
นอกจากโครงสร้างพื้นฐานและคน จีนยังมีข้อได้เปรียบจากตลาดในประเทศขนาดใหญ่ บริษัทสามารถมีทั้งลูกค้าเริ่มต้น พื้นที่ทดลองผลิตภัณฑ์ และข้อมูลตอบกลับจากการใช้งานจริง สำหรับเทคโนโลยีที่ต้องพัฒนาอีกหลายรอบก่อนจะคุ้มทุน การมีตลาดรองรับจึงมีความหมายต่อความอยู่รอดของธุรกิจอย่างมาก
เรื่องนี้เชื่อมกับอุตสาหกรรมชิป ซึ่งจีนสนับสนุนมาก่อนสงครามการค้ารอบแรก กองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมวงจรรวม หรือ Big Fund เฟสแรกตั้งขึ้นในปี 2014 ก่อนโดนัลด์ ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ตามด้วยเฟสสองในปี 2019 และเฟสสามในปี 2024 ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 344,000 ล้านหยวน เงินจำนวนนี้เป็นทุนจดทะเบียนของกองทุน ไม่ใช่ยอดลงทุนที่ใช้ไปแล้วทั้งหมด
จีนไม่ได้เพิ่งเริ่มคิดเรื่องชิปหลังถูกสหรัฐกดดัน แต่สงครามการค้าและข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีในสมัยทรัมป์รอบแรกทำให้การลดการพึ่งพาต่างประเทศกลายเป็นเรื่องเร่งด่วนขึ้น ต่อมามาตรการควบคุมการส่งออกชิปประมวลผลขั้นสูงและอุปกรณ์ผลิตชิปในสมัยโจ ไบเดนปี 2022–2023 ก็ทำให้การแข่งขันต่อเนื่องและลงลึกกว่าเรื่องกำแพงภาษี
เมื่อทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งรอบสอง เงื่อนไขการเข้าถึงชิปยังเปลี่ยนแปลงต่อ เดือนเมษายน 2025 สหรัฐกำหนดให้การส่งออก Nvidia H20 ไปจีนต้องมีใบอนุญาต ส่วนเดือนมกราคม 2026 มีการปรับนโยบายให้พิจารณาคำขอส่งออก H200 และชิปในกลุ่มที่กำหนดเป็นรายกรณีภายใต้เงื่อนไขความปลอดภัย ภาพที่เกิดขึ้นจึงมีทั้งข้อจำกัด การต่อรอง และการปรับนโยบายอยู่พร้อมกัน
สำหรับบริษัทจีน ความไม่แน่นอนนี้ทำให้การพึ่งพาผู้ขายต่างประเทศมีต้นทุนมากกว่าราคาชิป เพราะต้องคิดถึงความต่อเนื่องของการพัฒนาและการขยายระบบด้วย แม้บางช่วงจะซื้อได้ การมีทางเลือกในประเทศก็ยังมีเหตุผลทั้งทางธุรกิจและความมั่นคงทางเทคโนโลยี
ภายใต้เงื่อนไขนี้ การพัฒนาโมเดลที่เน้นต้นทุนและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพจึงมีความสำคัญ ขณะเดียวกัน การเปิดโมเดลให้ผู้อื่นนำไปพัฒนาต่อก็ช่วยให้บริษัทจีนเข้าถึงนักพัฒนาและตลาดได้กว้างขึ้น ทั้งสองแนวทางตอบโจทย์การแข่งขันของบริษัท และอาจสร้างผลทางยุทธศาสตร์ให้จีนไปพร้อมกัน
ถึงอย่างนั้น การใช้ทรัพยากรได้ดีขึ้นไม่ได้แปลว่าไม่ต้องใช้ชิปสมรรถนะสูง งานวิจัยของทีม DeepSeek ระบุว่า DeepSeek-V3 ฝึกด้วย Nvidia H800 จำนวน 2,048 ตัว พร้อมใช้การออกแบบโมเดลและระบบร่วมกันเพื่อลดข้อจำกัดด้านหน่วยความจำ การคำนวณ และการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ ความสำเร็จนี้สะท้อนความสามารถด้านวิศวกรรมของทีมจีน แต่ก็แสดงว่าการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศยังมีอยู่
สำหรับผู้พัฒนาภายนอก โมเดลที่เปิดให้ดาวน์โหลดและปรับแต่งได้ตามเงื่อนไขช่วยเพิ่มทางเลือก ทั้งการทำงานกับภาษาท้องถิ่น การปรับใช้กับงานเฉพาะ และการติดตั้งในระบบที่องค์กรควบคุมเอง ประเทศหรือธุรกิจที่ไม่มีทุนฝึกโมเดลขนาดใหญ่ตั้งแต่ต้นจึงมีโอกาสนำเทคโนโลยีมาต่อยอดได้ โดยต้องพิจารณาสิทธิและระดับการเปิดของแต่ละโมเดลประกอบด้วย
ในเชิงยุทธศาสตร์ ความก้าวหน้าของโมเดลจีนเป็นสัญญาณว่าข้อจำกัดจากสหรัฐยังไม่สามารถหยุดการพัฒนาทุกด้านได้ และเมื่อผู้พัฒนานอกจีนนำโมเดลไปใช้ เทคโนโลยีของบริษัทจีนก็มีโอกาสเข้าไปอยู่ในระบบงานและธุรกิจของประเทศอื่นมากขึ้น อิทธิพลจึงเกิดผ่านการใช้งานและการพัฒนาต่อยอด ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การขายผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
ความร่วมมือกับประเทศกำลังพัฒนา หรือ Global South จึงมีความสำคัญด้วย ประเทศเหล่านี้ต้องการเทคโนโลยีที่มีต้นทุนรับได้ ปรับเข้ากับบริบทของตนได้ และมีคนดูแลระบบเป็น จีนจึงมีโอกาสเสนอความร่วมมือหลายส่วนร่วมกัน ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน การฝึกอบรม ไปจนถึงการพัฒนาบริการ
แผนปฏิบัติการด้านธรรมาภิบาล AI ระดับโลกที่ประกาศในเดือนกรกฎาคม 2025 มีข้อเสนอให้สนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาผ่านโครงสร้างพื้นฐาน ห้องปฏิบัติการร่วม การฝึกอบรม และการพัฒนาชุดข้อมูล ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2026 กระทรวงต่างประเทศจีนรายงานว่า ผู้แทน 29 ประเทศลงนามข้อตกลงจัดตั้ง องค์การความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์โลก (World Artificial Intelligence Cooperation Organization) หรือ WAICO ที่เซี่ยงไฮ้
เมื่อมองร่วมกับการเปิดโมเดล ความเคลื่อนไหวเหล่านี้อาจตีความได้ว่า จีนต้องการขยายบทบาททั้งในตลาดเทคโนโลยีและเวทีกำหนดกติกาโลก ซึ่งช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองกับสหรัฐได้ แต่ประเทศที่ร่วมมือกับจีนยังสามารถใช้เทคโนโลยีจากหลายฝ่าย การแข่งขันจึงอาจเป็นการแย่งพื้นที่ในระบบเศรษฐกิจเดียวกัน มากกว่าการแบ่งโลกเป็นสองฝ่ายอย่างเด็ดขาด
ขณะที่บทบาทของโมเดลจีนเริ่มมองเห็นได้ในระดับโลก คำถามเรื่องชิปยังต่างออกไป หลายคนอาจมองว่าชิปจีนยังมีบทบาทในตลาดโลกไม่มาก และกำลังเน้นสร้างฐานในประเทศก่อน ข้อสังเกตนี้มีน้ำหนัก แต่ต้องแยกให้ชัดว่ากำลังพูดถึงตลาดชิปส่วนใด
บริษัทออกแบบชิป โรงงานรับจ้างผลิตชิป และผู้ขายระบบประมวลผล AI ทำหน้าที่ต่างกัน การที่บริษัทจีนเติบโตในตลาดหนึ่ง จึงไม่ได้แปลว่าจีนควบคุมห่วงโซ่ทั้งหมดได้แล้ว และไม่ควรใช้ตัวเลขของบริษัทเดียวแทนอุตสาหกรรมชิปจีนทั้งหมด
เมื่อดูรายงานผลประกอบการของบริษัทโดยตรง จะเห็นว่าขนาดธุรกิจของผู้ผลิตชิปจีนยังห่างจากผู้เล่นรายใหญ่อย่าง TSMC โดยไตรมาสสองปี 2026 SMIC รายงานรายได้ประมาณ 3,006 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 36.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ TSMC มีรายได้ 40,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสเดียวกัน ตัวเลขนี้ช่วยให้เห็นความแตกต่างด้านขนาดรายได้ของทั้งสองบริษัท แม้จะใช้แทนส่วนแบ่งตลาดรับจ้างผลิตชิปทั้งหมดไม่ได้ เพราะขอบเขตผลิตภัณฑ์และบริการของแต่ละบริษัทต่างกัน
อีกตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับทิศทางการพัฒนาของจีนคือ SMIC มีรายได้จากภูมิภาคจีนคิดเป็น 90.2% ของรายได้ทั้งหมดในไตรมาสดังกล่าว แสดงว่าฐานธุรกิจของบริษัทพึ่งพาตลาดจีนเป็นหลัก ตลาดในประเทศจึงมีความสำคัญต่อการรองรับการผลิตและการพัฒนาเทคโนโลยีต่อเนื่อง แต่ข้อมูลของ SMIC เพียงบริษัทเดียวยังใช้สรุปแทนอุตสาหกรรมชิปจีนทั้งหมดไม่ได้
ด้านตลาดการ์ดเร่งประมวลผล AI ภายในจีน Reuters รายงานโดยอ้าง IDC ว่า ในปี 2025 ผู้ผลิตจีนมีส่วนแบ่ง 41% ของจำนวนการ์ดที่ส่งมอบในประเทศ ขณะที่ Nvidia อยู่ที่ 55% ตัวเลขนี้เป็นส่วนแบ่งตามจำนวนหน่วย ไม่ใช่รายได้หรือกำลังประมวลผล แต่ทำให้เห็นว่าผู้ผลิตจีนมีฐานตลาดในประเทศรองรับในขนาดที่สำคัญ
ฐานลูกค้าเช่นนี้มีความหมายต่อการพัฒนาชิป เพราะการออกแบบได้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง บริษัทต้องนำชิปไปทำงานกับระบบจริง พบข้อผิดพลาด แก้ซอฟต์แวร์ และรับฟังปัญหาของลูกค้า การมีคำสั่งซื้อและการใช้งานช่วยให้กระบวนการพัฒนาเดินต่อได้ แม้ผลิตภัณฑ์ยังไม่ได้เป็นตัวเลือกแรกในตลาดโลก
ถึงจะมีตลาดรองรับ ก็ไม่สามารถทดแทนคุณภาพได้ตลอดไป ลูกค้ายังต้องพิจารณาความเร็ว ความเสถียร พลังงานที่ใช้ และเวลาที่ต้องเสียในการย้ายโปรแกรมจากระบบเดิม ชิปที่ราคาถูกกว่าอาจไม่ได้ทำให้ต้นทุนรวมต่ำกว่า หากต้องปรับซอฟต์แวร์และดูแลระบบมากขึ้น
ข้อจำกัดด้านการผลิตเป็นสิ่งที่ Huawei ยอมรับเองด้วย ในคำกล่าวที่ Huawei Connect ปี 2025 ผู้บริหารระบุว่า จีนแผ่นดินใหญ่จะยังตามหลังด้านกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์อีกระยะหนึ่ง และอธิบายแนวทางพัฒนาระบบประมวลผลด้วยการเชื่อมชิปและออกแบบระบบร่วมกัน
แนวทางนี้ทำให้การแข่งขันต้องดูทั้งระบบ ชิปแต่ละตัวอาจมีข้อจำกัด แต่การจัดการหน่วยความจำ เครือข่าย และซอฟต์แวร์ที่ดีขึ้นอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานจริงได้ ขณะเดียวกัน การใช้ชิปหลายตัวก็มีต้นทุนด้านพลังงานและการสื่อสารระหว่างกัน จึงต้องตัดสินจากผลลัพธ์ของระบบโดยรวม
ตรงนี้เองที่ทำให้โมเดลจีนกับชิปจีนอาจเติบโตในตลาดโลกไม่พร้อมกัน โมเดลสามารถถูกนำไปใช้กับฮาร์ดแวร์หลายแบบ รวมถึงฮาร์ดแวร์ต่างประเทศ ขณะที่ชิปต้องเข้าไปแข่งขันกับระบบที่ลูกค้ามีใช้งานอยู่แล้ว จีนจึงอาจขยายอิทธิพลผ่านโมเดลและบริการ AI ได้ก่อนที่ชิปของตนจะมีส่วนแบ่งระดับโลกสูง
เมื่อเร็ว ๆ นี้ Huawei และ Qualcomm บริษัทชิปรายใหญ่ของอเมริกา ประกาศข้อตกลงอนุญาตให้ใช้สิทธิบัตรของกันและกัน ครอบคลุมเทคโนโลยี 5G การประมวลผล AI และเครือข่าย โดย Qualcomm จะซื้อสิทธิบัตรในสหรัฐบางส่วนของ Huawei ด้วย ข้อตกลงนี้สะท้อนว่า แม้จีนกับสหรัฐจะแข่งขันกันทางเทคโนโลยี บริษัทของทั้งสองประเทศก็ยังมีผลประโยชน์ทางธุรกิจร่วมกัน ธุรกรรมนี้ยังต้องผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับ และไม่มีการเปิดเผยมูลค่า
ข้อตกลงดังกล่าวทำให้เห็นอีกด้านของการสะสมทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อเทคโนโลยีที่บริษัทจีนพัฒนาขึ้นสามารถเข้าไปอยู่ในธุรกรรมกับบริษัทสหรัฐได้ แต่เนื่องจากครอบคลุมหลายเทคโนโลยี จึงยังแยกไม่ได้ว่ามูลค่าส่วนใดมาจาก AI โดยเฉพาะ สิ่งที่เห็นชัดคือการแข่งขันและความร่วมมือยังดำเนินอยู่พร้อมกัน
นอกเหนือจากการแข่งขันด้านโมเดลและชิป สิ่งที่จะตัดสินเป้าหมายปี 2030 อีกด้านหนึ่งคือการใช้งานจริง จีนจะเปลี่ยนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจและประชาชนได้กว้างเพียงใด
ศูนย์ข้อมูลเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแห่งประเทศจีน หรือ CNNIC รายงานว่า ถึงครึ่งแรกปี 2026 จีนมีผู้ใช้ Generative AI มากกว่า 700 ล้านคน ในกลุ่มผู้ใช้ 76% ระบุว่าใช้ถามตอบ และ 32.5% ใช้สรุปงาน บันทึกการประชุม หรือจัดทำสไลด์ รายงานเดียวกันระบุว่า จำนวนครั้งการใช้งานกลุ่มผู้ช่วย AI และเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเติบโตมากกว่า 100% เมื่อเทียบปีก่อน
ตัวเลขเหล่านี้ช่วยให้เห็นขนาดและการขยายตัวของการใช้งานตามรายงาน แต่ยังต้องติดตามว่าการใช้ AI ช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้น คุณภาพดีขึ้น หรือธุรกิจสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจริงเพียงใด เพราะการมีผู้ใช้จำนวนมากกับการสร้างผลต่อผลิตภาพเป็นคนละคำถาม แม้จะเกี่ยวข้องกันก็ตาม
CNNIC ยังรายงานว่า ครึ่งแรกปี 2026 มีรายการลงทุนและระดมทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI จำนวน 1,255 รายการ รวมประมาณ 250,140 ล้านหยวน คิดเป็น 182% ของมูลค่าทั้งปี 2025 เงินทุนสะท้อนความสนใจและความคาดหวังต่ออุตสาหกรรม ส่วนผลตอบแทนจากการลงทุนยังต้องติดตามในระยะต่อไป
ช่วงวันหยุดวันชาติจีนปี 2026 ก็เป็นหนึ่งในเรื่องที่สื่อหลักของจีนนำเสนอ เพื่อสะท้อนภาพว่า AI กำลังเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวัน บทความแสดงความคิดเห็นของ CGTN วันที่ 4 ตุลาคม ยกตัวอย่าง AI ช่วยอธิบายโบราณวัตถุ แว่นอัจฉริยะสำหรับนำชมพิพิธภัณฑ์ และอุปกรณ์สวมใส่ช่วยเดินขึ้นเขา พร้อมเชื่อมการใช้งานเหล่านี้กับความสามารถด้านการผลิตและการยกระดับบริการ
สิ่งที่น่าสนใจคือวิธีที่สื่อจีนเชื่อมเทคโนโลยีเข้ากับประสบการณ์ที่คนทั่วไปเข้าใจได้ เรื่อง AI ถูกเล่าผ่านการเที่ยวพิพิธภัณฑ์ การเดินทาง และการช่วยให้ผู้สูงอายุทำกิจกรรมได้สะดวกขึ้น แต่ตัวอย่างที่สื่อเลือกมานำเสนอยังต้องแยกจากหลักฐานเรื่องความแพร่หลาย ความคุ้มค่า และคุณภาพของบริการ
หากผลิตภัณฑ์เหล่านี้พัฒนาไปสู่การใช้งานต่อเนื่อง ข้อได้เปรียบของจีนจะอยู่ที่การเชื่อมซอฟต์แวร์กับการผลิตอุปกรณ์และช่องทางจำหน่าย บริษัทสามารถนำความเห็นของลูกค้ากลับไปปรับทั้งตัวเครื่องและระบบ AI ได้ ขณะที่ตลาดในประเทศช่วยให้มีพื้นที่ทดลองและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ในขนาดใหญ่
ความเชื่อมโยงนี้ทำให้แผนปี 2030 มีความหมายมากกว่าการสร้างโมเดลที่ทำคะแนนสูง เพราะในท้ายที่สุด โมเดลต้องมีงานให้ใช้ ชิปต้องทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ได้ โครงสร้างพื้นฐานต้องรองรับบริการ และคนต้องมีทักษะพอที่จะนำทั้งหมดไปแก้ปัญหาในเศรษฐกิจจริง
การประเมินความสำเร็จของจีนในปี 2030 ควรดูอย่างน้อยสามด้านร่วมกัน
ตามกรอบนี้ จีนมีโอกาสเป็นหนึ่งในผู้นำ AI ของโลก และมีโอกาสนำในบางด้านได้ แต่การเป็นผู้นำทุกส่วนตั้งแต่ความรู้พื้นฐาน ชิป โมเดล ไปจนถึงตลาดโลก ยังต้องอาศัยความก้าวหน้าอีกมาก สิ่งที่ข้อมูลปัจจุบันสนับสนุนได้ชัดคือ จีนเตรียมองค์ประกอบหลายด้านไว้อย่างต่อเนื่อง และกำลังใช้ตลาดภายในประเทศเป็นฐานช่วยให้เทคโนโลยีของตนพัฒนาไปได้ไกลขึ้น
บทเรียนสำหรับไทยจึงอยู่ที่ความต่อเนื่องระหว่างเป้าหมายกับการลงมือทำ ถ้าต้องการใช้ AI ยกระดับเศรษฐกิจ เราต้องระบุให้ได้ว่าอุตสาหกรรมใดมีปัญหาที่ควรแก้ ต้องใช้ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานแบบไหน และใครจะเป็นคนทำงานเหล่านั้น
มหาวิทยาลัยต้องได้รับข้อมูลกลับมาว่าคนที่ผลิตออกไปทำงานอะไรได้และยังขาดทักษะใด ขณะที่ธุรกิจต้องมีโอกาสทดลองใช้เทคโนโลยีและประเมินผลอย่างเป็นรูปธรรม การเชื่อมเรื่องเหล่านี้เข้าด้วยกันจะช่วยให้ไทยได้มากกว่าจำนวนผู้ใช้ AI ที่เพิ่มขึ้น และมีโอกาสสร้างความสามารถของตัวเองในส่วนที่เลือกจะพัฒนา
เมื่อถึงปี 2030 คำถามที่ควรถามจีนจึงเป็นคำถามเดียวกับที่ควรถามตัวเราเองว่า เทคโนโลยีที่ลงทุนและพัฒนามานั้น ช่วยให้ประเทศทำอะไรได้ดีขึ้นจริง และความสามารถนั้นอยู่กับประเทศมากเพียงใด

อาจารย์การตลาด และหัวหน้ากลุ่มวิจัยธุรกิจไทย-จีน-อาเซียน ศูนย์ MIC คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่