
Article Stories by SET Zooom in ชวนไปดูวิธีการจัดพอร์ตลงทุนของวัยเกษียณกับการลงทุนในหุ้นปันผลเมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ โจทย์ของการลงทุนจะเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยมุ่งเน้นการสะสมเงินให้เติบโตไป เรื่อย ๆ กลายเป็นคำถามใหม่ว่า จะทำอย่างไรให้พอร์ตลงทุนสร้างกระแสเงินสดเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ขณะเดียวกันเงินก้อนนี้ก็ยังต้องเติบโตต่อไป เพื่อรับมือกับค่าครองชีพและเงินเฟ้อที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
แนวคิดการจัดพอร์ตที่น่าสนใจสำหรับโจทย์นี้คือ Dividend Barbell หรือกลยุทธ์บาร์เบลหุ้นปันผล ซึ่งเป็นการ ผสมผสานการลงทุนสองด้านเข้าด้วยกัน ด้านหนึ่งเน้น “รายได้วันนี้” ส่วนอีกด้านเน้น" การเติบโตของรายได้ใน วันข้างหน้า”
คำตอบคือ เงินปันผลช่วยสร้างกระแสเงินสดเข้าพอร์ตลงทุน โดยที่เราไม่จำเป็นต้องขายหุ้นหรือขายหน่วยลงทุน ออกมา ผู้เกษียณจำนวนไม่น้อยจึงรู้สึกว่า กำลังนำ “ผลตอบแทนจากเงินลงทุน” มาใช้จ่าย แทนที่จะต้องขายเงินต้น ออกมา
แต่ในความเป็นจริง การรับเงินปันผลกับการขายเงินลงทุนบางส่วนเพื่อนำเงินมาใช้จ่าย อาจไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ในแง่ของมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพราะเมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผล เงินสดส่วนหนึ่งจะออกจากบริษัท และโดยทั่วไป ราคาหุ้นในวันขึ้นเครื่องหมาย XD หรือวันที่ผู้ซื้อหุ้นรายใหม่จะไม่ได้สิทธิรับเงินปันผล ก็มักปรับลดลงใกล้เคียงกับ เงินปันผลที่จ่ายออกไป
ดังนั้น เวลาลงทุน จึงไม่ควรดูเพียงว่าได้รับเงินปันผลกี่เปอร์เซ็นต์ แต่ควรพิจารณา “ผลตอบแทนรวม” ด้วย นั่นคือ ทั้งเงินปันผลที่ได้รับ บวกหรือลบกับราคาหุ้นหรือมูลค่าเงินลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป
แนวคิดจัดพอร์ตแบบบาร์เบล ไม่ได้เน้นเลือกหุ้นหรือกองทุนรวมที่จ่ายปันผลสูงที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่แบ่งพอร์ต ออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนที่ช่วยสร้างกระแสเงินสดให้มีใช้ได้ในวันนี้ และอีกส่วนที่มุ่งสร้างการเติบโตของ เงินปันผลและมูลค่าพอร์ตในระยะยาว เพื่อให้เงินลงทุนเพียงพอต่อการใช้ชีวิตหลังเกษียณ
ฝั่งแรกคือ การลงทุนในกลุ่มหุ้นที่ให้อัตราเงินปันผลตอบแทนค่อนข้างสูง ทำหน้าที่สร้างรายได้ในปัจจุบันเพื่อ สนับสนุนค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ เช่น ค่าอาหาร ค่าสาธารณูปโภค หรือค่ารักษาพยาบาล บริษัทในกลุ่มนี้มักเป็นธุรกิจ ที่เข้าสู่ช่วงเติบโตเต็มที่ มีรายได้และกระแสเงินสดค่อนข้างสม่ำเสมอ เมื่อโอกาสขยายธุรกิจลดลง จึงเลือกคืนเงินสด ให้ผู้ถือหุ้นมากขึ้น หุ้นลักษณะนี้จึงมักมีความเป็นหุ้นคุณค่า หรือ Value Stock อยู่พอสมควร แต่คำว่า “ปันผลสูง”
ไม่ได้แปลว่า “ความเสี่ยงต่ำ” เสมอไป เพราะอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลคำนวณจากเงินปันผลต่อหุ้นหารด้วย ราคาหุ้น หากราคาหุ้นตกแรง อัตราปันผลก็อาจดูสูงขึ้นทันที ทั้งที่พื้นฐานบริษัทกำลังอ่อนแอ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Yield Trap หรือกับดักหุ้นปันผลสูง จึงต้องตรวจสอบว่าบริษัทมีกำไรและกระแสเงินสดเพียงพอหรือไม่ หนี้สูงเกินไป หรือเปล่า และเงินปันผลที่จ่ายออกมามีโอกาสถูกลดในอนาคตหรือไม่
อีกฝั่งหนึ่งของบาร์เบลคือ กลุ่มบริษัทที่อัตราปันผลในวันนี้อาจไม่สูงมาก แต่มีประวัติเพิ่มเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจแข็งแรง งบดุลดี สร้างกระแสเงินสดได้สม่ำเสมอ และจัดสรรเงินทุนอย่างมีวินัย หน้าที่ของฝั่งนี้ไม่ใช่การสร้าง รายได้สูงสุดในทันที แต่เป็นการเพิ่ม “กำลังสร้างรายได้” ของพอร์ตในระยะยาว หากเงินปันผลเติบโตเร็วกว่า ค่าครองชีพ ผู้เกษียณก็มีโอกาสรักษาอำนาจซื้อของรายได้ไว้ได้ดีขึ้น แม้กระแสเงินสดเริ่มต้นอาจต่ำกว่าฝั่งปันผลสูง และหุ้นคุณภาพบางช่วงอาจซื้อขายด้วยมูลค่าค่อนข้างแพงก็ตาม
กล่าวโดยสรุป หากฝั่งปันผลสูงเปรียบเหมือน “เงินเดือนของวันนี้” ฝั่งปันผลเติบโตก็เปรียบเหมือน “การปรับขึ้น เงินเดือนในอนาคต”
สำหรับผู้ที่มีอายุประมาณ 60 ปี การเริ่มต้นไม่ควรเป็นการถามว่า “จะลงทุนอะไร” แต่ควรถามก่อนว่า “หลังเกษียณ ต้องใช้เงินปีละเท่าไร และมีรายได้ประจำจากแหล่งอื่นเท่าไร”
ตัวอย่าง หากหลังเกษียณมีค่าใช้จ่ายเดือนละ 40,000 บาท แต่มีเงินบำนาญหรือรายได้ประจำเข้ามาเดือนละ 25,000 บาท เท่ากับว่ายังขาดอยู่เดือนละ 15,000 บาท ซึ่งเป็นส่วนที่พอร์ตลงทุนอาจต้องช่วยสร้างขึ้นมา เพื่อให้มีเงินใช้ได้ ต่อเนื่องในแต่ละเดือน
จากนั้นจึงค่อยวางแผนว่าควรให้พอร์ตส่วนที่เน้นสร้างกระแสเงินสดหรือเงินปันผลมีสัดส่วนมากน้อยเพียงใด จึงจะ เหมาะกับค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงที่รับได้
ภายในส่วนที่ลงทุนในหุ้นปันผล อาจเริ่มต้นด้วยการแบ่งเงินในสัดส่วน 50 ต่อ 50 ระหว่างหุ้นหรือกองทุนที่เน้นจ่าย ปันผลสูง กับกลุ่มที่เน้นการเติบโตของเงินปันผลในระยะยาว แต่สัดส่วนนี้ไม่ใช่สูตรตายตัว
หากต้องการเงินใช้จากพอร์ตมากขึ้น ก็อาจเพิ่มน้ำหนักไปที่ฝั่งปันผลสูง แต่หากยังมีรายได้จากงาน เงินบำนาญ หรือรายได้จากสินทรัพย์อื่นเพียงพอ ก็อาจให้น้ำหนักกับฝั่งปันผลเติบโตมากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสให้รายได้และมูลค่าพอร์ตขยายตัวในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่านี่คือการลงทุนในหุ้น ซึ่งราคาสามารถขึ้นลงได้ตามภาวะตลาด จึงไม่ควรนำเงินเกษียณ ทั้งหมดไปลงทุนในหุ้นปันผล เงินที่ต้องใช้ในช่วงใกล้ เช่น ค่าใช้จ่ายรายเดือน ค่ารักษาพยาบาล หรือเงินสำรองฉุกเฉิน ควรแยกเก็บไว้ในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและนำมาใช้ได้ง่าย ส่วนเงินที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ ในเร็ว ๆ นี้ จึงค่อยนำไปลงทุนระยะยาว และกระจายพอร์ตไปยังเงินสด ตราสารหนี้ และสินทรัพย์อื่นตามระดับ ความเสี่ยงที่รับได้
หลักสำคัญคือ เลือกการลงทุนที่เข้าใจได้ กระจายความเสี่ยง และสอดคล้องกับเป้าหมายกระแสเงินสดของตัวเอง มากกว่ามองหาเพียงสินทรัพย์ที่ให้ปันผลสูงที่สุด
หัวใจของ Dividend Barbell ไม่ใช่การไล่หาผลตอบแทนปันผลที่สูงที่สุด แต่คือการสร้างสมดุลระหว่าง “เงินสดที่ต้อง ใช้ในวันนี้” กับ “การเติบโตที่จำเป็นสำหรับวันข้างหน้า” ฝั่งปันผลสูงช่วยสร้างกระแสเงินสด ส่วนฝั่งปันผลเติบโตช่วย รักษาศักยภาพของพอร์ตในระยะยาว แต่ทั้งสองฝั่งยังต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพ กระจายความเสี่ยง และวางร่วม กับเงินสดและตราสารหนี้ให้เหมาะกับค่าใช้จ่าย สุขภาพ และความสามารถในการรับความผันผวนของแต่ละคน
เพราะสำหรับชีวิตหลังเกษียณ เป้าหมายสำคัญอาจไม่ใช่การสร้างผลตอบแทนให้สูงที่สุด แต่คือการทำให้เงินลงทุน สามารถเลี้ยงดูเราได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องกังวลกับความผันผวนของตลาดมากเกินไป
ติดตามบทความนี้ในรูปแบบคลิป VDO ได้ใน YouTube SET Zooom in
Link:
กด Subscribe กด กระดิ่งแจ้งเตือน www.youtube.com/@SETZooomin
ซูมชัด ๆ มีโอสามตัว