
Article Stories by SET Zooom in ชวนมาติดตามกับภาวะอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ระดับสูง ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นอย่างไร และถ้าสนใจลงทุนจะวางแผนลงทุนอย่างไร
หนึ่งในประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดในขณะนี้ คือคำถามที่ว่าอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลกอย่างไร บทวิเคราะห์จาก Charles Schwab Asset Management ได้ฉายภาพประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งเป็นกรอบความคิดที่นักลงทุนไทยสามารถนำมาปรับใช้ได้เช่นกัน
ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยกำลังปรับตัวสูงขึ้นในหลายภาคส่วนพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชน สินเชื่อบ้าน รถยนต์ ไปจนถึงบัตรเครดิต ปัจจัยหลักมาจากหลายแรงขับเคลื่อน ทั้งวิกฤตพลังงานและปัญหาห่วงโซ่อุปทาน นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ความต้องการกู้ยืมของภาครัฐที่พุ่งสูง ตลอดจนความต้องการเงินทุนมหาศาลเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI หากดูจากกราฟอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี จะเห็นภาพชัดเจนว่าตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2019 ลากยาวมาจนถึงเดือนตุลาคมปีนี้ ผลตอบแทนของประเทศเศรษฐกิจหลัก ทั้งสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย สหรัฐฯ ฝรั่งเศส แคนาดา เยอรมนี และญี่ปุ่น ล้วนมีทิศทางไต่ระดับสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
คำตอบคือ “ไม่จำเป็นเสมอไป” สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าดอกเบี้ยขึ้นเพราะเหตุผลใด จากการศึกษาความสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างผลตอบแทนของหุ้นและพันธบัตร พบว่าในช่วงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐฯ อยู่ในระดับต่ำ หุ้นและพันธบัตรมักเคลื่อนไหวสวนทางกัน (Negative Correlation) ซึ่งช่วยกระจายความเสี่ยงในพอร์ตได้ดี แต่เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรขยับสูงขึ้นทะลุระดับ 5% ความสัมพันธ์นี้จะเริ่มกลายเป็นบวก (Positive Correlation) หมายความว่าทั้งหุ้นและพันธบัตรมีโอกาสร่วงลงพร้อมกัน ซึ่งลดประสิทธิภาพในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตแบบดั้งเดิมลงไปมาก
บทวิเคราะห์ Charles Schwab อธิบายเพิ่มเติมว่า ต้องพิจารณาทั้ง “เหตุผล” และ “ความเร็ว” ของการขึ้นดอกเบี้ยประกอบกัน หากดอกเบี้ยขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปเพราะเศรษฐกิจแข็งแกร่ง หุ้นกับดอกเบี้ยสามารถเติบโตไปด้วยกันได้ แต่หากดอกเบี้ยพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะปัญหาเงินเฟ้อเร่งตัวหรือเกิดวิกฤตพลังงาน จะกดดันทั้งราคาหุ้นและพันธบัตรไปพร้อมกัน
Charles Schwab สรุป 6 สัญญาณชี้วัดหลักที่ช่วยประเมินว่าดอกเบี้ยขาขึ้นรอบนี้จะเป็นผลดีหรือผลร้ายต่อตลาดหุ้น ดังนี้
อีกมิติสำคัญคือ ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเปรียบเสมือนต้นทุนทางการเงินที่แพงขึ้น ซึ่งกดดันมูลค่าของบริษัทโดยตรงผ่านแบบจำลองการคิดลดกระแสเงินสด (Discounted Cash Flow) เช่น หากประเมินกระแสเงินสดในอนาคตไว้ที่ 100 ดอลลาร์ และใช้อัตราคิดลด (Discount Rate) ที่ 4% มูลค่าปัจจุบันจะยังคงสูงอยู่ แต่หากดอกเบี้ยขยับขึ้นไปที่ 6% มูลค่าปัจจุบันของเงินก้อนนั้นจะหดหายไปถึง 17% และหากดอกเบี้ยพุ่งไปถึง 8% มูลค่าจะหายไปมากถึง 32%
นี่คือเหตุผลว่าทำไมหุ้นกลุ่มเติบโตสูง (High-growth) ซึ่งมูลค่าส่วนใหญ่มาจากกำไรในอนาคตที่ยังอยู่ไกล จึงมักถูกเทขายเมื่อดอกเบี้ยขึ้นแรง อย่างไรก็ตาม หากบริษัทนั้นมีผลกำไรที่เติบโตแข็งแกร่งมากพอ ก็สามารถชดเชยแรงกดดันจากการหดตัวของมูลค่าในส่วนนี้ได้เช่นกัน
สรุป
บทวิเคราะห์จาก Charles Schwab ชี้ให้เห็นว่า แม้อัตราดอกเบี้ยจะปรับตัวสูงขึ้น แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่นักลงทุนจะต้องตื่นตระหนกและเทขายหุ้นทิ้งทั้งหมด ตลาดหุ้นยังสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีได้ หากการขึ้นดอกเบี้ยนั้นมีเหตุผลมาจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวและผลประกอบการที่แข็งแกร่งรองรับ
สิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนในเวลานี้คือ การจัดพอร์ตลงทุนให้สมดุล มองหาบริษัทที่มีงบดุลแข็งแกร่ง มีกระแสเงินสดที่ดี และกระจายการลงทุนให้ครอบคลุมในหลากหลายภูมิภาคและอุตสาหกรรม แทนที่จะพึ่งพาเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพื่อให้พอร์ตสามารถรับมือได้กับหลายสถานการณ์ ไม่ว่าทิศทางดอกเบี้ยในระยะข้างหน้าจะเป็นเช่นไร
ติดตามบทความนี้ในรูปแบบคลิป VDO ได้ใน YouTube SET Zooom in
กด Subscribe กด กระดิ่งแจ้งเตือน www.youtube.com/@SETZooomin ซูมชัด ๆ มีโอสามตัว