
นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งสหราชอาณาจักร เดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง ประเทศจีนในวันนี้ (29 มกราคม 2569) กล่าวกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ระบุว่า ต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่ลุ่มลึกและซับซ้อน เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคง ซึ่งถือเป็นสัญญาณของการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ก้าวหน้า หลังจากเผชิญกับความบาดหมางมานานหลายปี
สตาร์เมอร์กล่าวกับสี จิ้นผิง ในช่วงเริ่มต้นการประชุม ระบุว่า "จีนเป็นตัวแสดงที่สำคัญอย่างยิ่งบนเวทีโลก และเป็นเรื่องจำเป็นที่เราจะต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น เพื่อให้เราสามารถระบุโอกาสในการร่วมมือกันได้ แต่แน่นอนว่าต้องเปิดทางให้มีการหารือที่มีความหมายในประเด็นที่เรามีความเห็นต่างกันด้วย"
ด้าน สี จิ้นผิง กล่าวว่า ความสัมพันธ์กับสหราชอาณาจักรได้ผ่านช่วง "ลุ่มๆ ดอนๆ" ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศ และระบุว่า จีนพร้อมที่จะพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในระยะยาว
ทั้งนี้ ผู้นำสหราชอาณาจักรมีกำหนดการเดินทางเยือนจีนเป็นเวลา 4 วัน นับเป็นการเยือนจีนในรอบ 8 ปีของนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ทั้งนี้ สตาร์เมอร์ได้ร่วมหารือกับสี จิ้นผิง ณ มหาศาลาประชาชน ก่อนที่ทั้งคู่จะร่วมรับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน
การมีผู้นำทางธุรกิจมากกว่า 50 คนร่วมเดินทางไปกับสตาร์เมอร์ และแผนการเดินทางของเขา แสดงให้เห็นว่า ความสำคัญลำดับแรกของการเดินทางครั้งนี้คือสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรเดินทางไปจีนพร้อมกับผู้แทน 54 คนจากบุคคลสำคัญในวงการธุรกิจ กีฬา และวัฒนธรรมของอังกฤษ ในจำนวนนั้นมีผู้บริหารจากบริษัท AstraZeneca, HSBC, Standard Chartered และ Airbus UK รวมอยู่ด้วย
นายปาฐมาได บาลาจี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของจากัวร์ แลนด์ โรเวอร์ ก็อยู่ในกลุ่มผู้เดินทางด้วยเช่นกัน จีนเป็นหนึ่งในสามตลาดสำคัญที่สุดสำหรับ JLR ร่วมกับสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ผู้ผลิตรถยนต์รายนี้มีโรงงานร่วมกับ Chery Automobile ในเมืองฉางซู่
วิลเลียม บัตเลอร์-อดัมส์ ประธานบริษัทผลิตจักรยานพับได้ Brompton เป็นผู้นำทางธุรกิจอีกคนหนึ่งที่เดินทางมายังปักกิ่ง ประเทศจีนเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทในระดับโลก โดยเขากล่าวว่าประเทศจีนเป็นแหล่งรวมโอกาสทางธุรกิจที่น่าตื่นเต้น
สตาร์เมอร์เป็นผู้นำตะวันตกรายล่าสุดที่เข้าร่วมขบวนผู้นำตะวันตกเยือนจีน ซึ่งช่วงนี้ จีนรับแขกคึกคักเป็นพิเศษ หลายฝ่ายมองว่า การฟื้นสัมพันธ์ของชาติตะวันตกและมหาอำนาจฝั่งเอเชีย เป็นผลกระทบจากนโยบายด้านเศรษฐกิจอันแข็งกร้าวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ต่อนานาประเทศ ซึ่งทั่วโลกกำลังรับมือกับความไม่แน่นอนจากสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะนโยบายกำแพงภาษี
คำขู่เป็นระยะของทรัมป์เรื่องการขึ้นภาษีทางการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงคำมั่นสัญญาที่จะเข้าควบคุมกรีนแลนด์ ได้สร้างความขุ่นเคืองให้กับพันธมิตรอันเหนียวแน่นอย่างสหราชอาณาจักร การเยือนของสตาร์เมอร์เกิดขึ้นทันที หลังจากการเยือนของ มาร์ค คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ผู้ซึ่งได้ลงนามในข้อตกลงทางเศรษฐกิจกับปักกิ่งเพื่อทลายกำแพงทางการค้า ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับทรัมป์
ด้านเคอร์รี บราวน์ ศาสตราจารย์ด้านจีนศึกษาจากคิงส์คอลเลจ ลอนดอน กล่าวว่า เขาคาดว่า จะมีการประกาศข้อตกลงหลายฉบับระหว่างสหราชอาณาจักรและจีน เพื่อแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ได้พัฒนาขึ้น "สิ่งนี้ต้องทำให้ดูเหมือนเป็นความสำเร็จ" เขากล่าว "ทั้งสองฝ่ายไม่ต้องการให้การพบกันครั้งนี้กลายเป็นการโต้เถียงกันในประเด็นที่พวกเขาเห็นต่าง"
สตาร์เมอร์ได้ดำเนินนโยบายใหม่ในการปฏิสัมพันธ์กับจีน หลังจากที่ความสัมพันธ์เสื่อมถอยมานานหลายปีภายใต้อดีตรัฐบาลพรรคอนุรักษนิยม เมื่อรัฐบาลลอนดอนสั่งจำกัดการลงทุนบางส่วนของจีนเนื่องจากความกังวลด้านความมั่นคงแห่งชาติ และแสดงความกังวลต่อการปราบปรามเสรีภาพทางการเมืองในฮ่องกง
สตาร์เมอร์บอกกับสี จิ้นผิงว่า "ผมได้ให้คำมั่นสัญญาไว้เมื่อ 18 เดือนก่อน เมื่อตอนที่เราได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นรัฐบาลว่า ผมจะทำให้สหราชอาณาจักรกลับมาเปิดกว้างสู่ภายนอกอีกครั้ง เพราะอย่างที่เราทราบกันดี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศส่งผลกระทบต่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเรา ตั้งแต่ราคาสินค้าบนชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ตไปจนถึงความรู้สึกปลอดภัยของพวกเรา"
หน่วยงานความมั่นคงของอังกฤษระบุว่า จีนดำเนินการจารกรรมรัฐบาลอยู่เป็นประจำ ในขณะที่จีนปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และเพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าทั้งสองประเทศสามารถทำงานร่วมกันได้
ทำเนียบรัฐบาลอังกฤษ ระบุว่า สตาร์เมอร์และสี จิ้นผิง จะประกาศว่าสหราชอาณาจักรและจีนจะร่วมกันปราบปรามแก๊งค้ามนุษย์ที่ลักลอบขนย้ายผู้อพยพผิดกฎหมาย ข้อตกลงดังกล่าวจะมุ่งเน้นไปที่การลดการใช้เครื่องยนต์ที่ผลิตในจีนสำหรับเรือเล็กที่ใช้ขนย้ายผู้คนข้ามยุโรปเพื่อไปขอลี้ภัย
เจ้าหน้าที่ของอังกฤษและจีนจะแบ่งปันข้อมูลกรองเพื่อระบุเส้นทางเสบียงของนักลักลอบขนคน และทำงานร่วมกับผู้ผลิตในจีนเพื่อป้องกันไม่ให้ธุรกิจที่ถูกกฎหมายถูกแสวงหาประโยชน์โดยองค์กรอาชญากรรม