Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ประชุม IMF-World Bank คาดเงินสะพัด 2 พันล้าน หวังช่วยดึง FDI เข้าไทย
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ประชุม IMF-World Bank คาดเงินสะพัด 2 พันล้าน หวังช่วยดึง FDI เข้าไทย

10 ต.ค. 69
09:09 น.
แชร์

ในสัปดาห์หน้า ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยจะเปิดบ้านต้อนรับผู้นำด้านเศรษฐกิจและการเงิน ในฐานะเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ซึ่งได้รับการขนานนามว่า ‘โอลิมปิกทางการเงิน’

งานนี้เปรียบเสมือนการยกสำนักงานใหญ่ของ IMF และ World Bank จากกรุงวอชิงตัน ดีซี มายังประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยจะได้ต้อนรับผู้กำหนดนโยบาย นักเศรษฐศาสตร์ ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชนจากทั่วโลกมากกว่า 17,000 คน จาก 191 ประเทศ ที่เข้าร่วมกำหนดทิศทางอนาคตเศรษฐกิจโลก

รัฐบาลไทยจัดงาน 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ภายใต้กรอบแนวคิดหลักที่สะท้อนทิศทางการพัฒนาประเทศผ่าน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ Successful Showcases : ผลงานและนวัตกรรมที่ประเทศไทยทำสำเร็จแล้ว, People Impact : ผลลัพธ์และคุณค่าที่เกิดขึ้นกับชีวิตและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และ Future Transformation : การเตรียมความพร้อมในการยกระดับและต่อยอดสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 คณะผู้จัดงาน นำโดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และณัฏฐวุฒิ ธรรมศิริ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมความพร้อมสถานที่จัดประชุม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ซึ่งได้ดำเนินการเสร็จสิ้นเต็มรูปแบบในทุกมิติแล้ว ก่อนส่งมอบพื้นที่ให้แก่ IMF และ World Bank

คาดเงินสะพัด 1,050-2,250 ล้าน หวังดึง FDI เข้าไทย

ดร.เอกนิติกล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้จะนำไปสู่โอกาสใหม่ของคนไทย ธุรกิจไทย ที่จะเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก และจะสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยทันทีประมาณ 1,050-2,250 ล้านบาท ตามประมาณการเดิมที่คำนวณจากผู้เข้าร่วมงาน 15,000 คน ซึ่งมีระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 7-10 วัน และมีอัตราการใช้จ่ายเฉลี่ย 10,000-15,000 บาทต่อคนต่อวัน ผ่านการใช้จ่ายในภาคการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และสินค้าชุมชน ขณะที่ข้อมูลล่าสุด มีผู้เข้าร่วมงานแล้วกว่า 17,000 คน

รองนายกฯ และ รมว.คลังกล่าวอีกว่า งานนี้เป็นการเปิดประตูสู่อนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ผ่านการแสดงศักยภาพการเป็นศูนย์กลางการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐบาลจะใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานสะอาด และสิทธิประโยชน์การลงทุน เพื่อดึงดูดเม็ดเงินการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญ อาทิ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งจะกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

“เวทีนี้จะนำสู่โอกาสใหม่ของคนไทย ธุรกิจไทย จะเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก … ผมเชื่อว่างานนี้จะช่วยให้มีเงินหมุนเวียนในประเทศไทยจำนวนมากจากกิจกรรมต่าง ๆ ในช่วงการประชุม และเชื่อว่าหลังจากนี้ ประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากการลงทุนต่าง ๆ ที่จะตามมา”

โชว์ความพร้อมจัดงานระดับโลก ตอกย้ำศักยภาพไทย

สำหรับการจัดเตรียมงาน ดร.เอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลไทยจัดเตรียมงานมา 3 ปี โดยจัดเตรียมความพร้อมด้านสถานที่และโครงสร้างพื้นฐานเทียบเท่ามาตรฐานสากลระดับสูงสุด และได้หลอมรวมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล ตลอดจนผสานอัตลักษณ์และวัฒนธรรมอันโดดเด่นของไทยในทุกมิติของการต้อนรับ เพื่อสร้างความประทับใจและตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยบนเวทีโลก

ด้านสถานที่และระบบต่าง ๆ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ได้ยกระดับการบริหารจัดการสู่มาตรฐานสากล โดยเฉพาะการจัดตั้งศูนย์ควบคุม Master Control Room และระบบถ่ายทอดสดมาตรฐานเดียวกับอีเวนต์ใหญ่ระดับโลกอย่าง FIFA World Cup และ UEFA Champions League พร้อมทีมบุคลากรผู้เชี่ยวชาญระดับสูงที่มีประสบการณ์ดูแลระบบในเวที World Economic Forum ณ เมืองดาวอส (Davos)

ส่วนด้านการรักษาความปลอดภัย จะดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยระดับสูงสุด ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยจัดระบบคัดกรองพื้นที่หลายชั้น (security zoning) พร้อมจุดตรวจ X-ray 17 จุด และ walk-through 19 จุด รวมถึงการเชื่อมต่อระบบ CCTV และมีกองกำลังดูแลความปลอดภัยครอบคลุมโรงแรมที่พักทางการสำหรับผู้ร่วมประชุมทั้ง 21 แห่ง ตลอด 24 ชั่วโมง

“จำนวนผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความไว้วางใจของประชาคมโลก ในการเดินทางมาร่วมหารือเพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก ณ ประเทศไทย” รองนายกฯ และ รมว.คลังกล่าว

ไฮไลต์ Thailand Pavilion และ Royal Pavilion

หนึ่งในไฮไลต์ของการจัดงาน คือ การจัดแสดงนิทรรศการ ‘Thailand Pavilion’ ซึ่งแบ่งเนื้อหานิทรรศการออกเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่

โซนที่ 1 : Digital Public Infrastructure นำเสนอความก้าวหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทย เช่น PromptPay และระบบชำระเงินผ่าน QR ข้ามพรมแดน รวมถึงการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้ร้านค้าชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินและโอกาสทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น

โซนที่ 2 : Climate Resilience นำเสนอแนวทางการรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำท่วม การใช้แผนที่ข้อมูลเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการพัฒนาเมืองและชุมชนคาร์บอนต่ำ

โซนที่ 3 : Longevity นำเสนอระบบสุขภาพและเศรษฐกิจสุขภาวะของไทย ตั้งแต่ระบบหลักประกันสุขภาพ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อาหารเพื่อสุขภาพ เครื่องสำอางชีวภาพ นวดไทย ตลอดจนการแพทย์แม่นยำและอุตสาหกรรม wellness ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดแข็งของประเทศไทย

นอกจากนั้น อีกหนึ่งส่วนสำคัญ คือ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ (Royal Pavilion) ภายใต้แนวคิด ‘The Royal Legacy: Empowering People, Building Resilience’ ซึ่งสะท้อนแนวพระราชดำริด้านการพัฒนาที่ได้วางรากฐานความเข้มแข็งให้แก่ประเทศไทย และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลักคิดเหล่านี้ไม่เพียงมีคุณค่าต่อประเทศไทย แต่ยังสอดคล้องกับประเด็นที่ประชาคมโลกให้ความสำคัญ ทั้งการพัฒนาที่ยั่งยืน การลดความเหลื่อมล้ำ การรับมือกับภัยพิบัติ และการบริหารความเสี่ยง

นำเสนอ ‘ของดีของไทย’ สู่สายตาโลก

ภายในงานมีการนำเสนอ soft power และวัฒนธรรมที่โดดเด่นไทยออกสู่สายตาชาวโลก ผ่านองค์ประกอบหลายด้าน

ด้านการตกแต่งสถานที่ มีการตกแต่งด้วยอัตลักษณ์ผ้าไทย 40 ลาย จาก 21 จังหวัด 28 ชุมชน อย่างเช่น ผ้าทอตีนจกไทลื้อ ผ้าขาวม้าลายช้าง และผ้าบาติกพิมพ์ลายบุปผาบรมราชินีนาถและกล้วยไม้แคทลียาควีนสิริกิติ์

ด้านการจัดแสดงงานศิลปะ มีผลงานประติมากรรม ‘Impact Piece Sculpture’ ที่นำวัสดุธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาถักทอเป็นชิ้นงานประติมากรรมสองชิ้น สะท้อนพลังแห่งความร่วมมือและการพัฒนาสู่อนาคตอย่างยั่งยืน ได้แก่

  • ประติมากรรม ‘ONE THAILAND WEAVING CONNECTIONS’ ใช้วัสดุจาก ผักตบชวา ไผ่ บาติก กระจูด เถาวัลย์แดง คลุ้ม และกาบกล้วย
  • ประติมากรรม ‘ONE THAILAND WEAVING THE FUTURE’ ใช้วัสดุจาก บาติก ใบตองแห้ง ไผ่รมควัน ผักตบชวา ใบตาล กก ก้านจาก หวาย ไหล กระจูด คลุ้ม และกาบกล้วย
ประติมากรรม ONE THAILAND WEAVING CONNECTIONS
ประติมากรรม ONE THAILAND WEAVING CONNECTIONS

ด้านอาหารและเครื่องดื่ม มีการนำสินค้า GI ของไทยมารังสรรค์เป็นเมนูพิเศษ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้สัมผัสรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของไทย อาทิ กาแฟ ‘AM Brew’ ที่คัดสรรเมล็ดกาแฟไทยชั้นเลิศ และ ‘ชาไทย by QSNCC’ ที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงและผ่านกรรมวิธีที่ละเมียดละไม

นอกจากนั้น มีโซนประสบการณ์และวัฒนธรรมไทย ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้ผ่อนคลายและสัมผัส soft power ของไทยตลอด 7 วัน โดยมีทั้งร้านค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมสร้างสรรค์จาก SACIT, สินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์จากพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ บริการนวด คอ บ่า ไหล่ โดยแพทย์แผนไทยจากวัดโพธิ์และเชตวัน และการแสดงศิลปวัฒนธรรมหมุนเวียนวันละ 3 รอบ และไฮไลต์พิเศษ ‘Muay Thai Showcase by Thai Fight’ ในวันที่ 15 ตุลาคม 2569

ประติมากรรม ONE THAILAND WEAVING THE FUTURE
ประติมากรรม ONE THAILAND WEAVING THE FUTURE

มุ่งมั่นจัดการประชุมสีเขียว ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวถึงการขับเคลื่อนแนวคิด ‘Green Meeting’ ว่า ประเทศไทยและ QSNCC ซึ่งเป็นศูนย์การประชุมที่ได้รับมาตรฐานอาคารเขียว มุ่งมั่นจัดการประชุมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

  • จัดรถยนต์ไฟฟ้ารวม 320 คันให้บริการผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 95.8 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂eq) หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ใหญ่กว่า 9,580 ต้นในหนึ่งปี
  • บริหารจัดการขยะอย่างครบวงจรโดยนำขยะอาหาร (food waste) ไปแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์
  • ลดใช้กระดาษด้วยระบบประชุมดิจิทัล (paperless)
  • ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (single-use plastics) ในส่วนการจัดเลี้ยงทั้งหมด

แชร์
ประชุม IMF-World Bank คาดเงินสะพัด 2 พันล้าน หวังช่วยดึง FDI เข้าไทย