Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น กระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลกอย่างไร?
โดย : SET Zooom in

อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น กระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลกอย่างไร?

21 ต.ค. 69
12:56 น.
แชร์

Article Stories by SET Zooom in ชวนมาติดตามกับภาวะอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ระดับสูง ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นอย่างไร และถ้าสนใจลงทุนจะวางแผนลงทุนอย่างไร

หนึ่งในประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดในขณะนี้ คือคำถามที่ว่าอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลกอย่างไร บทวิเคราะห์จาก Charles Schwab Asset Management ได้ฉายภาพประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งเป็นกรอบความคิดที่นักลงทุนไทยสามารถนำมาปรับใช้ได้เช่นกัน

ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยกำลังปรับตัวสูงขึ้นในหลายภาคส่วนพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชน สินเชื่อบ้าน รถยนต์ ไปจนถึงบัตรเครดิต ปัจจัยหลักมาจากหลายแรงขับเคลื่อน ทั้งวิกฤตพลังงานและปัญหาห่วงโซ่อุปทาน นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ความต้องการกู้ยืมของภาครัฐที่พุ่งสูง ตลอดจนความต้องการเงินทุนมหาศาลเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI หากดูจากกราฟอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี จะเห็นภาพชัดเจนว่าตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2019 ลากยาวมาจนถึงเดือนตุลาคมปีนี้ ผลตอบแทนของประเทศเศรษฐกิจหลัก ทั้งสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย สหรัฐฯ ฝรั่งเศส แคนาดา เยอรมนี และญี่ปุ่น ล้วนมีทิศทางไต่ระดับสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ดอกเบี้ยขึ้น แปลว่าหุ้นต้องตกเสมอไปหรือไม่?

คำตอบคือ “ไม่จำเป็นเสมอไป” สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าดอกเบี้ยขึ้นเพราะเหตุผลใด จากการศึกษาความสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างผลตอบแทนของหุ้นและพันธบัตร พบว่าในช่วงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐฯ อยู่ในระดับต่ำ หุ้นและพันธบัตรมักเคลื่อนไหวสวนทางกัน (Negative Correlation) ซึ่งช่วยกระจายความเสี่ยงในพอร์ตได้ดี แต่เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรขยับสูงขึ้นทะลุระดับ 5% ความสัมพันธ์นี้จะเริ่มกลายเป็นบวก (Positive Correlation) หมายความว่าทั้งหุ้นและพันธบัตรมีโอกาสร่วงลงพร้อมกัน ซึ่งลดประสิทธิภาพในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตแบบดั้งเดิมลงไปมาก

บทวิเคราะห์ Charles Schwab อธิบายเพิ่มเติมว่า ต้องพิจารณาทั้ง “เหตุผล” และ “ความเร็ว” ของการขึ้นดอกเบี้ยประกอบกัน หากดอกเบี้ยขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปเพราะเศรษฐกิจแข็งแกร่ง หุ้นกับดอกเบี้ยสามารถเติบโตไปด้วยกันได้ แต่หากดอกเบี้ยพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะปัญหาเงินเฟ้อเร่งตัวหรือเกิดวิกฤตพลังงาน จะกดดันทั้งราคาหุ้นและพันธบัตรไปพร้อมกัน

6 สัญญาณชี้วัดที่ต้องจับตา

Charles Schwab สรุป 6 สัญญาณชี้วัดหลักที่ช่วยประเมินว่าดอกเบี้ยขาขึ้นรอบนี้จะเป็นผลดีหรือผลร้ายต่อตลาดหุ้น ดังนี้

  • การเติบโตทางเศรษฐกิจ สัญญาณบวกคือ ความต้องการซื้อยังแข็งแกร่งและมีการลงทุนเพิ่ม ส่วนสัญญาณอันตรายคือ ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยหรือภาวะของแพงแต่เศรษฐกิจซบเซา (Stagflation)
  • เงินเฟ้อ สัญญาณบวกคือ เงินเฟ้อค่อย ๆ ชะลอตัวสู่เป้าหมาย 2% ของธนาคารกลาง ส่วนสัญญาณอันตรายคือ ค่าแรง ราคาพลังงาน และกำแพงภาษีที่พุ่งไม่หยุด
  • ทิศทางดอกเบี้ย สัญญาณบวกคือ การค่อย ๆ ปรับขึ้นตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่วนสัญญาณอันตรายคือ ดอกเบี้ยพุ่งขึ้นกะทันหันจากความกังวลเรื่องหนี้
  • ผลประกอบการ สัญญาณบวกคือ มีการปรับเป้ากำไรขึ้นและขยายตัวในวงกว้าง ส่วนสัญญาณอันตรายคือต้นทุนพุ่งจนกดดันอัตรากำไร
  • โครงสร้างตลาด สัญญาณบวกคือ ดัชนีปรับตัวขึ้นในวงกว้างครอบคลุมหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ส่วนสัญญาณอันตรายคือ ตลาดขึ้นเพราะหุ้นใหญ่เพียงไม่กี่ตัวลากไป
  • ความสัมพันธ์ของหุ้นและพันธบัตร สัญญาณบวกคือ พันธบัตรยังทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับยามหุ้นตกได้ดี ส่วนสัญญาณอันตรายคือ ราคาหุ้นและพันธบัตรดิ่งลงพร้อมกัน

ทำไมดอกเบี้ยสูงถึงกดดันมูลค่าหุ้น

อีกมิติสำคัญคือ ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเปรียบเสมือนต้นทุนทางการเงินที่แพงขึ้น ซึ่งกดดันมูลค่าของบริษัทโดยตรงผ่านแบบจำลองการคิดลดกระแสเงินสด (Discounted Cash Flow) เช่น หากประเมินกระแสเงินสดในอนาคตไว้ที่ 100 ดอลลาร์ และใช้อัตราคิดลด (Discount Rate) ที่ 4% มูลค่าปัจจุบันจะยังคงสูงอยู่ แต่หากดอกเบี้ยขยับขึ้นไปที่ 6% มูลค่าปัจจุบันของเงินก้อนนั้นจะหดหายไปถึง 17% และหากดอกเบี้ยพุ่งไปถึง 8% มูลค่าจะหายไปมากถึง 32%

นี่คือเหตุผลว่าทำไมหุ้นกลุ่มเติบโตสูง (High-growth) ซึ่งมูลค่าส่วนใหญ่มาจากกำไรในอนาคตที่ยังอยู่ไกล จึงมักถูกเทขายเมื่อดอกเบี้ยขึ้นแรง อย่างไรก็ตาม หากบริษัทนั้นมีผลกำไรที่เติบโตแข็งแกร่งมากพอ ก็สามารถชดเชยแรงกดดันจากการหดตัวของมูลค่าในส่วนนี้ได้เช่นกัน

คำถามต่อมาคือ ภูมิภาคใดน่าจะทำผลงานได้ดีในยุคดอกเบี้ยขาขึ้น Charles Schwab ให้มุมมองไว้ดังนี้

  • สหรัฐฯ (เชิงบวก / ชื่นชอบเป็นพิเศษ) ผลประกอบการแข็งแกร่ง ได้แรงหนุนจาก AI และการลงทุน (Capex) เติบโตกว่าภูมิภาคอื่น แต่ต้องระวังมูลค่าหุ้นที่ค่อนข้างแพงและความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในกลุ่ม AI
  • ยุโรป (เลือกลงทุนเฉพาะตัว) มีโอกาสในกลุ่มอุตสาหกรรม ธนาคาร และความมั่นคงทางพลังงาน แต่การเติบโตในภาพรวมยังช้าและอ่อนไหวต่อพลังงานและความกังวลด้านการคลัง
  • ญี่ปุ่น (เชิงบวก) มีการปฏิรูปบรรษัทภิบาลเพื่อผู้ถือหุ้น และเศรษฐกิจพ้นจากภาวะเงินฝืดสู่เงินเฟ้ออ่อน ๆ แต่ดอกเบี้ยที่พุ่งเร็วเกินไปและการกระจุกตัวในเทคโนโลยี AI ยังเป็นความเสี่ยง
  • ตลาดเกิดใหม่ (เลือกลงทุนเฉพาะตัว) ตลาดที่เชื่อมโยงกับ AI เช่น ไต้หวันและเกาหลีใต้ได้รับประโยชน์ แต่ดัชนี MSCI EM กระจุกตัวสูงในกำไรที่เกี่ยวกับ Capex ของ AI ซึ่งเสี่ยงหากการลงทุนชะลอตัว

สรุป

บทวิเคราะห์จาก Charles Schwab ชี้ให้เห็นว่า แม้อัตราดอกเบี้ยจะปรับตัวสูงขึ้น แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่นักลงทุนจะต้องตื่นตระหนกและเทขายหุ้นทิ้งทั้งหมด ตลาดหุ้นยังสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีได้ หากการขึ้นดอกเบี้ยนั้นมีเหตุผลมาจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวและผลประกอบการที่แข็งแกร่งรองรับ

สิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนในเวลานี้คือ การจัดพอร์ตลงทุนให้สมดุล มองหาบริษัทที่มีงบดุลแข็งแกร่ง มีกระแสเงินสดที่ดี และกระจายการลงทุนให้ครอบคลุมในหลากหลายภูมิภาคและอุตสาหกรรม แทนที่จะพึ่งพาเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพื่อให้พอร์ตสามารถรับมือได้กับหลายสถานการณ์ ไม่ว่าทิศทางดอกเบี้ยในระยะข้างหน้าจะเป็นเช่นไร

ติดตามบทความนี้ในรูปแบบคลิป VDO ได้ใน YouTube SET Zooom in

กด Subscribe กด กระดิ่งแจ้งเตือน www.youtube.com/@SETZooomin ซูมชัด ๆ มีโอสามตัว

แชร์
อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น กระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลกอย่างไร?