
“ณวัฒน์ อิสรไกรศีล” ออกมาอัปเดตสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในรอบ 17 ปี ที่หมู่บ้านธนาซิตี้ หลังจากเผชิญภาวะน้ำท่วมขังมานานกว่า 2 สัปดาห์ โดยเผยว่า แม้ระดับน้ำจะลดลงมาประมาณ 1 ฟุตเศษแล้ว แต่ปัจจุบันยังคงสูงถึงระดับเอว จนไม่สามารถเข้าตัวบ้านได้ พร้อมเผยภาพรวมความเสียหายสุดอ่วม คาใจเหตุใดบ้านบางฝั่งไม่ท่วม โดยเฉพาะฝั่งบ้านนายกฯ และเปิดใจถึงประเด็นโดนด่า “แก่เกินแกง”
“ณวัฒน์” เปิดเผยว่า ขณะนี้บ้านยังไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบภายในได้ แต่วิเคราะห์ความเสียหายเบื้องต้นอาจสูงเกือบ 10 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งตัวบ้าน โดยเฉพาะชั้นล่างที่พื้นเป็นไม้คาดว่าเสียหายหนัก, รถยนต์ 3 คัน, และสวนที่เพิ่งปรับปรุงใหม่ด้วยงบเกือบ 2 ล้านบาท
ทั้งนี้ เจ้าตัวได้ประสานบริษัทประกันรถยนต์แล้ว ซึ่งได้รับการยืนยันว่าสามารถเคลมความเสียหายจากอุทกภัยได้ พร้อมฝากเตือนผู้ประสบภัยที่มีประกันว่า “อย่าเคลื่อนย้ายหรือสตาร์ตรถ และอย่าซ่อมเองเด็ดขาด ควรอรอให้บริษัทประกันเข้าตรวจสอบเสียก่อน”
ส่วนกรณีที่หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดพื้นที่ฝั่งหนึ่งของหมู่บ้านจึงท่วมหนัก แต่ฝั่งบ้านของนายกฯ “อนุทิน ชาญวีรกูล” กลับไม่ท่วม “ณวัฒน์” ยืนยันว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครตอบคำถามได้อย่างชัดเจน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากเป็นเพียงเรื่องระดับพื้นที่เหตุใดความแตกต่างของระดับน้ำจึงชัดเจนขนาดนี้ ในฐานะคนที่อาศัยอยู่มานาน 17 ปี ย่อมรู้ภูมิประเทศเป็นอย่างดี
นอกจากนี้ ในส่วนของการแก้ปัญหาของนิติบุคคลและหน่วยงานรัฐ ชาวบ้านได้รวมเงินกันจ้างเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่มาช่วย แต่มองว่าหากมีการสูบน้ำอย่างจริงจัง น้ำในคลองยังสามารถรองรับได้ จึงอยากเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่านี้ พร้อมกันนี้ยังเรียกร้องให้นักการเมืองทุกพรรคในรัฐบาลแสดงจุดยืนต่อการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมให้ชัดเจน ถึงขั้นเสนอให้พิจารณาลาออกจากการร่วมรัฐบาลหากไม่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้
สำหรับประเด็นที่ถูกวิจารณ์เรื่องคำพูด “แก่เกินแกง” ด้าน “ณวัฒน์” เผยว่าไม่ได้รู้สึกโกรธเรื่องอายุ แต่รู้สึกว่าคำพูดดังกล่าวสะท้อนถึงวิธีคิดและวุฒิภาวะของคนพูด พร้อมฝากข้อคิดว่าผู้ที่มีตำแหน่งหรือบทบาทในสังคมควรเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นมากกว่านี้
นอกจากนี้ กรณีที่มีการเปรียบเทียบสัตว์เลี้ยงเหมือน “หนู” เจ้าตัวแสดงมุมมองส่วนตัวว่า หนูเป็นสัตว์อันตรายและสกปรก เพราะกินอาหารไม่เลือก แต่ในมุมของคนเลี้ยงสัตว์ สัตว์เลี้ยงคือสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะคนในวงการบันเทิงที่ผูกพันกับสุนัขและแมวเหมือนลูกหรือพี่น้อง จึงอยากให้ผู้ที่ออกมาพูดเรื่องนี้มีความระมัดระวังและมีวุฒิภาวะ ไม่ควรนำมาตรฐานของตัวเองไปตัดสินผู้อื่น พร้อมทิ้งท้ายว่าเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ทำให้รู้ซึ้งถึงความประมาท และกังวลว่าหากบังคับใช้กฎหมายไม่เท่าเทียม จะทำให้ประชาชนรู้สึกว่า “ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร” ซึ่งอันตรายต่อสังคมและประเทศ
Advertisement