
เด็กทุกคนในสหรัฐฯ อาจได้เป็นผู้ถือหุ้น SpaceX ตั้งแต่ปีหน้า หลังอีลอน มัสก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ประกาศเมื่อวันที่ 19 ต.ค. ว่า เขาจะแบ่งหุ้นที่ตัวเองถืออยู่ให้เด็กทั่วประเทศคนละ 1 หุ้น
หากมัสก์ทำตามคำประกาศ เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีราว 72 ล้านคนจะได้รับหุ้น SpaceX รวมกันประมาณ 72 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าราว 10,500 ล้านดอลลาร์ เมื่ออิงจากราคาปิดเมื่อวันศุกร์ที่ 146.03 ดอลลาร์ต่อหุ้น
แต่จังหวะเวลาของคำประกาศก็น่าสนใจไม่แพ้ขนาดของการแจกหุ้น เพราะในอีกด้านหนึ่ง หุ้นที่พนักงานและนักลงทุนระยะแรกถือครองกำลังทยอยพ้นระยะห้ามขาย ทำให้มีหุ้นพร้อมเข้าสู่ตลาดมากขึ้น
เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงคำมั่นด้านการกุศล แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับโครงสร้างผู้ถือหุ้น ปริมาณหุ้นในตลาด และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อ SpaceX ในระยะต่อไป
เอกสารที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ เมื่อเดือนสิงหาคมระบุว่า มัสก์ถือหุ้น SpaceX อยู่ประมาณ 4,800 ล้านหุ้น และหากรวมรางวัลหุ้นที่ยังไม่ครบเงื่อนไขกับสิทธิซื้อหุ้น เขาจะมีสิทธิในหุ้นรวม 6,400 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 48.4% ของบริษัท
ข้อมูลสำมะโนประชากรระบุว่า ณ วันที่ 1 ก.ค. 2568 สหรัฐฯ มีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีอยู่ 72 ล้านคน ดังนั้น หากแจกครบทุกคน มัสก์จะต้องนำหุ้นออกมาประมาณ 72 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าราว 10,500 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม มัสก์ยังให้รายละเอียดไว้เพียงสั้นๆ ผ่านโพสต์บน X ว่า “นี่จะเป็นครั้งแรกจากอีกหลายครั้ง” โดยไม่ได้อธิบายว่า ใครจะมีสิทธิได้รับหุ้น จะโอนหุ้นผ่านช่องทางใด หรือผู้รับจะสามารถขายหุ้นได้เมื่อใด ขณะที่ CNBC ติดต่อไปยัง SpaceX และสำนักงานบริหารทรัพย์สินของครอบครัวมัสก์เพื่อสอบถามเพิ่มเติม แต่ยังไม่ได้รับรายละเอียดเกี่ยวกับแผนดังกล่าว
แบรด เกอร์สต์เนอร์ ผู้ก่อตั้ง Altimeter Capital รวมถึงโครงการ Invest America และ Trump Accounts เสนอว่า มัสก์อาจแจกหุ้นผ่านบัญชี Trump Accounts พร้อมประเมินว่า หากดำเนินการได้จริง นี่อาจเป็นการบริจาคครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะจะทำให้เด็กและเยาวชนราว 70 ล้านคนมีบัญชีลงทุนระยะยาวและมีส่วนเป็นเจ้าของบริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม นี่ยังเป็นเพียงข้อเสนอของเกอร์สต์เนอร์ และมัสก์ยังไม่ได้ยืนยันว่าจะเลือกใช้วิธีดังกล่าว
ก่อนประกาศแผนแจกหุ้น SpaceX มัสก์เพิ่งแสดงความเห็นต่อแผนกองทุนเพื่อประโยชน์สาธารณะของ Anthropic บริษัทปัญญาประดิษฐ์ซึ่งประกาศว่าจะจัดสรรหุ้น 5% ของบริษัทเข้ากองทุนทันที หากได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้น
คณะกรรมการของ Anthropic ยังมีสิทธิจัดสรรหุ้นเพิ่มอีก 2% ทุกครั้งที่มูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้น 50% จากระดับฐานที่กำหนดไว้ แต่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ หุ้นในกองทุนอาจนำไปใช้สนับสนุนองค์กรไม่แสวงหากำไร แจกจ่ายให้ประชากรบางกลุ่มโดยตรง หรือทดลองแนวทางใหม่ๆ เพื่อศึกษาและรับมือผลกระทบของ AI ที่อาจเข้ามาเปลี่ยนแปลงหรือทดแทนตำแหน่งงาน
มัสก์ตอบโพสต์ของ Anthropic บน X เมื่อวันอาทิตย์ว่า บริษัทควรมอบหุ้นให้ประชาชนโดยตรง และระบุว่านั่นคือสิ่งที่เขากำลังจะทำ ก่อนประกาศแผนมอบหุ้น SpaceX ให้เด็กทุกคนในสหรัฐฯ ในวันถัดมา
ขณะที่แผนแจกหุ้นยังไม่มีรายละเอียดชัดเจน หุ้นอีกส่วนหนึ่งของ SpaceX กำลังทยอยเข้าสู่ช่วงที่สามารถซื้อขายได้ หลังข้อจำกัดการขายหุ้นของพนักงานและนักลงทุนระยะแรกทยอยครบกำหนดเป็นรอบๆ
นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม มีหุ้นเกือบ 2,300 ล้านหุ้นพ้นระยะห้ามขายแล้วรวม 6 รอบ มากกว่าจำนวน 639 ล้านหุ้นที่บริษัทนำออกขายในการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายนหลายเท่า
ความเคลื่อนไหวของผู้บริหารบางรายเริ่มปรากฏผ่านเอกสารซื้อขายหุ้น โดยกวินน์ ช็อตเวลล์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ SpaceX ขายหุ้น 342,170 หุ้นเมื่อวันที่ 22 ก.ย. ที่ราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักประมาณ 151.15 ดอลลาร์ต่อหุ้น
การขายครั้งนี้เป็นไปตามแผนซื้อขายหุ้นที่กำหนดไว้ล่วงหน้า หรือ Rule 10b5-1 ซึ่งจัดทำตั้งแต่เดือนมิถุนายน หลังทำรายการ ช็อตเวลล์ยังถือหุ้นอยู่ 2,472,035 หุ้น
ส่วนอันโตนิโอ เจ. กราเซียส กรรมการของ SpaceX รายงานการโอนหุ้นทางอ้อม 42.79 ล้านหุ้นเมื่อวันที่ 11 ก.ย. ผ่านนิติบุคคลที่บริหารโดย Valor แต่รายการนี้เป็นการโอนหุ้นตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่การนำหุ้นออกขายในตลาด หลังทำรายการ นิติบุคคลของ Valor ยังถือหุ้นรวมกัน 460.62 ล้านหุ้น
อย่างไรก็ดี การที่หุ้นพ้นระยะห้ามขายไม่ได้หมายความว่าเจ้าของหุ้นนำออกขายทั้งหมด นักลงทุนจึงต้องแยกให้ออกระหว่าง “หุ้นที่ขายได้แล้ว” กับ “หุ้นที่ถูกขายจริง”
แม้หุ้นเกือบ 2,300 ล้านหุ้นจะสามารถนำออกขายได้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม แต่เมื่อนับจากราคาปิดวันที่ 5 ส.ค. จนถึงช่วงที่มีการรวบรวมข้อมูล ราคาหุ้น SpaceX ยังเพิ่มขึ้นราว 50% สะท้อนว่า การมีหุ้นพร้อมขายมากขึ้นไม่ได้ทำให้เกิดแรงขายต่อเนื่องเสมอไป
อย่างไรก็ตาม ยังมีหุ้นอีกหลายชุดรอพ้นระยะห้ามขาย รอบถัดไปในวันที่ 24 ต.ค. อาจมีหุ้นเข้าสู่สถานะซื้อขายได้สูงสุด 328.4 ล้านหุ้น ตามด้วยหุ้นอีกชุดหลังการประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 และอีกหนึ่งรอบในเดือนธันวาคม ส่วนมัสก์ยังไม่สามารถขายหุ้นของตัวเองได้จนถึงเดือนมิถุนายน 2570 ตามข้อตกลงห้ามขายหุ้นที่แยกออกมาต่างหาก
คำถามสำคัญอีกข้อคือ มัสก์จะทำตามคำประกาศครั้งนี้ได้มากน้อยเพียงใด เพราะที่ผ่านมาเขาเคยให้คำมั่นด้านการกุศลหลายครั้ง แต่ไม่ได้ดำเนินการจนถึงระดับที่ประกาศไว้เสมอไป
ระหว่างปี 2559-2563 มัสก์บริจาคเงินให้ OpenAI ซึ่งเขาร่วมก่อตั้งขึ้นในฐานะห้องปฏิบัติการวิจัยไม่แสวงหากำไร รวมประมาณ 38 ล้านดอลลาร์ แม้เคยรับปากว่าจะสนับสนุนสูงสุด 1,000 ล้านดอลลาร์ ก่อนยุติการบริจาคท่ามกลางความขัดแย้งกับผู้ร่วมก่อตั้งเรื่องอำนาจควบคุมองค์กร
ในปี 2564 เขายังเคยเสนอว่าจะบริจาคเงิน 6,000 ล้านดอลลาร์ให้โครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ หากองค์กรเสนอแผนที่อธิบายได้ว่าจะใช้เงินจำนวนดังกล่าว “แก้ปัญหาความหิวโหยของโลก” อย่างไร แม้โครงการอาหารโลกจะเผยแพร่แผนตามมา แต่มัสก์ไม่ได้บริจาคเงินตามที่เสนอไว้
มูลนิธิของมัสก์ยังเคยบริจาคเงินไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำตามกฎหมายหลายครั้ง ขณะที่ The New York Times เคยรายงานว่า องค์กรการกุศลหลายแห่งที่ได้รับเงินจากมูลนิธิมีความเชื่อมโยงและเอื้อประโยชน์โดยตรงต่อมัสก์หรือบริษัทของเขา
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ชื่อของมัสก์ปรากฏในข่าวเรื่องเงินสนับสนุนทางการเมืองมากกว่างานการกุศล นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม เขาบริจาคเงินให้กลุ่มที่สนับสนุนพรรครีพับลิกันแล้วมากกว่า 276 ล้านดอลลาร์ จนกลายเป็นผู้บริจาคที่ทราบชื่อรายใหญ่ที่สุดในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2569
เฉพาะเดือนกันยายน มัสก์บริจาคเงิน 158 ล้านดอลลาร์ให้ Senate Leadership Fund ซึ่งเป็นซูเปอร์แพ็กหลักของพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งวุฒิสภา โดยส่งเงินผ่านคณะกรรมการดำเนินงานทางการเมืองในรัฐเท็กซัสที่ตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนเคน แพกซ์ตัน เงินสองก้อนมูลค่า 75 ล้านดอลลาร์และ 83 ล้านดอลลาร์ของเขานับเป็นหนึ่งในการบริจาคทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ผลกระทบของแผนแจกหุ้นต่อราคาหุ้นยังไม่อาจสรุปได้ในเวลานี้ หากเด็กที่ได้รับหุ้นต้องถือไว้ในบัญชีระยะยาว หรือเลือกไม่ขาย แรงกดดันต่อตลาดอาจมีจำกัด
แต่หากหุ้นสามารถซื้อขายได้ทันทีและผู้รับจำนวนมากต้องการเปลี่ยนเป็นเงินสด ก็อาจเพิ่มแรงขายในช่วงเดียวกับที่พนักงานและนักลงทุนระยะแรกมีอิสระขายหุ้นมากขึ้น
นักลงทุนจึงต้องติดตามทั้งเงื่อนไขของโครงการแจกหุ้น การปลดล็อกหุ้นรอบถัดไป และผลประกอบการไตรมาส 3 หากธุรกิจยังทำผลงานได้แข็งแกร่ง แรงซื้ออาจรองรับหุ้นที่หมุนเวียนในตลาดเพิ่มขึ้นได้ แต่หากผลประกอบการออกมาต่ำกว่าคาดและผู้ถือหุ้นเดิมเร่งขายพร้อมกัน ราคาหุ้นก็อาจถูกกดดัน
ท้ายที่สุด คำประกาศแจกหุ้นครั้งนี้มีบททดสอบสองชั้น ชั้นแรกคือมัสก์จะเปลี่ยนคำพูดให้กลายเป็นโครงการที่เกิดขึ้นจริงได้หรือไม่ และชั้นที่สองคือตลาดจะมีแรงซื้อมากพอรองรับหุ้นที่อาจเข้าสู่การซื้อขายเพิ่มขึ้นเพียงใด
อ้างอิง: CNBC, TradingView