
ฝนตกหนักต่อเนื่องและน้ำท่วมเป็นวงกว้างในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม 2569 ส่งผลให้ครัวเรือน แรงงาน และธุรกิจในหลายพื้นที่เผชิญทั้งรายได้ที่ลดลง การเดินทางที่ติดขัด และค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูทรัพย์สิน โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงจังหวัดที่เป็นฐานการผลิตเกษตรและอุตสาหกรรมสำคัญ
SCB EIC ประเมินว่า สถานการณ์น้ำท่วมจะทยอยคลี่คลายในกรณีฐาน และจะทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2569 ลดลง 0.05-0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามฝนระลอกใหม่และปริมาณน้ำที่ไหลผ่านพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งอาจทำให้ผลกระทบรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้
แม้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมจะน้อยกว่ามหาอุทกภัยปี 2554 มาก แต่ครัวเรือนและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ที่มีสภาพคล่องจำกัดยังเสี่ยงถูกซ้ำเติมจากรายได้ที่หายไปพร้อมกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ความเร็วในการกลับมาทำงานและเปิดกิจการจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวหลังน้ำลด
ในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม 2569 หลายพื้นที่ของไทยเผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องและน้ำท่วมเป็นวงกว้าง โดยกรุงเทพฯ มีฝนตกหนักแบบกระจุกตัว หรือ “Rain Bomb” ปริมาณฝนสะสม 250-300 มิลลิเมตร ส่งผลให้น้ำท่วมขังสูงต่อเนื่องหลายวัน
SCB EIC ประเมินว่า สถานการณ์จะทยอยคลี่คลายในกรณีฐาน แม้บางพื้นที่ยังมีความเสี่ยงจากฝนตกหนักเพิ่มเติม รวมถึงน้ำเหนือและน้ำจากพื้นที่ภูเขาที่ไหลผ่าน ซึ่งอาจกระทบระยะเวลาที่น้ำท่วมจะคลี่คลาย
สำหรับพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญภายในคันกั้นน้ำของกรุงเทพฯ ความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมยังมีจำกัด เนื่องจากปริมาณน้ำเหนือที่จะไหลผ่านกรุงเทพฯ มีแนวโน้มต่ำกว่าช่วงมหาอุทกภัยปี 2554 มาก และเริ่มปรับระดับลง อย่างไรก็ดี การประเมินดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับความรุนแรงของฝนและปริมาณน้ำที่ไหลลงมาในระยะต่อไป
SCB EIC ประเมินจากข้อมูลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในช่วงวันที่ 16 กันยายน-7 ตุลาคม 2569 ว่า น้ำท่วมรอบนี้ส่งผลกระทบต่อครัวเรือนไทยสะสมกว่า 1.48 ล้านครัวเรือน หรือราว 6% ของครัวเรือนทั้งหมด โดยยังมีครัวเรือนกว่า 1.1 ล้านครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบอยู่
พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบสูงกระจุกตัวในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เช่น สมุทรปราการและปทุมธานี รวมถึงจังหวัดที่เป็นฐานการผลิตเกษตรและอุตสาหกรรมสำคัญในภาคกลางและภาคตะวันออก ได้แก่ นครนายก ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และอยุธยา
ด้านแรงงาน คาดว่ามีผู้ได้รับผลกระทบมากกว่า 1.69 ล้านคน จากข้อจำกัดในการเดินทาง การหยุดกิจการชั่วคราว และการสูญเสียชั่วโมงทำงาน โดยสมุทรปราการและกรุงเทพฯ มีแรงงานได้รับผลกระทบกว่า 4.45 แสนคน และ 4.20 แสนคน ตามลำดับ ซึ่งสองพื้นที่นี้รวมกันคิดเป็นราว 2% ของคนทำงานทั้งหมดในประเทศ
กลุ่มที่เปราะบางที่สุดคือแรงงานภาคบริการและแรงงานนอกระบบที่มีรายได้รายวัน เพราะเมื่อไม่สามารถทำงานได้ รายได้จะหายไปทันที ขณะที่ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย และค่าซ่อมแซมทรัพย์สินกลับเพิ่มขึ้นพร้อมกัน
ผลกระทบต่อแรงงานจึงขึ้นอยู่ทั้งกับระดับน้ำและระยะเวลาที่ไม่สามารถกลับมาหารายได้ตามปกติ
ผลกระทบต่อครัวเรือน แรงงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่น้ำท่วมจะส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยโดยรวม โดย SCB EIC ประเมินว่า ในกรณีฐาน น้ำท่วมจะทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2569 ลดลง 0.05-0.1 จุดเปอร์เซ็นต์
ผลกระทบหลักมาจากรายได้ครัวเรือนที่ลดลง การประกอบอาชีพและการเดินทางที่สะดุด รวมถึงการหยุดดำเนินงานชั่วคราวของภาคการผลิตและบริการบางส่วน ขณะที่การซื้อสินค้าจำเป็นเพื่อรับมือน้ำท่วมและการใช้จ่ายเพื่อซ่อมแซมความเสียหายจะช่วยชดเชยผลกระทบได้บางส่วน
หากสถานการณ์รุนแรงกว่าคาดจากฝนระลอกใหม่และน้ำเหนือที่ไหลแรงกว่าที่ประเมิน แต่ยังไม่ท่วมเข้าพื้นที่ภายในคันกั้นน้ำของกรุงเทพฯ ผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจอาจเพิ่มเป็น 0.1-0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ และหากเกิดน้ำท่วมพื้นที่เมืองภายในคันกั้นน้ำของกรุงเทพฯ ผลกระทบอาจเพิ่มเป็น 0.15-0.25 จุดเปอร์เซ็นต์
อย่างไรก็ดี ผลกระทบดังกล่าวยังน้อยกว่ามหาอุทกภัยปี 2554 มาก ซึ่งกระทบเศรษฐกิจไทยสูงถึง 3.5-4 จุดเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากน้ำท่วมเข้าไปในนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง และกระทบภาคการผลิตสำคัญเป็นวงกว้างนานกว่า 5 เดือน
ความเสี่ยงสำคัญของน้ำท่วมรอบนี้อยู่ที่การซ้ำเติมครัวเรือนและ SMEs ที่มีสภาพคล่องจำกัด และรองรับภาระรายจ่ายเพิ่มเติมได้ไม่มาก แม้ความเสียหายในภาพรวมจะต่ำกว่าปี 2554 แต่รายได้ที่สะดุดและต้นทุนฟื้นฟูที่เพิ่มขึ้นยังเป็นภาระต่อกลุ่มเหล่านี้
ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ กำลังซื้อและพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ลดลง การหยุดชะงักของระบบโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน และความเสียหายต่อทรัพย์สิน สินค้าคงคลัง และสถานประกอบการ
ในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ธุรกิจค้าปลีก สินค้าคงทน ร้านอาหาร การท่องเที่ยว และอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มได้รับผลกระทบด้านความต้องการซื้อสินค้าและบริการมากที่สุด เนื่องจากผู้บริโภคเดินทางได้จำกัดและชะลอการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ขณะที่ภาคการผลิตบางส่วนอาจสะดุดจากความล่าช้าในการขนส่งวัตถุดิบและการส่งมอบสินค้า
หลายธุรกิจยังเผชิญความเสียหายโดยตรงต่ออาคาร เครื่องจักร สินค้าคงคลัง พื้นที่ประกอบกิจการ และพื้นที่เกษตร ทำให้ต้องรับภาระต้นทุนในการซ่อมแซม ฟื้นฟู และกลับมาเปิดดำเนินงาน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่มีเงินสำรองจำกัด
หลังน้ำลด ความเสี่ยงสำคัญจะเปลี่ยนจากความเสียหายทางกายภาพไปสู่ความสามารถในการฟื้นรายได้และสภาพคล่องของครัวเรือนและธุรกิจ การซ่อมแซมสถานประกอบการจึงต้องดำเนินไปพร้อมกับการกลับมาสร้างรายได้และรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ
ขณะเดียวกัน บางธุรกิจอาจได้รับอานิสงส์จากความต้องการสินค้าจำเป็น วัสดุป้องกันน้ำท่วม เครื่องใช้ภายในบ้าน และบริการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความต้องการซื้อทดแทนและซ่อมแซมทรัพย์สินที่เสียหาย หรือ Pent-up demand ตลอดจนการลงทุนในระบบป้องกันน้ำท่วม ระบบระบายน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวจากน้ำท่วม หรือ Flood Resilience
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวอาจเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน เพราะครัวเรือนและธุรกิจแต่ละกลุ่มมีความสามารถในการเข้าถึงเงินทุนและสภาพคล่องแตกต่างกัน
SCB EIC ระบุว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากน้ำท่วมขึ้นอยู่ทั้งกับระดับน้ำและความสามารถของครัวเรือน แรงงาน และธุรกิจในการกลับมาสร้างรายได้และดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติในระยะต่อไปจึงต้องครอบคลุมการป้องกันความเสียหายทางกายภาพ การสร้างภูมิคุ้มกันด้านรายได้และสภาพคล่อง ความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ และการลงทุนด้าน Flood Resilience เพื่อลดระยะเวลาในการฟื้นตัวเมื่อเผชิญภัยพิบัติในอนาคต