
เช้าวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา ในเมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย หนึ่งในรัฐที่ขึ้นชื่อเรียกความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนาและสีผิวของสหรัฐฯ เกิดเหตุการณ์สุดสะเทือนขวัญ เมื่อคนร้ายสองคนบุกเข้ากราดยิงในมัสยิดแห่งหนึ่ง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และหลังก่อเหตุ คนร้ายได้ฆ่าตัวตายตาม
เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวในฐานะ Hate Crime หรือ อาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชัง เพราะจากหลักฐานต่าง ๆ ที่มีในเวลานี้ เจ้าหน้าที่เชื่อว่า แรงจูงใจของคนร้ายอาจมาจากความเกลียดชังความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นทางเชื้อชาติ สีผิว หรือศาสนา
หากเราย้อนไปดูในสหรัฐฯ ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระแสอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังเพิ่มสูงขึ้นจนน่าเป็นกังวล โดยพบว่า ทั่วทั้งสหรัฐฯ จำนวนคดีอาชญากรรมจากความเกลียดชังที่มีการรายงาน เพิ่มขึ้นราว 100% นับตั้งแต่ปี 2015 โดยเพิ่มจาก 5,843 คดี เป็น 11,679 คดีในปี 2024
และถ้าเรายังจำกันได้ ในช่วงการระบาดของโควิด 19 ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา กระแสการเกลียดชังชาวเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างมากในสหรัฐฯ และการถูกทำร้ายเพราะความเกลียดชังก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แม้สหรัฐฯ จะขึ้นชื่อว่าเป็น “แดนเสรี” ที่หลายคนใฝ่ฝันอยากไปเยือน แต่แท้จริงแล้ว ปัญหาการเหยียดเชื้อชาติฝังรากลึกในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน โดยในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 วิกฤตการเหยียดเชื้อชาติเลวร้ายถึงขั้นถูกเรียกว่า “ยุคตกต่ำที่สุดของความสัมพันธ์ทางเชื้อชาติ” (The Nadir) เลยทีเดียว
Spotlight พาย้อนอดีตดูประวัติศาสตร์อันเลวร้ายของการเหยียดเชื้อชาติในสหรัฐฯ จนถึงปัจจุบัน ที่เหตุการณ์ Hate Crime เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ปัญหาครั้งนี้เกิดจากอะไร? หรือเสรีภาพของอเมริกันชนกำลังถดถอยไปสู่ยุคคนเหยียดคนอีกครั้งหนึ่ง
รายงานระบุว่า คนร้ายสองคน ซึ่งเป็นวัยรุ่น อายุ 17 และ 18 ปี เปิดฉากกราดยิงที่ศูนย์อิสลามิกซานดิเอโก เมื่อเวลาประมาณ 11.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยในบรรดาเหยื่อที่เสียชีวิต มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของมัสยิดหนึ่งคนรวมอยู่ด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เลวร้ายหนักกว่านี้
หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจราว 50-100 นาย ได้เข้าไประงับเหตุในเวลาเพียง 4 นาทีหลังได้รับแจ้ง
ภาพจากสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นเผยให้เห็นรถสายตรวจจำนวนหลายสิบคันจอดอยู่บนสะพานทางหลวงใกล้กับศูนย์อิสลามแห่งซานดิเอโก (ICSD) โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เล็งปืนไรเฟิลไปยังอาคาร พร้อมปิดล้อมพื้นที่โดยรอบทั้งหมด
นอกจากนี้ ยังพบเจ้าหน้าที่ติดอาวุธพร้อมยุทธวิธีเต็มรูปแบบประจำการอยู่บนหลังคามัสยิดบริเวณใกล้โดม ขณะที่ภาพถ่ายทอดสดยังเผยให้เห็นตำรวจติดอาวุธอีกจำนวนหนึ่งกำลังเคลื่อนกำลังเข้าตรวจค้นภายในพื้นที่ศูนย์อิสลาม
ด้านผู้บัญชาการตำรวจ วาห์ล เปิดเผยว่า พบผู้ก่อเหตุเสียชีวิตอยู่ภายในรถยนต์คันหนึ่งที่จอดอยู่กลางถนนใกล้จุดเกิดเหตุ โดยเบื้องต้นเชื่อว่าเสียชีวิตจากการยิงตัวเอง
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า ไม่มีการยิงปะทะจากฝั่งตำรวจเกิดขึ้นระหว่างปฏิบัติการครั้งนี้
ขณะที่ตำรวจกำลังสอบสวนเหตุการณ์ครั้งนี้ในฐานะ Hate Crime หรือ อาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชัง เนื่องจากหนึ่งในผู้ต้องสงสัยเหตุกราดยิงมัสยิดได้นำอาวุธปืนออกมาจากบ้านของพ่อแม่ พร้อมทิ้งจดหมายลาตาย ซึ่งมีข้อความเกี่ยวกับแนวคิด “ความภาคภูมิใจทางเชื้อชาติ” เอาไว้
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบข้อความแสดงความเกลียดชังถูกเขียนไว้บนอาวุธปืนหนึ่งในกระบอกที่ใช้ก่อเหตุ
แม้คำว่า “hate” หรือ “ความเกลียดชัง” มักสื่อถึงอารมณ์โกรธหรือไม่ชอบอย่างรุนแรง แต่ในทางกฎหมาย ความหมายมีความเฉพาะเจาะจงมากกว่า โดยหมายถึง “อคติ” ต่อบุคคลหรือกลุ่มคนจากลักษณะบางอย่างที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าผู้ก่อเหตุจะมีอารมณ์โกรธหรือไม่ก็ตาม
กฎหมายกลางของสหรัฐฯ ระบุว่า hate crime คืออาชญากรรมที่มีแรงจูงใจจากการรับรู้เกี่ยวกับเชื้อชาติ สีผิว ศาสนา สัญชาติ รสนิยมทางเพศ เพศ อัตลักษณ์ทางเพศ หรือความพิการของเหยื่อ ขณะที่หลายรัฐก็มีกฎหมายของตัวเองที่ครอบคลุมอคติในลักษณะใกล้เคียงกัน
อาชญากรรมประเภทนี้ครอบคลุมทั้งความรุนแรงต่อบุคคลและทรัพย์สิน เช่น การทำร้ายร่างกาย การฆาตกรรม การวางเพลิง การทำลายทรัพย์สิน หรือการข่มขู่และสมคบคิดเพื่อก่อเหตุ
สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ FBI จัดให้การทำร้ายร่างกายและการฆาตกรรมเป็นอาชญากรรมต่อบุคคล ส่วนการวางเพลิงและการทำลายทรัพย์สิน ถือเป็นอาชญากรรมต่อทรัพย์สิน
ขณะเดียวกัน ยังมีสิ่งที่เรียกว่า “bias incidents” หรือ “hate incidents” ซึ่งหมายถึงการแสดงอคติหรือความเกลียดชังที่ไม่เข้าข่ายอาชญากรรม เพราะไม่มีความรุนแรง การข่มขู่ หรือความเสียหายต่อทรัพย์สินเกิดขึ้น
ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นความผิดลหุโทษหรืออาญาร้ายแรง ก็สามารถถูกจัดเป็น hate crime ได้ ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของคดี กฎหมายของแต่ละรัฐ และลักษณะของอาชญากรรมที่เกิดขึ้น
ในปี 2025 สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ FBI เปิดเผยสถิติอาชญากรรมจากความเกลียดชังประจำปีล่าสุด โดยข้อมูลสะท้อนสัญญาณที่น่ากังวล หลังตัวเลขในหลายประเภทและหลายกลุ่มชาติพันธุ์ยังอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ นับเป็นยอดรวมสูงสุดอันดับ 2 ตั้งแต่ FBI เริ่มเก็บสถิตินี้
แม้ภาพรวมของคดี hate crime ที่มีการรายงานจะลดลงเล็กน้อย แต่สถานการณ์ของชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียและชาวหมู่เกาะแปซิฟิก ยังคงน่าเป็นห่วงอย่างมาก
ด้าน ซิม เจ. ซิงห์ อัตตาริวาลา ผู้อำนวยการโครงการต่อต้านความเกลียดชังขององค์กร Asian Americans Advancing Justice – AAJC ออกแถลงการณ์ระบุว่า
แม้จำนวนคดี hate crime ต่อต้านชาวเอเชียจะลดลง 6.8% ระหว่างปี 2023-2024 แต่จำนวนเหตุความเกลียดชังต่อชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียยังคงอยู่ในระดับที่น่าตกใจ โดยปี 2024 ถือเป็นหนึ่งในปีที่เลวร้ายที่สุดเป็นประวัติการณ์ และมีจำนวนคดีสูงสุดเป็นอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์
เขาระบุด้วยว่า คดี hate crime ต่อต้านชาวเอเชียในปัจจุบัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนการระบาดของโควิด-19 เกือบ 3 เท่า
เหตุการณ์ส่วนใหญ่มีตั้งแต่การทำร้ายร่างกาย การคุกคามทางวาจา ไปจนถึงการข่มขู่ด้วยกำลัง นอกจากนี้ ยังพบเหตุความเกลียดชังต่อชาวฮาวายพื้นเมืองและชาวหมู่เกาะแปซิฟิกเพิ่มขึ้น รวมถึงคดีต่อต้านชาวพุทธที่สูงขึ้นเช่นกัน
ผู้อำนวยการโครงการฯ ยังระบุว่า สถิติของ FBI อาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง เพราะเหยื่อจำนวนมากไม่กล้าแจ้งความ เนื่องจากความกลัว การตีตราทางสังคม และความไม่ไว้วางใจต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ขณะเดียวกัน หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจำนวนไม่น้อยก็ไม่ได้รายงานคดีเหล่านี้ต่อ FBI
https://usafacts.org/articles/which-groups-have-experienced-an-increase-in-hate-crimes/
https://www.advancingjustice-aajc.org/press-release/asian-american-hate-incidents-remain-alarmingly-high-according-newly-released-fbi
https://edition.cnn.com/2026/05/18/us/live-news/san-diego-islamic-center-shooting#cmpbrk1zb00003b6rtvjeinx8