
ใครจะคิดว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวการสำคัญของภาวะโลกร้อน จะสามารถนำกลับมาเป็นวัตถุดิบผลิตของเล่นได้?
พลาสติกคือหนึ่งในหัวใจสำคัญที่ทำให้ LEGO กลายเป็นแบรนด์ของเล่นระดับโลก แต่ในวันที่บริษัทต่าง ๆ ต้องลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล วัสดุที่เคยเป็นจุดแข็งของธุรกิจก็กลายเป็นความท้าทายสำคัญเช่นกัน
ล่าสุด LEGO ผู้ผลิตของเล่นตัวต่อจากเดนมาร์ก ประกาศเริ่มนำคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ที่ดักจับได้กลับมาใช้ประโยชน์ ผ่านการผลิต e-methanol ซึ่งเป็นวัตถุดิบทางเลือกสำหรับอุตสาหกรรมพลาสติก เพื่อนำไปผลิตชิ้นส่วน LEGO มากกว่า 90 ประเภท ตั้งแต่แกนเชื่อมต่อ พวงมาลัย ไปจนถึงมือของตัวละคร Minifigure
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา LEGO สร้างความสำเร็จจากของเล่นตัวต่อพลาสติก โดยตั้งแต่ปี 1963 ชิ้นส่วนส่วนใหญ่ผลิตจากพลาสติก ABS (Acrylonitrile Butadiene Styrene) ซึ่งมีคุณสมบัติแข็งแรง ทนทาน สีสันสวยงาม และสามารถประกอบเข้าด้วยกันได้อย่างแม่นยำ ทำให้ตัวต่อที่ผลิตในปัจจุบันยังสามารถนำไปประกอบร่วมกับตัวต่อเมื่อหลายสิบปีก่อนได้
คุณสมบัติเหล่านี้กลายเป็นจุดแข็งสำคัญของ LEGO และช่วยให้บริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2025 LEGO ทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 83,500 ล้านโครนเดนมาร์ก หรือราว 4 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ยอดขายสินค้าให้ผู้บริโภคเติบโต 16% สูงกว่าการเติบโตของตลาดของเล่นโลกที่ 7%
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของธุรกิจที่พึ่งพาพลาสติกก็มาพร้อมความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากพลาสติกแบบดั้งเดิมผลิตจากวัตถุดิบที่มีต้นกำเนิดจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดกระบวนการผลิต
รายงานของ LEGO ระบุว่า ในปี 2025 บริษัทมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมประมาณ 2.19 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂e) โดยกว่า 99% เป็นการปล่อยทางอ้อมในห่วงโซ่คุณค่า หรือ Scope 3 ซึ่งครอบคลุมกิจกรรมจากซัพพลายเออร์ การจัดหาวัตถุดิบ และกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ
นั่นหมายความว่า แม้ LEGO จะเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดในโรงงานมากขึ้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะจัดการการปล่อยคาร์บอนทั้งหมด บริษัทจึงต้องหันกลับมาจัดการตั้งแต่ต้นทางของห่วงโซ่การผลิต โดยเฉพาะการลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากฟอสซิล
หนึ่งในคำตอบที่ LEGO เลือกใช้คือเทคโนโลยี Carbon Capture and Utilization (CCU) หรือการดักจับและนำคาร์บอนกลับมาใช้ประโยชน์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยี Carbon Capture, Utilization and Storage (CCUS)
แนวคิดคือ แทนที่จะปล่อย CO₂ ทั้งหมดออกสู่ชั้นบรรยากาศ ก๊าซบางส่วนสามารถถูกดักจับและนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตสารเคมี เชื้อเพลิง หรือวัสดุชนิดใหม่ได้
สำหรับ LEGO กระบวนการเริ่มต้นจากการดักจับ CO₂ จากโรงงานผลิตก๊าซชีวภาพ ก่อนนำมารวมกับไฮโดรเจนที่ผลิตโดยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ผ่านกระบวนการ Power-to-X เพื่อผลิตเป็น e-methanol
จากนั้น e-methanol จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการผลิตวัตถุดิบพลาสติก โดยใช้ทดแทนวัตถุดิบจากฟอสซิลบางส่วน ก่อนนำไปผลิตเป็นชิ้นส่วน LEGO
เบื้องหลังโครงการนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง LEGO กับ European Energy บริษัทพลังงานหมุนเวียนจากเดนมาร์ก ซึ่งมีการทำข้อตกลงในปี 2023 เพื่อสนับสนุนการผลิต e-methanol ในระดับอุตสาหกรรม
e-methanol ดังกล่าวผลิตจากโรงงาน Kassø ในประเทศเดนมาร์ก ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงงานผลิต e-methanol เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ โดยเริ่มดำเนินการในปี 2025 และมีกำลังการผลิตที่ออกแบบไว้สูงสุด 42,000 ตันต่อปี
โครงการนี้สะท้อนอีกหนึ่งโอกาสของเทคโนโลยี CCU ที่สามารถเปลี่ยน CO₂ จากก๊าซที่ต้องจัดการให้กลายเป็นวัตถุดิบที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเชื่อมโยงอุตสาหกรรมพลังงานเข้ากับอุตสาหกรรมการผลิตพลาสติก
แม้แนวคิดการเปลี่ยน CO₂ เป็นวัตถุดิบจะดูไม่ซับซ้อน แต่การนำมาใช้ผลิตชิ้นส่วน LEGO จริงกลับมีความท้าทายหลายด้าน
บริษัทเปิดเผยว่า กระบวนการพัฒนา ทดสอบ และขยายการใช้งาน e-methanol ใช้เวลามากกว่า 5 ปี เพราะนอกจากการค้นหาวัตถุดิบทางเลือกแล้ว ยังต้องทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์เพื่อให้วัสดุใหม่สามารถเข้าสู่กระบวนการผลิตที่มีอยู่เดิมได้
สิ่งสำคัญคือชิ้นส่วน LEGO ต้องผ่านมาตรฐานด้านความปลอดภัย คุณภาพ และความทนทาน เนื่องจากตัวต่อแต่ละชิ้นต้องสามารถประกอบและถอดออกซ้ำ ๆ ได้โดยไม่สูญเสียคุณสมบัติในการใช้งาน
ปัจจุบัน LEGO เริ่มนำ e-methanol มาใช้ในการผลิตชิ้นส่วนพลาสติกแข็งมากกว่า 90 ประเภท แต่ยังเป็นการนำวัตถุดิบหมุนเวียนเข้าสู่ระบบการผลิตที่มีวัตถุดิบจากฟอสซิลผสมอยู่ด้วย
การนำ e-methanol มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวของ LEGO ในการเปลี่ยนผ่านไปสู่วัตถุดิบหมุนเวียนและวัสดุรีไซเคิล โดยบริษัทไม่ได้จำกัดการพัฒนาไว้เพียงเทคโนโลยี CCU แต่ยังทดลองใช้วัตถุดิบทางเลือกอีกหลายประเภท
ตัวอย่างเช่น การนำพลาสติกรีไซเคิลจากเศษวัสดุในอุตสาหกรรมมาใช้ผลิตชิ้นส่วนโปร่งใส และการใช้พลาสติกชีวภาพจากอ้อยในชิ้นส่วนบางประเภท เช่น ต้นไม้ ดอกไม้ และอุปกรณ์เสริมของตัวละคร
ความพยายามดังกล่าวเริ่มสะท้อนผลในระดับธุรกิจ โดยในปี 2025 LEGO รายงานว่าสัดส่วนวัตถุดิบจากแหล่งหมุนเวียนและรีไซเคิลที่จัดซื้อมาใช้ผลิตตัวต่อเพิ่มขึ้นเป็นค่าเฉลี่ยประมาณ 52% จาก 33% ในปี 2024
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้รวมการคำนวณผ่านระบบ Mass Balance ซึ่งเป็นวิธีจัดสรรสัดส่วนวัตถุดิบหมุนเวียนในกระบวนการผลิตที่มีการผสมกับวัตถุดิบฟอสซิล จึงไม่ได้หมายความว่าตัวต่อ LEGO ทุกชิ้นมีวัสดุรีไซเคิลหรือวัสดุหมุนเวียนอยู่จริงในสัดส่วน 52%
บริษัทระบุด้วยว่า การลงทุนด้านความยั่งยืนในปี 2025 เพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อนหน้า และมากกว่าสามเท่าเมื่อเทียบกับปี 2022 ซึ่งสะท้อนว่าการพัฒนาวัตถุดิบใหม่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนระยะยาวของธุรกิจ
LEGO ยังมีเป้าหมายพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ใช้วัสดุจากแหล่งที่ยั่งยืนมากขึ้นภายในปี 2032 ควบคู่กับเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดลง 37% ภายในปีเดียวกัน เมื่อเทียบกับปีฐาน 2019 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2050
สิ่งที่น่าสนใจจากกรณีของ LEGO คือการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกระบวนการผลิต แต่กำลังขยายไปถึงการออกแบบห่วงโซ่อุปทานและการเลือกใช้วัตถุดิบ
สำหรับธุรกิจที่พึ่งพาพลาสติกเป็นหลัก การหาวัตถุดิบทางเลือกจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของภาพลักษณ์ แต่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการผลิตสินค้าให้ได้คุณภาพเดิม ภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากรและเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอน
ถึงแม้ e-methanol จะยังไม่สามารถทดแทนพลาสติกจากฟอสซิลได้ทั้งหมด แต่การเริ่มนำมาใช้ผลิตชิ้นส่วน LEGO กว่า 90 ประเภท ก็นับเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนจากแนวคิดสู่การใช้งานจริงในอุตสาหกรรม
และสำหรับ LEGO ความท้าทายต่อจากนี้อาจไม่ใช่เพียงการสร้างตัวต่อรูปแบบใหม่ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภค แต่เป็นการเปลี่ยนวัตถุดิบที่อยู่เบื้องหลังตัวต่อเหล่านั้น โดยยังรักษาคุณภาพที่ทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จมาตลอดหลายทศวรรษ
้อ้างอิง : LEGO News, Renewables Now