
การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 เป็นสนามที่มหาเศรษฐีหลายคนทุ่มเงินก้อนโตหนุนพรรคและผู้สมัครที่ตนอยากให้ชนะ จนได้ชื่อว่าเป็นการเลือกตั้งที่ใช้เงินมากเป็นประวัติการณ์ของสหรัฐฯ
ในศึกชิงเก้าอี้วุฒิสมาชิกรัฐเทกซัส อีลอน มัสก์ ใช้เงินกว่า 200 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 6.7 พันล้านบาทหนุนเคน แพ็กซ์ตัน ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน แต่ผู้ชนะกลับเป็นเจมส์ ทาลาริโก จากพรรคเดโมแครต ซึ่งระดมทุนจากเครือข่ายผู้บริจาครายย่อยทั่วประเทศ
เทกซัสเป็นเพียงหนึ่งในหลายรัฐที่เดโมแครตพลิกชนะ เมื่อรวมผลทั่วประเทศ เดโมแครตได้เสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา แทนที่พรรครีพับลิกันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเคยคุมทั้งสองสภา
การเลือกตั้งกลางเทอมนี้จัดขึ้นราวกึ่งกลางวาระสี่ปีของประธานาธิบดี รอบนี้ชาวอเมริกันได้เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครบทั้ง 435 ที่นั่ง วุฒิสมาชิก 35 จาก 100 ที่นั่ง และผู้ว่าการรัฐอีก 36 รัฐ
OpenSecrets คาดว่าค่าใช้จ่ายรวมของการเลือกตั้งรอบนี้จะแตะเกือบ 12,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 4 แสนล้านบาท ส่วน The New York Times วิเคราะห์รายงานการเงินเลือกตั้งที่ยื่นถึงกลางเดือนตุลาคม พบว่าผู้บริจาค 20 อันดับแรก ทั้งบุคคลและองค์กร ให้เงินสนับสนุนการเลือกตั้งระดับรัฐบาลกลางรวมกันราว 2,000 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 6.7 หมื่นล้านบาท
เงินบริจาคจำนวนมากไหลผ่านคณะกรรมการทางการเมืองที่เรียกว่า "ซูเปอร์แพ็ก" (Super PAC) โดยนักธุรกิจสายเทคโนโลยี การเงิน และคริปโทเคอร์เรนซีอยู่ในกลุ่มที่ลงเงินมากที่สุด และเงินจากผู้บริจาครายใหญ่ส่วนใหญ่ไปอยู่กับกลุ่มที่หนุนพรรครีพับลิกัน
ในการเลือกตั้งระดับรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ผู้บริจาคหนึ่งคนให้เงินผู้สมัครแต่ละรายโดยตรงได้ไม่เกิน 3,500 ดอลลาร์ต่อการเลือกตั้งหนึ่งครั้ง ซึ่งเป็นเพดานสำหรับรอบปี 2025-2026 ตามข้อมูลของคณะกรรมการการเลือกตั้งกลางสหรัฐฯ (FEC)
แต่ซูเปอร์แพ็ก (Super PAC) รับเงินจากบุคคลและองค์กรที่มีสิทธิบริจาคได้ไม่จำกัด และนำไปซื้อโฆษณาหรือจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อสนับสนุนหรือคัดค้านผู้สมัครได้ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องใช้จ่ายอย่างเป็นอิสระจากผู้สมัคร ทีมหาเสียง และพรรคการเมือง
กติกานี้มีที่มาจากคำตัดสินสองคดีในปี 2010 คดีแรกคือ Citizens United ซึ่งศาลสูงสุดสหรัฐฯ รับรองสิทธิของบริษัทและสหภาพแรงงานในการใช้จ่ายทางการเมืองอย่างเป็นอิสระ จากนั้นในปีเดียวกัน ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในคดี SpeechNow.org v. FEC ว่าบุคคลบริจาคเงินให้กลุ่มที่ใช้จ่ายเพื่อการเลือกตั้งโดยอิสระได้โดยไม่มีเพดาน
ผู้บริจาคที่หนุนรีพับลิกันเป็นหลัก
ผู้บริจาคฝั่งเดโมแครต
หากนับเฉพาะพรรคกับซูเปอร์แพ็กหลักฝั่งละสามกลุ่ม Bloomberg News คำนวณว่าก่อนวันเลือกตั้ง รีพับลิกันระดมทุนได้ราว 2,100 ล้านดอลลาร์ เทียบกับ 1,400 ล้านดอลลาร์ของเดโมแครต แต่เมื่อนับรวมทุกช่องทาง การวิเคราะห์ของ The Globe and Mail พบว่าแต่ละฝั่งระดมทุนได้ราว 5,000 ล้านดอลลาร์ โดยเดโมแครตพึ่งเงินบริจาคเข้าทีมหาเสียงโดยตรง ส่วนรีพับลิกันพึ่งซูเปอร์แพ็กมากกว่า
Senate Leadership Fund ซูเปอร์แพ็กฝั่งรีพับลิกัน ใช้เงินกว่า 558 ล้านดอลลาร์ แต่ผู้สมัครที่กลุ่มนี้หนุนแพ้ทั้งห้าสนามหลัก ขณะที่ Senate Majority PAC ฝั่งเดโมแครตใช้ไปเพียงราว 333 ล้านดอลลาร์
ส่วนในบัญชีทีมหาเสียง ผู้สมัครวุฒิสมาชิกเดโมแครตในรัฐที่แข่งกันสูสีอย่างเทกซัส จอร์เจีย และมิชิแกน ทั้งระดมทุนและใช้จ่ายมากกว่าคู่แข่งจากรีพับลิกัน
ที่โอไฮโอ เอมี แอ็กตัน (Amy Acton) จากเดโมแครต ชูเรื่องค่าครองชีพและการเข้าถึงบริการสุขภาพ ก่อนจะเอาชนะวิเวก รามาสวามี ซึ่งมีผู้บริจาครายใหญ่หนุนหลัง ในศึกชิงผู้ว่าการรัฐ ส่วนเชอร์รอด บราวน์ (Sherrod Brown) ชนะการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก แม้กลุ่มจากอุตสาหกรรมคริปโทเคอร์เรนซีจะใช้เงินราว 64 ล้านดอลลาร์เพื่อสกัดเขา Bloomberg News รายงานว่าเงินก้อนนี้เป็นส่วนหนึ่งของยอดราว 166 ล้านดอลลาร์ที่อุตสาหกรรมคริปโทฯ ใช้ตลอดรอบเลือกตั้ง
ที่เซาท์แคโรไลนา กลุ่มที่หนุนอุตสาหกรรม AI และดาต้าเซ็นเตอร์ทุ่มเงินหลายล้านดอลลาร์ในช่วงโค้งสุดท้ายเพื่อช่วยดาร์ลีน เกรแฮม (Darline Graham) ผู้สมัครรีพับลิกันที่ทรัมป์สนับสนุน ท่ามกลางกระแสคัดค้านโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในหลายพื้นที่ แต่ผู้ชนะกลับเป็นแอนนี แอนดรูวส์ (Annie Andrews) เดโมแครตคนแรกในรอบ 28 ปีที่ชนะการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกจากรัฐนี้
ส่วนที่วิสคอนซิน เดวิด คราวลีย์ (David Crowley) จากเดโมแครต ชนะทอม ทิฟฟานี (Tom Tiffany) ในศึกชิงผู้ว่าการรัฐ แม้ Restoration of America PAC จะใช้เงินกว่า 12.7 ล้านดอลลาร์หนุนทิฟฟานี
ที่ฟลอริดา ไบรอน โดนัลด์ส (Byron Donalds) จากพรรครีพับลิกัน ชนะการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐ ส่วนแอชลีย์ มูดี (Ashley Moody) รักษาที่นั่งวุฒิสภาไว้ได้
ผู้สมัครรีพับลิกันทั้งคู่ได้แรงหนุนจากเคน กริฟฟิน (Ken Griffin) ซีอีโอของ Citadel ซึ่งใช้เงิน 15 ล้านดอลลาร์สนับสนุนโดนัลด์ส และอีก 2.5 ล้านดอลลาร์สนับสนุนมูดี นอกจากนี้ ซูเปอร์แพ็กฝั่งรีพับลิกันที่ได้รับเงินจากอุตสาหกรรม AI ยังใช้เงินกว่า 2 ล้านดอลลาร์หนุนโดนัลด์สด้วย
ในเนแบรสกา พีต ริกเก็ตส์ (Pete Ricketts) วุฒิสมาชิกรีพับลิกัน เอาชนะผู้สมัครอิสระ โดยมีซูเปอร์แพ็กพันธมิตรของ Fairshake ใช้เงินกว่า 11.9 ล้านดอลลาร์สนับสนุน ส่วน Fairshake ได้รับเงินจากบริษัทในอุตสาหกรรมคริปโทเคอร์เรนซีอีกที เช่น Coinbase และ Ripple
ที่แคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีมากมาย ผู้บริจาคหลายรายยังทุ่มเงินรณรงค์คัดค้านข้อเสนอ Proposition 40 ในการลงประชามติ เพราะหากข้อเสนอนี้ผ่าน รัฐจะสามารถเก็บภาษีความมั่งคั่งครั้งเดียวในอัตราสูงสุด 5% จากผู้เสียภาษีบางกลุ่มที่มีสินทรัพย์เข้าเกณฑ์มูลค่ารวมเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์ และนำรายได้ส่วนใหญ่ไปใช้กับบริการสาธารณสุข
ฝ่ายคัดค้านระดมทุนได้กว่า 379 ล้านดอลลาร์ โดยมีเซอร์เกย์ บริน (Sergey Brin) ผู้ร่วมก่อตั้ง Google เป็นแกนนำ ด้วยเงินบริจาค 102 ล้านดอลลาร์ ผลวิเคราะห์ของ The Washington Post ระบุว่า ฝ่ายคัดค้านใช้เงินซื้อโฆษณาคิดเป็นกว่า 250 เท่าของฝ่ายที่หนุนข้อเสนอ ฝ่ายเดียวกันยังผลักดัน Proposition 41 และ 42 ซึ่งจะทำให้ภาษีนี้เป็นโมฆะหากได้คะแนนมากกว่า Proposition 40 ส่วนผลนับคะแนนเบื้องต้น ณ ค่ำวันที่ 4 พฤศจิกายนตามเวลาท้องถิ่น ฝ่ายคัดค้าน Proposition 40 นำด้วยคะแนน 55.2% หลังนับไปแล้วราว 61% ของคะแนนที่คาดว่าจะมีทั้งหมด ขณะที่ Proposition 42 มีคะแนนนำ
รายงานการเงินหลังเลือกตั้งจะทยอยเปิดเผยในอีกไม่กี่สัปดาห์ ทำให้เห็นชัดขึ้นว่าผู้บริจาคและซูเปอร์แพ็กลงเงินในสนามใดอีกบ้าง โดยเฉพาะยอดใช้จ่ายช่วงโค้งสุดท้ายที่ยังปรากฏไม่ครบในรายงานก่อนเลือกตั้ง ขณะที่ Fairshake ส่งสัญญาณว่าจะกลับมาลงเงินอีกในรอบเลือกตั้งปี 2028
อ้างอิง: Anadolu, The New York Times, The Washington Post, Bloomberg, Bloomberg (ฉบับเผยแพร่ซ้ำ), Spectrum News, NPR, The Next Web, Political Wire, Newsweek (ผู้บริจาครายใหญ่), Newsweek (มหาเศรษฐี), The Globe and Mail, Al Jazeera, NBC News, TIME, Gizmodo, Cointelegraph, TokenPost, WFAE, Common Dreams, CalMatters, ABC News