
Fast Retailing เจ้าของแบรนด์ UNIQLO ประกาศผลประกอบการปี 2026 ทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังยอดขายในสหรัฐฯ และยุโรปเติบโตอย่างก้าวกระโดด จนแซงหน้าตลาดจีนเป็นครั้งแรก พร้อมคาดการณ์กำไรสุทธิทำสถิติใหม่ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ในปีงบประมาณ 2027 และเดินหน้าสู่เป้าหมายรายได้ 10 ล้านล้านเยนในระยะยาว
Fast Retailing บริษัทค้าปลีกเสื้อผ้ายักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ประกาศผลประกอบการประจำปีงบประมาณ 2026 โดยมีรายได้รวม 3.96 ล้านล้านเยน เพิ่มขึ้น 16.6% จากปีก่อน ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นถึง 31.7% แตะ 743.1 พันล้านเยน และกำไรสุทธิอยู่ที่ 542.5 พันล้านเยน เพิ่มขึ้น 25.3% ทำสถิติสูงสุดใหม่
ผลประกอบการนี้สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะกำไรจากการดำเนินงานที่เติบโตถึง 32% สะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจ UNIQLO ในตลาดต่างประเทศ ซึ่งกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของบริษัทในช่วงที่ผ่านมา
แต่สิ่งที่น่าจับตาไม่ใช่เพียงตัวเลขกำไรที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของตลาดหลักที่สร้างรายได้ให้ UNIQLO หลังยอดขายรวมจากอเมริกาเหนือและยุโรปแซงหน้า Greater China ซึ่งครอบคลุมจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และไต้หวัน เป็นครั้งแรก สะท้อนว่าบริษัทกำลังลดการพึ่งพาตลาดจีน และสร้างฐานการเติบโตใหม่ในฝั่งตะวันตกได้สำเร็จ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จีนถือเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญที่สุดของ UNIQLO นอกประเทศญี่ปุ่น ด้วยจำนวนสาขาหลายร้อยแห่งและฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจจีนที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากแบรนด์เสื้อผ้าท้องถิ่น ทำให้บริษัทต้องหันไปเร่งขยายธุรกิจในภูมิภาคอื่นมากขึ้น
ผลประกอบการปี 2026 แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยรายได้ของ UNIQLO ในอเมริกาเหนือเพิ่มขึ้น 34.6% มาอยู่ที่ 364.9 พันล้านเยน ขณะที่ยุโรปเติบโต 38.7% แตะ 512.6 พันล้านเยน
เมื่อรวมรายได้ของทั้งสองภูมิภาคจะอยู่ที่ประมาณ 877.5 พันล้านเยน สูงกว่ารายได้จาก Greater China ที่ 724 พันล้านเยน ถือเป็นครั้งแรกที่ตลาดอเมริกาเหนือและยุโรปรวมกันมีขนาดใหญ่กว่าตลาดจีนสำหรับธุรกิจ UNIQLO
เบื้องหลังการเติบโตส่วนหนึ่งมาจากกลยุทธ์การขยายร้านสาขาขนาดใหญ่ในเมืองสำคัญ โดยเฉพาะ Flagship Store ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงขายสินค้า แต่ยังเป็นพื้นที่สร้างการรับรู้และนำเสนอเอกลักษณ์ของแบรนด์ให้เข้าถึงผู้บริโภคในแต่ละประเทศ
อีกปัจจัยคือแนวคิด LifeWear ของ UNIQLO ที่เน้นเสื้อผ้าเรียบง่าย ใช้งานได้จริง และสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งได้รับความนิยมมากขึ้นในตลาดตะวันตก บริษัทจึงสามารถขยายฐานลูกค้าได้โดยไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้วยกระแสแฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเพียงอย่างเดียว
ขณะเดียวกัน ตลาดจีนไม่ได้อยู่ในภาวะถดถอยไปซะทีเดียว โดยรายได้จาก Greater China ยังเติบโต 11.3% และกำไรจากธุรกิจเพิ่มขึ้น 24.6% ส่วนจีนแผ่นดินใหญ่มีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 3% เมื่อคิดเป็นสกุลเงินท้องถิ่น หลังบริษัทเดินหน้าปรับโครงสร้างการดำเนินงาน ทั้งการปิดสาขาที่ทำผลงานไม่ดีและการลงทุนกับร้านรูปแบบใหม่ที่มีศักยภาพสูงกว่าเดิม
สำหรับตลาดญี่ปุ่นซึ่งเป็นฐานธุรกิจดั้งเดิมของ UNIQLO ยังคงมีผลประกอบการเติบโต โดยรายได้ในปีงบประมาณ 2026 อยู่ที่ 1.08 ล้านล้านเยน เพิ่มขึ้น 5.7% และกำไรจากธุรกิจเพิ่มขึ้น 8.1%
ยอดขายจากสาขาเดิมเติบโต 5.1% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากสินค้าที่ตอบโจทย์การใช้งาน เช่น กางเกง Ultra Stretch เสื้อผ้าป้องกันรังสี UV รวมถึงกางเกงทรง Barrel ที่ได้รับความนิยมตามกระแสแฟชั่น
อย่างไรก็ตาม แม้ยอดขายจะเพิ่มขึ้น แต่บริษัทกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้นตามการอ่อนค่าของเงินเยน เนื่องจาก UNIQLO มีฐานการผลิตสินค้าในหลายประเทศของเอเชีย ทำให้ต้องรับภาระต้นทุนนำเข้าเพิ่มขึ้นเมื่อเงินเยนอ่อนค่า
แม้บริษัทจะใช้สัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าเพื่อบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่ต้นทุนดังกล่าวยังส่งผลต่ออัตรากำไรขั้นต้น โดย Fast Retailing คาดว่าผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนจะยังคงเป็นความท้าทายในปีงบประมาณ 2027 และอาจทำให้บริษัทต้องพิจารณาปรับราคาสินค้าบางรายการในญี่ปุ่น
สำหรับปีงบประมาณ 2027 ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนสิงหาคมปีหน้า Fast Retailing คาดการณ์ว่ารายได้รวมจะเพิ่มขึ้นอีก 12.3% แตะ 4.45 ล้านล้านเยน ขณะที่กำไรจากธุรกิจคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 15.5% อยู่ที่ 830 พันล้านเยน และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 3.2% แตะ 560 พันล้านเยน
หากทำได้ตามเป้าหมาย จะทำให้บริษัทสร้างสถิติกำไรสุทธิสูงสุดใหม่เป็นปีที่ 7 ติดต่อกัน ตามที่ Nikkei Asia รายงาน
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่น่าสนใจคือกำไรสุทธิปี 2027 ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 3.2% ชะลอลงอย่างมากเมื่อเทียบกับการเติบโต 25.3% ในปีที่ผ่านมา แม้รายได้รวมยังมีแนวโน้มเติบโตในระดับสองหลัก
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า Fast Retailing ยังต้องเผชิญความท้าทายในการรักษาความสามารถในการทำกำไร ทั้งจากต้นทุนสินค้า ความผันผวนของค่าเงิน และการแข่งขันในตลาดแฟชั่นทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงที่บริษัทกำลังลงทุนขยายสาขาและสร้างฐานลูกค้าในตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ การเติบโตของแต่ละแบรนด์ในเครือยังแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดย GU ซึ่งเป็นแบรนด์แฟชั่นราคาย่อมเยา มีรายได้เพิ่มขึ้นเพียง 1.8% อยู่ที่ 336.7 พันล้านเยน ขณะที่กลุ่ม Global Brands ซึ่งรวมถึง Theory มีรายได้ลดลง 2.3% มาอยู่ที่ 128.5 พันล้านเยน
ท่ามกลางผลประกอบการที่ทำสถิติสูงสุด Tadashi Yanai ผู้ก่อตั้ง Fast Retailing ยังคงยืนยันเป้าหมายระยะยาวที่จะผลักดันยอดขายรวมของบริษัทให้แตะ 10 ล้านล้านเยนต่อปี หรือมากกว่าสองเท่าของรายได้ปัจจุบัน
Yanai ระบุว่าบริษัทต้องการเพิ่มยอดขายให้ได้ประมาณ 500 พันล้านเยนต่อปี ผ่านการขยายธุรกิจในต่างประเทศ การเพิ่มประสิทธิภาพร้านค้า และการสร้างความแข็งแกร่งให้แบรนด์ UNIQLO ในตลาดโลก
จากร้านเสื้อผ้าแห่งแรกในเมืองฮิโรชิมาเมื่อปี 1984 ปัจจุบัน UNIQLO มีสาขามากกว่า 2,500 แห่งทั่วโลก และกำลังก้าวขึ้นมาแข่งขันกับผู้ค้าปลีกแฟชั่นรายใหญ่อย่าง Zara และ H&M อย่างเต็มตัว
การขยายตัวอย่างรวดเร็วในอเมริกาเหนือและยุโรปยังทำให้ Fast Retailing มีโอกาสแซงหน้า H&M ในแง่รายได้ต่อปี โดย Financial Times รายงานว่ารายได้ของ Fast Retailing ในปีล่าสุดอยู่ที่ราว 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่ารายได้ที่คาดการณ์ไว้ของ H&M ที่ประมาณ 22,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แม้ทั้งสองบริษัทจะมีรอบปีบัญชีต่างกัน แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า UNIQLO กำลังขยับสถานะจากแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำของเอเชีย ไปสู่หนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมค้าปลีกแฟชั่นโลก
อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่เป้าหมายรายได้ 10 ล้านล้านเยนยังมีความท้าทายรออยู่ ทั้งการรักษาการเติบโตในตลาดตะวันตก การฟื้นตัวของผู้บริโภคจีน และการบริหารต้นทุนในญี่ปุ่น ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
อ้างอิง : Nikkei Asia, Reuters, Financial Times