
สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) รายงานข่าว พิธีเปิดตัวโครงการที่พักอาศัย 10,000 หลังสุดท้ายในเขตฮวาซองอย่างเป็นทางการ เมื่อวันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมา ท้องฟ้าเหนือกรุงเปียงยางถูกแต่งแต้มด้วยแสงพลุหลากสีสัน นับเป็นการเฉลิมฉลองที่รัฐบาลบรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ สร้างบ้าน "50,000 หลังภายใน 5 ปี" ของ คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ ที่ประกาศไว้ตั้งแต่วันประชุมพรรคครั้งที่ 8 ในปี 2021
โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการพัฒนาเมือง แต่เป็น "การโชว์ของ" ครั้งสำคัญ ก่อนเริ่มการประชุมพรรคแรงงานครั้งที่ 9 ซึ่งจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ตึกระฟ้าทรงโค้งมนที่ดูทันสมัยและทางเดินลอยฟ้าที่สว่างไสว ถูกใช้เป็นหลักฐานยืนยันต่อสายตาชาวโลกและประชาชนในชาติว่า ภายใต้การนำของตระกูลคิม เกาหลีเหนือยังคงเติบโตอย่างมั่งคั่งแม้จะเผชิญกับการคว่ำบาตรอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ในดินแดนที่ไม่มีระบบซื้อขายอสังหาริมทรัพย์แบบตลาดเสรี คำถามที่คนทั่วโลกสงสัยคือ "ใครคือผู้โชคดี ที่ได้ครอบครองอพาร์ตเมนต์หรูเหล่านี้?" ซึ่งคำตอบนั้นไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขในบัญชีธนาคาร เหมือนคนที่พร้อมจะซื้อบ้านทั่วไป แต่วัดกันที่ความจงรักภักดีระดับสูงสุด และความดีความชอบที่พิสูจน์ได้ด้วยการอุทิศตนเพื่อพรรคและผู้นำ
โดยเฉพาะโครงการล่าสุดบน "ถนนแซบยอล" ที่ดูจะมีความพิเศษและเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าครั้งไหน ๆ เพราะมันคือบ้านที่แลกมาด้วยพันธะสัญญาครั้งใหม่ระหว่างเกาหลีเหนือและรัสเซีย เป็นรางวัลที่ต้องจ่ายด้วยค่าตอบแทนที่สูงลิบลิ่ว นั่นคือชีวิตของทหารหนุ่มที่ไม่ได้กลับมาจากการสู้รบในสมรภูมิระหว่างรัสเซียและยูเครน
สถาปัตยกรรมของโครงการ 50,000 หลังนี้ไม่ใช่หมู่บ้านจัดสรรแนวราบอย่างที่คุ้นตา แต่คืออพาร์ตเมนต์ระฟ้าที่มีดีไซน์ล้ำสมัย บางตึกมีความสูงถึง 80 ชั้น พร้อมการออกแบบรูปทรงโค้งมนและตกแต่งด้วยแสงสีสไตล์โมเดิร์น ซึ่งจงใจสร้างขึ้นเพื่อลบภาพจำความล้าหลังของเมืองคอมมิวนิสต์แบบเดิม ๆ โดยรัฐบาลจัดสรรพื้นที่เหล่านี้ออกเป็นสัดส่วนเพื่อมอบให้แก่พลเมืองกลุ่มพิเศษในเปียงยาง
ในทางนิตินัย เกาหลีเหนือไม่มีระบบซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ประชาชนทุกคนไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของที่ดินหรือตัวบ้าน แต่จะได้สิทธิ์ "การอยู่อาศัย" ที่รัฐจัดสรรให้ฟรีตามระดับความดีความชอบ ดังนั้นราคาของบ้านเหล่านี้จึงไม่ได้วัดกันด้วยตัวเลขในบัญชีธนาคาร แต่วัดกันด้วยความจงรักภักดีต่อผู้นำ
กลุ่มนักวิทยาศาสตร์อาวุธนิวเคลียร์ ข้าราชการระดับสูง และล่าสุดคือครอบครัวทหารที่เสียชีวิตในต่างแดนจะได้รับสิทธิ์เข้าอยู่ในตึกหรูเหล่านี้เป็นลำดับแรก ขณะที่ประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกองทัพเลย น่าจะไม่ได้เข้าใกล้สิทธิ์ครอบครองอสังหาริมทรัพย์กลางกรุงเปียงยาง
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางระบบสวัสดิการรัฐที่ดูเหมือนจะทั่วถึง กลับมี "ตลาดมืด" ที่ซ่อนอยู่ กลุ่มผู้มีอิทธิพลทางการค้าหรือเศรษฐีใหม่ในเกาหลีเหนือมักลักลอบซื้อขายสิทธิ์การครอบครองบ้านหรูด้วยเงินตราต่างประเทศ ซึ่งราคาในตลาดใต้ดินของอพาร์ตเมนต์ใจกลางเปียงยางอาจพุ่งสูงถึงหลายล้านบาทต่อยูนิต สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างภาพฝันของรัฐสวัสดิการและความจริงของระบบทุนนิยมที่ซ่อนอยู่
สิ่งที่ดึงดูดสายตานักวิเคราะห์ทั่วโลกช คือการปรากฏตัวของ คิม จูแอ ลูกสาวผู้เป็นที่รักของผู้นำสูงสุดที่เดินเคียงข้างพ่อในทุกย่างก้าวของการเดินสายตรวจงานครั้งนี้ ภาพเด็กสาวในชุดภูมิฐานยืนชี้ชมตึกแถวใหม่ด้วยรอยยิ้มเคียงข้าง คิม จองอึน กลายเป็นภาพจำที่รัฐบาลเกาหลีเหนือจงใจนำเสนอผ่านสื่อ เพื่อส่งสัญญาณถึงความต่อเนื่องของสายเลือดผู้ปกครองที่พร้อมจะดูแลอนาคตของคนรุ่นต่อไป
การที่ คิม จูแอ ปรากฏตัวในพิธีมอบบ้านและเข้าไปเยี่ยมเยียนครอบครัวทหารที่ย้ายเข้าอยู่ใหม่บนถนนแซบยอล ไม่ใช่เรื่องบังเอิญทางการเมือง แต่เป็นการปรับภาพลักษณ์ของตระกูลคิมจาก "ผู้บัญชาการทหารที่แข็งกร้าว" มาสู่ "ครอบครัวที่ดูแลทุกข์สุขของราษฎร" โดยใช้ความอ่อนโยนของลูกสาวเป็นตัวเชื่อมประสานความรู้สึกของประชาชนที่กำลังโศกเศร้าจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักในสมรภูมิที่ห่างไกล
ในจังหวะที่ คิม จองอึน และลูกสาวก้าวเข้าไปสวมกอดสมาชิกในครอบครัวของทหารที่เสียชีวิต ภาพข่าวได้เน้นย้ำถึงการปลอบประโลมที่ดูเป็นกันเอง ราวกับจะบอกว่าความสูญเสียของพวกเขานั้นมีค่าพอที่จะได้รับการดูแลจากผู้นำระดับสูงด้วยตัวเอง การใช้บทบาทของเด็กสาวในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่มาเป็นผู้มอบรางวัลแห่งความภักดีนี้ เป็นการตอกย้ำว่า พันธสัญญาที่รัฐมีให้ต่อผู้พลีชีพจะถูกสานต่อและไม่ถูกลืมเลือนแม้ในวันที่อำนาจเปลี่ยนมือ
บทบาทของเธอบนถนนสายนี้จึงเป็นมากกว่าแค่การร่วมพิธีเปิด แต่มันคือการปูทางและสร้างฐานความนิยมในหมู่ประชาชนและกองทัพอย่างแยบยล การที่เธอได้เห็นพ่อของเธอ "เยียวยา" ครอบครัวทหารด้วยอสังหาริมทรัพย์สุดหรู คือบทเรียนการบริหารอำนาจที่ทำให้เห็นว่า ความจงรักภักดีต่อตระกูลคิมนั้นมีค่าตอบแทนที่คุ้มค่าเพียงใดในสายตาของรัฐบาลเปียงยาง
ความสำคัญของการปรากฏตัวครั้งนี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อหน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้เพิ่งเปิดเผยการวิเคราะห์ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมาว่า คิม จูแอ ได้ก้าวข้ามจากการเป็นเพียง "ผู้รับการฝึกฝน" ไปสู่สถานะ "ทายาทผู้ถูกเสนอชื่ออย่างเป็นทางการ" เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีการใช้คำเรียกขานในสื่อของรัฐที่ยกย่องเธอด้วยสรรพนามระดับสูงซึ่งสงวนไว้สำหรับผู้นำสูงสุดหรือผู้สืบทอดอำนาจโดยตรงเท่านั้น
เบื้องหลังความวิจิตรบรรจงของ "ถนนแซบยอล" ที่ตั้งอยู่ภายในพื้นที่ฮวาซอง คือความพยายามของรัฐบาลเปียงยางในการบริหารจัดการความไม่พอใจภายในประเทศ หลังมีรายงานการสูญเสียกำลังพลครั้งใหญ่ในสงครามรัสเซีย-ยูเครน ข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองสากลระบุว่า เกาหลีเหนือได้ส่งทหารกว่า 14,000 นายไปสนับสนุนกองทัพรัสเซียตั้งแต่ช่วงปี 2024 โดยมีตัวเลขทหารที่เสียชีวิตจากการสู้รบสูงกว่า 6,000 นาย ซึ่งถือเป็นสถิติการสูญเสียครั้งร้ายแรงที่สุดของกองทัพเกาหลีเหนือนอกคาบสมุทรตนเองในรอบหลายทศวรรษ
โครงการบ้านจัดสรรแห่งนี้จึงทำหน้าที่เป็น "ค่าตอบแทนที่เป็นรูปธรรม" เพื่อลดแรงเสียดทานจากกลุ่มครอบครัวทหารและกองทัพ โดย คิม จองอึน ได้มีคำสั่งเร่งรัดการก่อสร้างให้เสร็จสิ้นก่อนกำหนดเพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ในการปลอบขวัญครอบครัวของผู้พลีชีพที่เขาเรียกว่า "เหล่าวีรชนรุ่นเยาว์" การมอบอพาร์ตเมนต์หรูในใจกลางเมืองหลวงถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการแปรเปลี่ยนความโศกเศร้าจากการสูญเสีย ให้กลายเป็นความจงรักภักดีต่อผู้นำและการยอมรับในนโยบายส่งทหารออกนอกประเทศ
ในเชิงยุทธศาสตร์ การส่งกำลังพลและยุทโธปกรณ์สนับสนุนประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน อย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ได้แลกมาเพียงแค่ที่อยู่อาศัยของครอบครัวทหารเท่านั้น แต่เกาหลีเหนือยังได้รับประโยชน์มหาศาลจากการสนับสนุนทางเทคนิคและประสบการณ์การรบสมัยใหม่จากรัสเซีย ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีขีปนาวุธและระบบอาวุธระดับสูงที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถของกองทัพเกาหลีเหนือให้ทวีความรุนแรงขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดกับสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรที่ยังคงคุกรุ่น
ดังนั้น "ถนนแซบยอล" จึงไม่ใช่เพียงโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทั่วไป แต่คือภาพสะท้อนของการเดินเกมการเมืองโลกที่คำนวณมาอย่างดี เป็นการจัดสรรทรัพยากรที่แลกมาด้วยเลือดเพื่อค้ำจุนความมั่นคงของระบอบการปกครอง และเป็นอนุสรณ์สถานที่เตือนให้เห็นถึงราคาที่ประชาชนต้องจ่าย เพื่อรักษาพันธมิตรทางทหารและความยิ่งใหญ่ของรัฐบาลภายใต้ความกดดันจากประชาคมโลก