
หากใครเป็น “เด็กสยาม” คงต้องเคยได้กิน “ขนมครกใบเตย” หน้าร้านโคคาสุกี้ หรือหากเป็นเด็กสยามรุ่นก่อนเมื่อราว 40-50 ปีก่อน ก็อาจเคยเดินผ่านรถเข็นเล็กๆ ที่ขายขนมชิ้นละ 2 บาท พร้อมกลิ่นใบเตยหอมฟุ้งที่กลายเป็นตำนานของสยามสแควร์ในยุคนั้น
จากร้านขนมเล็กๆ ของผู้ก่อตั้งรุ่นแรก สู่ตำนานขนมแห่งสยามสแควร์ที่ยืนหยัดมากว่า 51 ปี วันนี้ธุรกิจถูกส่งต่อจาก Gen 1 มาสู่ Gen 2 พร้อมภารกิจใหม่ในการสานต่อแบรนด์เดิมให้เติบโตในยุคใหม่ ตั้งแต่การเรียนรู้การทำแบรนด์ผ่านคลิป YouTube ไปจนถึงการปั้น KANOM SIAM ให้กลายเป็นแบรนด์ที่เข้าถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยปัจจุบันมีฐานลูกค้าชาวต่างชาติกว่า 70% และลูกค้าคนไทยราว 30%
KANOM SIAM ทำได้อย่างไร? บทความนี้ SPOTLIGHT ชวนหาคำตอบ ผ่านบทสนทนาสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ คุณกรีเพชร หาญพงศ์พิพัฒน์ Chief Operating Officer และ Co-founder ของ KANOM SIAM
คุณกรีเพชรเล่าให้ทีม SPOTLIGHT ฟังว่า จุดกำเนิดของ KANOM SIAM เกิดขึ้นในปี 2518 หรือเมื่อราว 51 ปีที่แล้ว จากกิจการเล็กๆ ของคุณแม่ ที่เริ่มต้นขายขนมครกใบเตยชิ้นละ 2 บาท และขนมเบื้องชิ้นละ 50 สตางค์ บริเวณหน้าร้านโคคาสุกี้ สยามสแควร์ ซอย 7
ทำเลดังกล่าวทำให้ลูกค้ากลุ่มแรกๆ คือคนที่มากินสุกี้ ก่อนจะแวะซื้อขนมหวานติดมือ หรือกินล้างปากหลังมื้ออาหาร กลายเป็นจุดเริ่มต้นของร้านขนมเล็กๆ ที่ค่อยๆ เติบโตเป็นหนึ่งในภาพจำของสยามสแควร์ในเวลาต่อมา
สิ่งที่น่าสนใจคือ ในยุคนั้นมีร้านรถเข็นขายขนมครกใบเตยอยู่เป็นจำนวนมาก แต่แทบไม่มีร้านไหนมีชื่อร้านอย่างเป็นทางการ สิ่งที่ทำให้ลูกค้าจดจำและเลือกซื้อได้ถูกจึงมีอยู่ 2 อย่าง คือ “หน้าคนขาย” และ “รสชาติ”
คุณกรีเพชรเล่าเสริมว่า จุดเด่นของขนมครกใบเตยสูตรคุณแม่ คือ กลิ่นหอมของใบเตยที่ต้องชัดเจนจนคนเดินผ่านรับรู้ได้ทันที ขณะที่รสสัมผัสเมื่อกัดต้องเหนียวนุ่ม หนึบ และเด้งลิ้น กลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ลูกค้าจำร้านได้ แม้ในวันที่ยังไม่มีชื่อแบรนด์
อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญของ KANOM SIAM เกิดขึ้นในปี 2550 เมื่อกรุงเทพมหานครเริ่มจัดระเบียบทางเท้า ทำให้ร้านจากเดิมที่ขายบนรถเข็นต้องปรับมาขายบนฟุตบาท ก่อนที่ในปี 2560 ร้านโคคาสุกี้และสุกี้แคนตัน ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญของย่านสยามสแควร์ จะทยอยปิดฉากอำลาพื้นที่ไปในที่สุด
นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทายาทรุ่นที่ 2 เริ่มตั้งคำถามกับธุรกิจของคุณแม่ว่า หากจะสานต่อกิจการนี้ต่อไป ควรทำอย่างไรให้ธุรกิจไปได้ไกลกว่าเดิม
ท้ายที่สุด คำตอบที่ได้คือ หากต้องการให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน สิ่งแรกที่ต้องทำคือ “การสร้างแบรนด์” จากร้านขนมรถเข็นที่ลูกค้าจดจำจากหน้าคนขายและรสชาติ จึงต้องถูกยกระดับให้มีตัวตนชัดเจนมากขึ้น
คุณกรีเพชรเล่าว่า ทีม Gen 2 เริ่มต้นจากการเรียนรู้เรื่อง Branding ด้วยตัวเองผ่านคลิปใน YouTube ก่อนค่อยๆ ปรับโฉมธุรกิจในหลายด้าน เช่น
คุณกรีเพชรแชร์มุมมองว่า สิ่งสำคัญในการสานต่อธุรกิจของ KANOM SIAM คือการเซตระบบให้มีมาตรฐาน เพราะหากต้องการขยายสาขา ก็จำเป็นต้องมีคู่มือการทำงานที่ชัดเจน เช่น
ปัจจุบัน KANOM SIAM มีทั้งหมด 11 สาขา ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าและพื้นที่ไลฟ์สไตล์ชั้นนำ ได้แก่ สยามพารากอน ชั้น G, เอ็มควอเทียร์ ชั้น G, สวนเพลิน มาร์เก็ต, เอ็มโพเรียม ชั้น 4, เซ็นทรัล พระราม 3 ชั้น LG, เอ็มสเฟียร์, เทอร์มินอล 21 อโศก, เซ็นทรัลเวิลด์, เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ, เมกา บางนา และวัน แบงค็อก
ปัจจุบันตลาดของหวานในไทยมีมูลค่ากว่า 14,540 ล้านบาท แต่คำถามที่ยังค้างคาใจผู้ประกอบการขนมไทยจำนวนไม่น้อย คือ “ทำไมคนไทยจึงให้คุณค่ากับขนมไทยน้อยกว่าขนมจากต่างประเทศ”
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ผู้บริโภคจำนวนมากพร้อมจ่ายเงินหลักร้อยบาทให้กับบิงซู เจลาโต้ หรือฮันนี่โทสต์ แต่เมื่อเป็นขนมไทยในราคาหลักร้อยบาท กลับมักถูกมองว่า “แพง”
คุณกรีเพชรแชร์มุมมองว่า ขนมไทยแต่ละชนิดไม่ได้มีเพียงรสชาติหรือภาพจำแบบดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับวัตถุดิบจากเกษตรกรไทย และที่สำคัญคือกระบวนการผลิตที่ต้องอาศัยความประณีตในทุกขั้นตอน จึงอยากเห็นคนไทยหันมาใส่ใจและให้คุณค่ากับขนมไทยมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม คุณกรีเพชรมองว่า ทิศทางของขนมไทยในอนาคตยังมีแนวโน้มสดใสมากขึ้น จากพลังของคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาสร้างแบรนด์ ชูความเป็นไทย และเติมความคิดสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ขนมไทย สะท้อนได้จากผู้ประกอบการรุ่นใหม่หลายรายที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมนี้มากขึ้น
คุณกรีเพชรแชร์มุมมองที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันฐานลูกค้าหลักของ KANOM SIAM คือชาวต่างชาติ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 70% โดยส่วนใหญ่มาจากสิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และจีน ขณะที่ลูกค้าคนไทยมีสัดส่วนราว 30% โดยอยู่ในช่วงอายุประมาณ 25-44 ปี และส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง
เมื่อถามถึง Key Success ของ KANOM SIAM ว่าทำการตลาดอย่างไรจึงสามารถเจาะกลุ่มลูกค้าต่างชาติได้สำเร็จ คุณกรีเพชรเปิดใจว่า ส่วนตัวยังไม่แน่ใจว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้แบรนด์เริ่มเป็นที่นิยมในกลุ่มชาวต่างชาติ แต่หากให้วิเคราะห์ อาจมาจากการสร้างเว็บไซต์ให้ติด SEO
“ถ้าลองค้นหาคำว่า ‘ขนมครกใบเตย’ ก็จะเจอเพจของ KANOM SIAM ขึ้นมาเป็นเว็บไซต์แรกๆ เพราะเว็บไซต์ก็เหมือนบ้าน เป็นพื้นที่ที่พาคนเดินเข้าออก และช่วยแนะนำตัวตนของแบรนด์ให้ลูกค้ารู้จักเรามากขึ้น”
คุณกรีเพชรยังย้ำว่า สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือการระบุจำนวนสาขาและปักหมุด Google Maps ให้ชัดเจน เพราะข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ลูกค้าต่างชาติสามารถตามไปลองชิมขนมได้ง่ายและถูกสาขา
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ KANOM SIAM เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ คือการที่แบรนด์มีโอกาสไปร่วมงานอาหารเอเชียที่ประเทศอินโดนีเซีย หลังได้รับเชิญจากเจ้าภาพผู้จัดงาน เช่นเดียวกับกรณีที่ฮ่องกง เมื่อโรงแรม Regent Hong Kong เชิญแบรนด์ไปทำขนมครกใบเตยเป็น Special Menu ในห้องอาหารของโรงแรม
คุณกรีเพชรเล่าว่า ทั้งการทำเว็บไซต์ให้ติด SEO และการได้ออกไปนำเสนอขนมไทยในเวทีต่างประเทศ น่าจะเป็น 2 ปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ KANOM SIAM เข้าถึงลูกค้าต่างชาติได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้แบรนด์จะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ในช่วงที่จำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยลดลง KANOM SIAM ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่แบรนด์เริ่มตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าคนไทยให้มากขึ้นกว่าเดิม
เดิมทีในปีนี้ KANOM SIAM ตั้งเป้าขยายสาขาเพิ่มอีก 3-4 สาขา แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ขณะที่ต้นทุนธุรกิจปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งค่าแพ็กเกจจิงที่เพิ่มขึ้นกว่า 70% ราคาวัตถุดิบที่พุ่งขึ้นกว่า 20% และค่าเช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้าที่คิดเป็นสัดส่วนราว 30% ของรายได้ ทำให้แบรนด์ต้องกลับมาทบทวนอย่างรอบคอบว่า ควรเดินหน้าลงทุนขยายสาขาเพิ่มเติมในจังหวะนี้หรือไม่