นเมื่อมาทำงานในธุรกิจของครอบครัว การอดทนก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น

“เวลามีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันกับคุณพ่อคุณแม่ เราต้องรู้ตัวว่าเราเป็นลูก เถียงไปก็ไม่ชนะ เราต้องใจเย็นก่อน แต่การที่เราเป็นลูกเขามาตลอดชีวิต เราต้องบริหารจัดการพ่อเราให้ได้ เราเป็นลูกเขา เราต้องรู้ดีที่สุดว่าเขาจะใจเย็นเมื่อไหร่ อะไรที่เขาโอเคหรือไม่โอเค และต้องคิดว่าที่เราจะเถียงเขามันถูกต้องหรือเปล่า ถ้าเราไม่ค่อยมั่นใจว่าถูกหรือไม่ถูกก็ไม่ควรเถียง แต่ถ้าเรามั่นใจว่าถูกต้องแน่นอน ปล่อยให้เขาไปไกลกว่านี้ไม่ได้ เราก็ต้องขวางเขาให้ได้ ถ้าเราบริหารจัดการพ่อแม่เราไม่ได้ เราอย่าไปทำงาน”

ธิดามีคำที่เป็นหลักคิดในการทำงานกับพ่อแม่ นั่นคือคำว่า ‘จุดกลับตัว’ (ของพ่อแม่) ซึ่งเธออธิบายว่า โอกาสที่พ่อแม่จะเชื่อความคิดเห็นของลูกนั้นมีไม่มาก เพราะธุรกิจที่มีอยู่ในวันนี้เกิดจากการสร้างของเขา การที่ลูกจะทำให้พ่อแม่เชื่อว่าตัวเองคิดถูกกว่าเขาจึงเป็นเรื่องยาก ดังนั้น ในหลายเรื่องต้องปล่อยให้พ่อแม่ตัดสินใจ และรอให้ถึง ‘จุดกลับตัว’ คือเมื่อพ่อทำไปแล้วเห็นว่าไม่ดีหรือเจอปัญหาแล้วอยากเปลี่ยนทิศทาง ซึ่ง ‘จุดกลับตัว’ คือจุดสำคัญที่พ่อจะรับฟังความเห็นจากลูก

“ถ้าถามว่าระหว่างทางมีปัญหากันไหม ก็มีบ้าง แต่ต่อให้เราไม่ทำงานด้วยกัน เราก็มีเรื่องที่ทะเลาะกับคุณพ่อคุณแม่บ้างเป็นปกติอยู่แล้ว” ทายาทผู้ก่อตั้งศรีสวัสดิ์กล่าว

ทายาท Double A ใช้วิธี Inception

จตุพร ดำเนินชาญวนิชย์ กรรมการบริหาร บริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) จำกัด (มหาชน) หรือ Double A เป็นทายาทธุรกิจคนหนึ่งที่กล่าวบนเวทีเสวนาว่า “ที่ท้าทายที่สุดในการบริหารธุรกิจครอบครัวคือการทำงานกับพ่อ” ซึ่งเขาอธิบายว่า การทำงานในธุรกิจครอบครัวทำให้ระหว่างเขากับพ่อมีสองความสัมพันธ์ทับซ้อนกันอยู่ จากที่เคยเป็นความสัมพันธ์แบบพ่อ-ลูกอย่างเดียว เมื่อเข้าไปทำงานในธุรกิจของครอบครัว พ่อกลายมาเป็นเจ้านาย

“การบาลานซ์สองวงกลมนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และซับซ้อนกว่าที่หลายคนคิด” ด้วยเหตุนี้ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ทั้งเขาและพ่อต้องเรียนรู้กันและกัน และถึงวันนี้ ความสัมพันธ์ของเขากับพ่อยังคงดีอยู่ แม้ว่าอาจไม่ได้ ‘ได้ดั่งใจ’ ในทุกเรื่อง แต่ก็ต้องปรับเข้าหากัน

สำหรับการจัดการกับความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันกับพ่อ จตุพรมองว่าสิ่งสำคัญอันดับแรกคือ “ต้องนึกถึงใจเขาใจเรา”

เขาเล่าว่าในช่วงแรกที่เข้าไปทำงานในธุรกิจของครอบครัว เขามักคิดว่าสิ่งที่ตัวเองคิดนั้นถูกต้องตามแบบคนรุ่นใหม่ และตั้งคำถามว่าทำไมคุณพ่อจึงไม่เปลี่ยน จนพยายามยัดเยียดความคิดของตัวเองให้พ่อยอมรับ แต่ในตอนหลังเพิ่งเริ่มเข้าใจว่า ต้องคิดถึงใจเขาใจเรา ต้องลองมองในมุมของอีกฝ่ายด้วย

“เราต้องปรับมุมมองว่า ถ้าเราเป็นคุณพ่อแล้วลูกมาบอกว่าสิ่งที่เราทำมาตลอดมันผิด ไม่มีทางที่พ่อจะเชื่อ ผมรู้ตัวว่าผมคือลูก เพราะฉะนั้นเราต้องมีวิธีการบริหารจัดการคุณพ่อเหมือนกัน ปีหลัง ๆ ผมใช้วิธี inception พูดครั้งเดียวอาจจะยังคิดไม่ตรงกัน ถ้าเรามั่นใจว่ามันคือสิ่งที่ถูกเราต้องพูดซ้ำ ๆ แล้ววันหนึ่งคุณพ่ออาจจะเปลี่ยนใจ”

จากประสบการณ์ตรงของตัวเองที่ผ่านการตกผลึกแล้ว จตุพรมีคำแนะนำถึงบรรดาทายาทธุรกิจที่ต้องทำงานกับพ่อแม่ของตัวเองว่า การจะให้พ่อแม่เชื่อหรือยอมรับในข้อเสนอแนะ ต้องใช้เวลา ต้องใช้ความอดทน และต้องยอมชนะบ้างแพ้บ้าง “เพื่อที่สุดท้ายแล้วเราจะสามารถรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับคุณพ่อไว้ได้ ซึ่งนี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด”

ทายาท YLG หาเหตุผลของความเห็นต่าง แล้วแก้ด้วยการพูดคุย

ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (มหาชน) ทายาทอาณาจักรค้าทอง วายแอลจี กรุ๊ป (YLG Group) มองว่า ความเห็นที่ไม่ตรงกันในการทำงานเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับการทำงานร่วมกับคุณพ่อคุณแม่หรือคนในครอบครัวเท่านั้น แต่แม้ทำงานในองค์กรอื่นที่ไม่ใช่ธุรกิจของครอบครัว ก็ย่อมมีความเห็นที่แตกต่างกับเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานเป็นธรรมดาเช่นกัน

เธอแนะว่า การทำงานในธุรกิจครอบครัว ต้องทำความเข้าใจว่า แม้มีความเห็นต่างกันในการทำงาน แต่ทุกคนก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ ต้องการสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้กับบริษัทให้กับครอบครัว เพียงแต่มีวิธีตัดสินใจไม่เหมือนกัน มีแนวทางที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งจำเป็นต้องหาเหตุผลว่าเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะ ‘ข้อมูล’ ที่มีไม่เท่ากันหรือไม่ตรงกันหรือไม่ จากนั้นจึงหาจังหวะคุยเพื่อให้พ่อแม่รับฟังให้ได้

“เราต้องหาเหตุผลว่าเพราะอะไร หรือว่าข้อมูลที่เรามีกับข้อมูลที่คุณพ่อมีไม่เท่ากัน เราต้องดูว่าอะไรเป็นเหตุผลที่คุณพ่อตัดสินใจเดินทางนั้น เขาได้ข้อมูลอะไรมาผิดหรือเปล่า หรือข้อมูลของเราเองที่ผิด

“เราต้องหาจังหวะที่เขาพร้อมจะรับฟัง สุดท้ายแล้วเขาไม่มีทางที่จะเลือก ‘ทางที่ไม่ดี’ ให้กับบริษัท-ให้กับครอบครัวแน่นอน ควรเชื่อในเรื่อง fact (ข้อเท็จจริง) เราต้องหา fact ให้เจอ แล้วหาว่าเป็นเพราะสิ่งนี้หรือเปล่า หรือว่าปีที่แล้วมันเคยเป็นแบบนี้ หรือว่าในอดีตเคยทำแล้วสำเร็จ เขาก็เลยเลือกที่จะทำแบบนี้ สุดท้ายถ้าเรามองว่าเป้าหมายคือจุดเดียวกัน เราก็แค่มานั่งคุยกันว่าแบบไหนที่ดี ทำไมเขาจะไม่เลือกถ้าตัวเลือกของเรามันดีกว่า ดังนั้นเราต้องใช้เวลา” ฐิภา แห่ง LYG กล่าว

เอาชนะใจ ‘คนเก่าแก่’ อีกด่านสำคัญของผู้นำรุ่นใหม่

นอกจากการทำงานร่วมกับพ่อแม่และผู้ใหญ่ในครอบครัวแล้ว การทำงานกับ ‘คนเก่า’ ทั้งผู้บริหารระดับสูงและพนักงานที่อยู่กับองค์กรมานาน ก็เป็นอีกความท้าทายที่ผู้นำรุ่นใหม่ต้องผ่านให้ได้ คนกลุ่มนี้มีส่วนสำคัญต่อการอยู่รอดและการเติบโตของบริษัทในอดีตที่ผ่านมา และมักจะตั้งคำถามกับผู้บริหารรุ่นใหม่ว่าจะ ‘นำ’ บริษัทไปในทิศทางที่ถูกต้องจริงหรือไม่

จตุพร ทายาท Double A แชร์ในเรื่องนี้ว่า การเข้ามารับบทผู้นำอาจต้องผ่านช่วง ‘รับน้อง’ ซึ่งไม่ใช่การกลั่นแกล้ง แต่เป็นการทดสอบว่ามีความสามารถจริงหรือไม่ การมาเป็นผู้นำจะสามารถให้คำแนะนำหรือพาองค์กรไปในทิศทางที่ถูกต้องได้หรือไม่ ตัดสินใจได้แม่นยำและเฉียบขาดเพียงใด ซึ่งเขาบอกว่าต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะชนะใจคนกลุ่มนี้ได้ เพราะหลายคนเห็นเขามาตั้งแต่ยังเป็นเด็กที่วิ่งถ่ายเอกสารในออฟฟิศ ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าในวันนี้

จตุพรบอกว่า มีสองเรื่องที่ตัวเขายึดปฏิบัติ และคิดว่าเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ได้รับการยอมรับจากคนเก่าแก่ในบริษัท เรื่องแรก คือ การวางตัว ต้องมีความถ่อมตัว พร้อมรับฟังคำแนะนำจากผู้ใหญ่ ทั้งในห้องประชุมและนอกเวลางาน รวมถึงเข้าไปขอคำสอนเพื่อเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนรุ่นก่อน และอีกเรื่อง คือ ความตั้งใจทำงาน เขายกตัวอย่างว่า หากเข้าทำงานสายหรือเลิกงานเร็ว อาจทำให้คนในองค์กรรู้สึกว่าไม่จริงจังกับการทำงาน ดังนั้นจึงต้องทำให้เห็นถึงความตั้งใจ ด้วยการทำงานให้เต็มที่ เข้างานพร้อมกับทุกคนตั้งแต่เช้า และอยู่ทำงานจนงานเสร็จในตอนค่ำ หรือบางวันอาจต้องเลิกงานหลังพนักงาน

ด้านฐิภา ทายาท YLG กล่าวว่า การทำงานกับคนเก่าจำเป็นต้องอาศัยการบาลานซ์ แม้เธอจะโชคดีอยู่กับคนในองค์กรมาตั้งแต่เด็ก ทำให้คุ้นเคยกันอยู่แล้ว แต่ก็ยังต้องหาจุดสมดุลระหว่างคนเก่ากับคนใหม่ แม้ว่าคนเก่ามีส่วนสร้างบริษัทให้เติบโต แต่ขณะเดียวกันบริษัทก็การนำไอเดียใหม่ ๆ เข้ามาเพื่อปรับองค์กรให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

“การทำงานแบบคนเก่าก็มีข้อดี การที่บริษัทโตมาได้ถึงขนาดนี้และการที่ครอบครัวเรามีเงินส่งเราเรียนหนังสือได้ ก็มาจากการทำงานของคนเก่า แต่ว่าเราต้องเอาไอเดียใหม่ ๆ เข้ามาเพื่อปรับระบบ เพราะทุกวันนี้โลกเปลี่ยนเร็วมาก เราก็ต้องรับมือและต้องมีการปรับเปลี่ยนองค์กรทั้งหมด เราปรับเยอะมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และมันต้องมีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา” ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ผู้บริหารรุ่นสองของ YLG กล่าว

แชร์
ทายาทบริษัทดัง แชร์สูตรสานต่อธุรกิจ ทำงานกับพ่อแม่อย่างไรไม่ให้มีปัญหา