
ในสัปดาห์หน้า ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยจะเปิดบ้านต้อนรับผู้นำด้านเศรษฐกิจและการเงิน ในฐานะเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ซึ่งได้รับการขนานนามว่า ‘โอลิมปิกทางการเงิน’
งานนี้เปรียบเสมือนการยกสำนักงานใหญ่ของ IMF และ World Bank จากกรุงวอชิงตัน ดีซี มายังประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยจะได้ต้อนรับผู้กำหนดนโยบาย นักเศรษฐศาสตร์ ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชนจากทั่วโลกมากกว่า 17,000 คน จาก 191 ประเทศ ที่เข้าร่วมกำหนดทิศทางอนาคตเศรษฐกิจโลก
รัฐบาลไทยจัดงาน 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ภายใต้กรอบแนวคิดหลักที่สะท้อนทิศทางการพัฒนาประเทศผ่าน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ Successful Showcases : ผลงานและนวัตกรรมที่ประเทศไทยทำสำเร็จแล้ว, People Impact : ผลลัพธ์และคุณค่าที่เกิดขึ้นกับชีวิตและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และ Future Transformation : การเตรียมความพร้อมในการยกระดับและต่อยอดสู่อนาคตอย่างยั่งยืน
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 คณะผู้จัดงาน นำโดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และณัฏฐวุฒิ ธรรมศิริ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมความพร้อมสถานที่จัดประชุม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ซึ่งได้ดำเนินการเสร็จสิ้นเต็มรูปแบบในทุกมิติแล้ว ก่อนส่งมอบพื้นที่ให้แก่ IMF และ World Bank
ดร.เอกนิติกล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้จะนำไปสู่โอกาสใหม่ของคนไทย ธุรกิจไทย ที่จะเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก และจะสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยทันทีประมาณ 1,050-2,250 ล้านบาท ตามประมาณการเดิมที่คำนวณจากผู้เข้าร่วมงาน 15,000 คน ซึ่งมีระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 7-10 วัน และมีอัตราการใช้จ่ายเฉลี่ย 10,000-15,000 บาทต่อคนต่อวัน ผ่านการใช้จ่ายในภาคการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และสินค้าชุมชน ขณะที่ข้อมูลล่าสุด มีผู้เข้าร่วมงานแล้วกว่า 17,000 คน
รองนายกฯ และ รมว.คลังกล่าวอีกว่า งานนี้เป็นการเปิดประตูสู่อนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ผ่านการแสดงศักยภาพการเป็นศูนย์กลางการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐบาลจะใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานสะอาด และสิทธิประโยชน์การลงทุน เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญ อาทิ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งจะกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน
“เวทีนี้จะนำสู่โอกาสใหม่ของคนไทย ธุรกิจไทย จะเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก … ผมเชื่อว่างานนี้จะช่วยให้มีเงินหมุนเวียนในประเทศไทยจำนวนมากจากกิจกรรมต่าง ๆ ในช่วงการประชุม และเชื่อว่าหลังจากนี้ ประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากการลงทุนต่าง ๆ ที่จะตามมา”
สำหรับการจัดเตรียมงาน ดร.เอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลไทยจัดเตรียมงานมา 3 ปี โดยจัดเตรียมความพร้อมด้านสถานที่และโครงสร้างพื้นฐานเทียบเท่ามาตรฐานสากลระดับสูงสุด และได้หลอมรวมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล ตลอดจนผสานอัตลักษณ์และวัฒนธรรมอันโดดเด่นของไทยในทุกมิติของการต้อนรับ เพื่อสร้างความประทับใจและตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยบนเวทีโลก
ด้านสถานที่และระบบต่าง ๆ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ได้ยกระดับการบริหารจัดการสู่มาตรฐานสากล โดยเฉพาะการจัดตั้งศูนย์ควบคุม Master Control Room และระบบถ่ายทอดสดมาตรฐานเดียวกับอีเวนต์ใหญ่ระดับโลกอย่าง FIFA World Cup และ UEFA Champions League พร้อมทีมบุคลากรผู้เชี่ยวชาญระดับสูงที่มีประสบการณ์ดูแลระบบในเวที World Economic Forum ณ เมืองดาวอส (Davos)
ส่วนด้านการรักษาความปลอดภัย จะดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยระดับสูงสุด ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยจัดระบบคัดกรองพื้นที่หลายชั้น (security zoning) พร้อมจุดตรวจ X-ray 17 จุด และ walk-through 19 จุด รวมถึงการเชื่อมต่อระบบ CCTV และมีกองกำลังดูแลความปลอดภัยครอบคลุมโรงแรมที่พักทางการสำหรับผู้ร่วมประชุมทั้ง 21 แห่ง ตลอด 24 ชั่วโมง
“จำนวนผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความไว้วางใจของประชาคมโลก ในการเดินทางมาร่วมหารือเพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก ณ ประเทศไทย” รองนายกฯ และ รมว.คลังกล่าว
หนึ่งในไฮไลต์ของการจัดงาน คือ การจัดแสดงนิทรรศการ ‘Thailand Pavilion’ ซึ่งแบ่งเนื้อหานิทรรศการออกเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่
โซนที่ 1 : Digital Public Infrastructure นำเสนอความก้าวหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทย เช่น PromptPay และระบบชำระเงินผ่าน QR ข้ามพรมแดน รวมถึงการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้ร้านค้าชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินและโอกาสทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น
โซนที่ 2 : Climate Resilience นำเสนอแนวทางการรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำท่วม การใช้แผนที่ข้อมูลเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการพัฒนาเมืองและชุมชนคาร์บอนต่ำ
โซนที่ 3 : Longevity นำเสนอระบบสุขภาพและเศรษฐกิจสุขภาวะของไทย ตั้งแต่ระบบหลักประกันสุขภาพ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อาหารเพื่อสุขภาพ เครื่องสำอางชีวภาพ นวดไทย ตลอดจนการแพทย์แม่นยำและอุตสาหกรรม wellness ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดแข็งของประเทศไทย
นอกจากนั้น อีกหนึ่งส่วนสำคัญ คือ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ (Royal Pavilion) ภายใต้แนวคิด ‘The Royal Legacy: Empowering People, Building Resilience’ ซึ่งสะท้อนแนวพระราชดำริด้านการพัฒนาที่ได้วางรากฐานความเข้มแข็งให้แก่ประเทศไทย และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลักคิดเหล่านี้ไม่เพียงมีคุณค่าต่อประเทศไทย แต่ยังสอดคล้องกับประเด็นที่ประชาคมโลกให้ความสำคัญ ทั้งการพัฒนาที่ยั่งยืน การลดความเหลื่อมล้ำ การรับมือกับภัยพิบัติ และการบริหารความเสี่ยง
ภายในงานมีการนำเสนอ soft power และวัฒนธรรมที่โดดเด่นไทยออกสู่สายตาชาวโลก ผ่านองค์ประกอบหลายด้าน
ด้านการตกแต่งสถานที่ มีการตกแต่งด้วยอัตลักษณ์ผ้าไทย 40 ลาย จาก 21 จังหวัด 28 ชุมชน อย่างเช่น ผ้าทอตีนจกไทลื้อ ผ้าขาวม้าลายช้าง และผ้าบาติกพิมพ์ลายบุปผาบรมราชินีนาถและกล้วยไม้แคทลียาควีนสิริกิติ์
ด้านการจัดแสดงงานศิลปะ มีผลงานประติมากรรม ‘Impact Piece Sculpture’ ที่นำวัสดุธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาถักทอเป็นชิ้นงานประติมากรรมสองชิ้น สะท้อนพลังแห่งความร่วมมือและการพัฒนาสู่อนาคตอย่างยั่งยืน ได้แก่
ด้านอาหารและเครื่องดื่ม มีการนำสินค้า GI ของไทยมารังสรรค์เป็นเมนูพิเศษ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้สัมผัสรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของไทย อาทิ กาแฟ ‘AM Brew’ ที่คัดสรรเมล็ดกาแฟไทยชั้นเลิศ และ ‘ชาไทย by QSNCC’ ที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงและผ่านกรรมวิธีที่ละเมียดละไม
นอกจากนั้น มีโซนประสบการณ์และวัฒนธรรมไทย ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้ผ่อนคลายและสัมผัส soft power ของไทยตลอด 7 วัน โดยมีทั้งร้านค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมสร้างสรรค์จาก SACIT, สินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์จากพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ บริการนวด คอ บ่า ไหล่ โดยแพทย์แผนไทยจากวัดโพธิ์และเชตวัน และการแสดงศิลปวัฒนธรรมหมุนเวียนวันละ 3 รอบ และไฮไลต์พิเศษ ‘Muay Thai Showcase by Thai Fight’ ในวันที่ 15 ตุลาคม 2569
วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวถึงการขับเคลื่อนแนวคิด ‘Green Meeting’ ว่า ประเทศไทยและ QSNCC ซึ่งเป็นศูนย์การประชุมที่ได้รับมาตรฐานอาคารเขียว มุ่งมั่นจัดการประชุมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้