
ราคาทองคำพุ่งกลับมายืนเหนือ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังพรรคเดโมแครตคว้าชัยในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ และครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา นักลงทุนมองว่าผลเลือกตั้งอาจจำกัดการผลักดันนโยบายกู้ยืมและใช้จ่ายเพิ่มเติมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลให้เงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลง ซึ่งเป็นแรงหนุนต่อราคาทองคำในระยะสั้น
ระหว่างการซื้อขายวันพุธ ราคาทองคำปรับขึ้นสูงสุด 3.1% ถือเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม ก่อนที่ ณ เวลา 19.01 น. ตามเวลาไทย ราคาทองคำตลาดสปอตอยู่ที่ 4,041.67 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้น 2.8%
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังทองคำเผชิญแรงขายต่อเนื่องมาหลายเดือน นักวิเคราะห์จึงยังมีความเห็นต่างกันว่า ชัยชนะของเดโมแครตจะช่วยให้ทองกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นได้หรือไม่ หรือเป็นเพียงการดีดตัวชั่วคราวท่ามกลางแรงกดดันที่ยังไม่คลี่คลาย
การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ทำให้ดุลอำนาจในรัฐสภาสหรัฐฯ เปลี่ยนไป โดยเดโมแครตยึดเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และชิงที่นั่งวุฒิสภาจากรีพับลิกันได้อย่างน้อย 7 ที่นั่ง ในรัฐแคนซัส ไอโอวา เท็กซัส โอไฮโอ เมน นอร์ทแคโรไลนา และเซาท์แคโรไลนา พร้อมทำผลงานได้ดีในการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐ
เสียงข้างมากในทั้งสองสภาทำให้เดโมแครตมีอำนาจต่อรองในการกำหนดวาระกฎหมายมากขึ้น ขณะที่ตลาดประเมินว่า ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารกับรัฐสภาอาจทำให้นโยบายของทรัมป์เดินหน้าได้ยาก โดยเฉพาะแผนขยายการใช้จ่ายและการกู้ยืมของรัฐบาล
หลังผลเลือกตั้ง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ลดลงทุกช่วงอายุ ขณะที่ดัชนี Bloomberg Dollar Spot Index อ่อนตัวลงระหว่างวันสูงสุด 0.6% มากที่สุดในรอบสองเดือน และลดลง 0.5% ณ ช่วงเวลาที่รายงานราคาทองคำ
ทั้งสองปัจจัยช่วยเพิ่มความน่าสนใจของทองคำ เนื่องจากทองไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรลดลง ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองจึงลดลงตาม ส่วนดอลลาร์ที่อ่อนค่าทำให้ผู้ซื้อที่ใช้เงินสกุลอื่นซื้อทองได้ด้วยต้นทุนที่ถูกลง
คริสโตเฟอร์ หว่อง นักกลยุทธ์จาก Oversea-Chinese Banking Corp. มองว่า ราคาทองกำลังได้แรงส่งจากการที่ตลาดประเมินว่า ชัยชนะอย่างแข็งแกร่งของเดโมแครตอาจจำกัดวาระนโยบายการคลังของทรัมป์ และลดความคาดหวังต่อการขยายการใช้จ่ายเพิ่มเติม
แรงซื้อยังเกิดขึ้นในโลหะมีค่าประเภทอื่น โดยราคาเงินเพิ่มขึ้น 4.4% มาอยู่ที่ 52.01 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่แพลทินัมและพัลลาเดียมพุ่งขึ้นเช่นกัน
คริสโตเฟอร์ เวคคิโอ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ฟิวเจอร์สและอัตราแลกเปลี่ยนของ Tastylive มองว่า ชัยชนะของเดโมแครตอาจสร้างเงื่อนไขให้ราคาทองปรับขึ้นต่อถึงช่วงต้นปี 2570 โดยเฉพาะหากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเร่งให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว
ในมุมมองของเขา การที่เดโมแครตควบคุมรัฐสภาอาจสร้างแรงต้านต่อภาคเทคโนโลยี และจำกัดการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์หรือ AI และศูนย์ข้อมูล ซึ่งเป็นแรงสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา หากการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลชะลอลงในช่วง 3–6 เดือนข้างหน้า ก็อาจฉุดการลงทุนภาคธุรกิจโดยรวม และทำให้เศรษฐกิจอ่อนแรงจนส่งผลต่อทิศทางนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด
หากเฟดยุติวงจรขึ้นดอกเบี้ย ประกอบกับอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงลดลงและดอลลาร์อ่อนค่า ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองจะลดลง และช่วยให้ราคามีโอกาสฟื้นตัวต่อ เวคคิโอจึงประเมินว่าทองคำมีแนวโน้มยืนได้แข็งแกร่งขึ้นตลอดไตรมาสแรกของปี 2570 แม้ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังอยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม รัฐสภาชุดใหม่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในเดือนมกราคม ทำให้ทรัมป์ยังมีช่วงเวลาในการดำเนินนโยบายเพิ่มเติมก่อนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว
การที่ตลาดมองว่ารัฐบาลอาจกู้ยืมและใช้จ่ายได้น้อยลง ส่งผลต่อทองคำได้สองด้าน ในระยะสั้น ความคาดหวังดังกล่าวช่วยกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและดอลลาร์ ซึ่งหนุนราคาทอง แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากการกู้ยืมถูกจำกัดจริง ก็อาจลดแรงจูงใจในการถือทองเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากหนี้รัฐบาลที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในแรงหนุนสำคัญของทองตลอดช่วงส่วนใหญ่ของปี 2568
เจน บอว์เดน ผู้ก่อตั้ง Bawden Capital มองว่า ผลเลือกตั้งน่าจะสร้างความผันผวนให้ดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพียงระยะสั้น เพราะไม่ว่าพรรคใดจะควบคุมรัฐสภา ปัญหาการคลังของสหรัฐฯ ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข โดยเธอเห็นว่าทั้งสองพรรคยังไม่มีแนวทางที่น่าเชื่อถือในการจัดการภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น
การขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่องและต้นทุนชำระดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะยังเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ และอาจทำให้เฟดต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินหรือขยายงบดุลในท้ายที่สุด ตามมุมมองของบอว์เดน
สำหรับเธอ เหตุผลสำคัญในการถือทองจึงอยู่ที่ความเสี่ยงซึ่งผู้กำหนดนโยบายอาจใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายเพื่อรับมือภาระหนี้ จนทำให้อำนาจซื้อของเงินดอลลาร์ลดลงในระยะยาว
แม้ทองมักได้รับความสนใจในช่วงที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น แต่สงครามสหรัฐฯ–อิหร่านกลับสร้างแรงกดดันต่อราคาในปีนี้ เนื่องจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงผลักดันให้นโยบายการเงินเข้มงวดขึ้น และทำให้ทั้งดอลลาร์กับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้นตาม
นับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ราคาทองลดลงประมาณหนึ่งในสี่ และเพิ่งแตะระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งปีเมื่อสัปดาห์ก่อน หากเทียบกับจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ต่ำกว่า 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์เล็กน้อยในช่วงปลายเดือนมกราคม ราคาทองปรับลงมาแล้วประมาณ 28%
ในสัปดาห์นี้ ราคาทองยังผันผวนตามข่าวการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ส่งสัญญาณขัดแย้งกัน ขณะที่ราคาน้ำมันแกว่งตัวในวันพุธ โดยนักการทูตที่ได้รับฟังการชี้แจงเรื่องการเจรจาระบุว่า ทั้งสองฝ่ายกำลังพิจารณาข้อเสนอใหม่จากผู้ไกล่เกลี่ย เพื่อหาทางยุติข้อขัดแย้งและหลีกเลี่ยงการกลับไปทำสงครามเต็มรูปแบบ
ด้านคริส เวสตัน หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Pepperstone มองว่า ชัยชนะของเดโมแครตเป็นบวกต่อทองคำ แต่ขนาดของเสียงข้างมากในรัฐสภามีความสำคัญมากกว่าการชนะเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว เพราะการครองเสียงข้างมากอย่างทิ้งห่างจะจำกัดการผลักดันกฎหมายภายในประเทศของทรัมป์ และอาจทำให้รัฐบาลหันไปดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกมากขึ้น
เวสตันเห็นว่า ดอลลาร์ที่อ่อนค่า อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงที่ลดลง และความต้องการป้องกันความเสี่ยงจากนโยบายที่คาดเดาได้ยากขึ้น เป็นปัจจัยสนับสนุนการเข้าซื้อทองคำ
มิเชล ชไนเดอร์ หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ MarketGauge มีมุมมองระมัดระวังกว่า โดยเตือนว่าการเคลื่อนไหวของราคาช่วงที่ผ่านมาอาจสะท้อนว่า แนวโน้มขาขึ้นระยะยาวของทองสิ้นสุดลงแล้ว นักลงทุนจึงไม่ควรสรุปว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองหรือดอกเบี้ยที่ลดลงจะทำให้ราคาทองปรับขึ้นโดยอัตโนมัติ
เธอชี้ว่า แม้ปัจจัยที่เคยผลักดันทองขึ้นทำสถิติ ทั้งหนี้รัฐบาลที่เพิ่มขึ้น เงินเฟ้อสูง และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงอยู่ แต่ปัจจัยเหล่านี้กลับไม่สามารถดึงดูดเงินลงทุนใหม่ได้ ขณะที่นักลงทุนหันไปถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อความปลอดภัยมากขึ้นในช่วงที่อัตราผลตอบแทนลดลง สะท้อนการเปลี่ยนทิศทางของเงินที่ต้องการหลบความเสี่ยง
ชไนเดอร์เตือนว่า หากราคาทองหลุดแนวรับบริเวณ 3,940 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจเกิดแรงขายระลอกใหม่และกดราคาลงไปที่ 3,500 ดอลลาร์ ส่วนในกรณีรุนแรงอาจลงถึง 2,500 ดอลลาร์ โดยระดับหลังเป็นฉากทัศน์ความเสี่ยงสุดขั้วตามการประเมินของเธอ
ในเชิงเทคนิค ภาพรวมของทองยังเปราะบาง เพราะจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดของราคาแต่ละรอบยังลดระดับลงต่อเนื่อง สะท้อนแนวโน้มขาลงที่ดำเนินมาระยะหนึ่ง การฟื้นตัวล่าสุดกำลังพาราคาเข้าใกล้แนวต้านสำคัญบริเวณ 4,046-4,073 ดอลลาร์ต่อออนซ์
หากราคาปิดรายวันเหนือ 4,073 ดอลลาร์ได้ จะเป็นสัญญาณเบื้องต้นว่าราคาเริ่มมีเสถียรภาพ และเปิดโอกาสให้ขยับขึ้นไปที่ 4,365 ดอลลาร์ ก่อนทดสอบเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วันบริเวณ 4,490 ดอลลาร์
แต่หากไม่สามารถกลับขึ้นไปยืนเหนือแนวต้านดังกล่าว ตลาดอาจหันมาจับตาแนวรับช่วง 3,874–3,894 ดอลลาร์ และหากหลุดระดับนี้ การปรับฐานอาจต่อเนื่องลงไปถึงบริเวณ 3,650 ดอลลาร์
การกลับมายืนเหนือ 4,000 ดอลลาร์จึงยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันการเปลี่ยนแนวโน้ม แม้ผลเลือกตั้ง ดอลลาร์ที่อ่อนค่า และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลงจะเป็นแรงหนุนชัดเจนในระยะสั้น
แต่โอกาสฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องยังขึ้นอยู่กับการผ่านแนวต้านสำคัญ ควบคู่กับทิศทางดอกเบี้ย ฐานะการคลังสหรัฐฯ และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในระยะข้างหน้า