
ลองจินตนาการถึงการขับรถสปอร์ตด้วยความเร็วระดับ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมกับต้องรับแรงเหวี่ยงมหาศาลที่กดทับร่างกาย แต่ความจริงที่โหดร้ายกว่านั้นคือคุณไม่ได้กำลังนั่งอยู่รถที่ติดแอร์เย็นฉ่ำ แต่กำลังติดอยู่ใน "เตาอบเคลื่อนที่" ที่ร้อนระอุถึง 60 องศาเซลเซียส ร้อนยิ่งกว่าห้องซาวน่า และอบอวลไปด้วยความชื้นทะลุ 90%!
รถแข่ง F1 จะไม่มีเครื่องปรับอากาศ เนื่องจากต้องตัดน้ำหนักส่วนเกินเพื่อความเร็วสูงสุด รวมถึงพื้นที่ในห้องนักขับจำกัดเกินกว่าจะติดตั้งระบบทำความเย็น และทีมแข่งจำเป็นต้องทุ่มพลังงานทั้งหมดไปกับการขับเคลื่อนเครื่องยนต์ แทนที่จะแบ่งมาใช้กับคอมเพรสเซอร์แอร์ แถมยังถูกห้อมล้อมด้วยเครื่องยนต์พลังสูงและท่อไอเสียที่แผ่ไอความร้อนระอุ
นี่คือภาพความจริงอันโหดร้ายที่นักขับฟอร์มูล่าวัน (F1) ต้องเผชิญ โดยเฉพาะเมื่อการแข่งขันสนาม Singapore Grand Prix ถูกประกาศสถานะเป็น ‘Heat Hazard’ เตือนภัยความร้อนที่อันตรายอย่างเป็นทางการเป็นปีที่สองติดต่อกัน
ท่ามกลางไฟต์บังคับที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า 2 ชั่วโมงเต็มจากอุบัติเหตุและรถเซฟตี้คาร์ นักขับเหล่านี้ไม่ได้แค่แข่งกับคู่แข่งในสนามเท่านั้น แต่พวกเขากำลังแข่งกับ "ความเป็นความตาย" จากภาวะร่างกาย overheating จนสูญเสียเหงื่อและน้ำหนักตัวไปมากถึง 3 ถึง 4 กิโลกรัมภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง!
ถึงขนาดที่อดีตแชมป์และนักขับแถวหน้าเคยช็อกและถึงขั้นเห็นภาพหลอนมาแล้ว จนกลายเป็นประเด็นเดือดว่าเราควรบังคับใช้ "เสื้อกั๊กทำความเย็น" ดีไหม? ในเมื่อฝั่งนักแข่งระดับท็อปอย่าง แม็กซ์ เวอร์สแท็พเพน ถึงกับส่ายหัวบอกว่ามันเกะกะและไม่จำเป็น ขณะที่บางคนเคยเจอประสบการณ์สยองระบบพังจนน้ำร้อน 50 องศาฯ วนเข้าตัวจนเกือบช็อกคาพวงมาลัย!
SPOTLIGHT ชวนอ่าน เบื้องหลังสนามแข่งระดับโลกซ่อนความทรหดเอาไว้ขนาดไหน? ตามไปส่องการทดลองสุดโหดที่จำลองความร้อนนรกนี้ในบทความฉบับเต็ม
ความร้อนระดับวิกฤตนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เพราะที่ผ่านมามันเคยฝาก "แผลเป็น" และภาพจำอันน่ากลัวมาแล้วหลายครั้ง ย้อนกลับไปเมื่อสองปีที่แล้วในสิงคโปร์ กรังปรีซ์ สองนักขับจากค่ายเมอร์เซเดสอย่าง ลูอิส แฮมิลตัน และ จอร์จ รัสเซลล์ ถึงกับต้องหามส่งไปรักษาอาการเพลียแดดกันยกแพ็ก
โดยเฉพาะ รัสเซลล์ ที่อุณหภูมิร่างกายพุ่งสูงปรี๊ดแตะ 42 องศาเซลเซียส แถมยังมีอาการแพนิกขั้นรุนแรง จนกล้องสารคดี Netflix Drive to Survive จับภาพวินาทีที่เขากำลังหอบหายใจอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ในอ่างน้ำแข็งได้อย่างชัดเจน หรือถอยหลังไปอีกนิดอย่าง โลแกน ซาร์เจนต์ (กาตาร์ 2023) ที่โดนฮีทสโตรกเล่นงานจนต้องขอถอนตัวกลางคัน เอสเตบาน โอคอน ที่อ้วกใส่หมวกกันน็อกคาเรซ หรือแม้แต่ แลนซ์ สโตรลล์ ที่เกือบหมดสติคารถมาแล้ว
จากความโหดหินนี้เอง ทำให้เกิดศึกทางความคิดครั้งใหญ่ระหว่างเหล่านักขับเรื่อง "เสื้อกั๊กทำความเย็น" (Cooling Vests) ที่ FIA บังคับให้ทีมต้องเตรียมไว้ให้ แต่ให้สิทธิ์นักขับเลือกได้ว่าจะใส่หรือไม่ แต่ถ้าไม่ใส่ ต้องยอมแบกน้ำหนักถ่วงรถเพิ่ม 5 กิโลกรัมแทน
ฝั่งทีมสนับสนุนอย่าง จอร์จ รัสเซลล์ ออกมาหนุนหลังสุดตัว เพราะเขารู้ซึ้งดีว่าร่างกายที่ร้อนจัดทำให้เสียเวลาต่อรอบไปมหาศาลแค่ไหน แถมยังเคยคุยกับ อเล็กซ์ อัลบอน หลังเรซที่กาตาร์ ซึ่งอัลบอนบอกว่าตอนนั้นเขา “รู้สึกเหมือนกำลังเห็นภาพหลอน” หายใจไม่ออก และยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ร่างกายเย็นลง
แต่ในทางกลับกัน ตัวพ่อสายแข็งอย่าง แม็กซ์ เวอร์สแท็พเพน กลับส่ายหัวแรง ๆ และขอโน้ตไว้เลยว่า "ไม่จำเป็น" พร้อมบ่นอุบว่าเสื้อกั๊กพวกนี้มี “สายไฟงี่เง่า” มาเกะกะจำกัดการเคลื่อนไหว แถมต่อให้บอกว่าใช้งานได้ 1 ชั่วโมงครึ่ง เขาก็ไม่เชื่อว่ามันจะเวิร์กจริง
ฟากดาวรุ่งพุ่งแรงจากเมอร์เซเดสอย่าง คิมิ อันโตเนลลี ยิ่งเข็ดขยาดหนักเข้าไปใหญ่ เพราะเคยมีประสบการณ์สุดช้ำที่ออสติน เมื่อปั๊มน้ำเกิดเจ๊งกลางคัน ทำให้น้ำร้อนเปรี้ยงถึง 50 องศาฯ วนเข้าตัวตลอดทั้งเซสชัน จนเขาโดนพิษฮีทสโตรกเล่นงานจนเกือบช็อกหลังลงรถ ทำให้อันโตเนลลีประกาศกร้าวเลยว่า ขอยอมไปฟิตซ้อมร่างกายหนัก ๆ เพื่อสู้กับความร้อนด้วยตัวเองดีกว่าจะไปพึ่งอุปกรณ์พวกนี้
เมื่อความร้อนกลายเป็นฆาตกรเงียบ ทาง FIA จึงงัดมาตรการ ‘Heat Hazard’ มาใช้ โดยบังคับตรวจสอบระบบระบายความร้อน และออกกฎเหล็กสุดแสบว่า ใครไม่ยอมใส่เสื้อกั๊กทำความเย็น จะต้องโดนปรับแบกน้ำหนักถ่วง (Ballast) ในรถเพิ่มอีก 5 กิโลกรัมทันที
เพื่อพิสูจน์ความโหดนี้ จึงมีการจำลองการทดสอบจริงในห้องควบคุมความร้อนของมหาวิทยาลัยโรแฮมป์ตัน แบบเดียวกับที่นักขับระดับท็อปใช้ซ้อม งานนี้นอกจากจะต้องติดเซ็นเซอร์สารพัดจุดแล้ว แค่ปั่นจักรยานจำลองรอบความเร็วสูงไม่นาน ชุดแข่งก็หนักอึ้งเหมือนโดนเอาผ้าห่มถ่วงน้ำหนักมาคลุมร่าง
ผลลัพธ์ที่ได้ทำเอาสะพรึง เมื่อผ่านไปแค่ 20 นาที น้ำหนักตัวลดฮวบไปครึ่งกิโล อุณหภูมิแกนกลางพุ่งสูงขึ้น และ อัตราการเต้นของหัวใจพุ่งกระฉูดจาก 78 ไปแตะจุดสูงสุดที่ 207 BPM!
ศาสตราจารย์เลวิส เฮลซี หัวหน้าแล็บ ถึงกับออกปากเตือนว่า อุณหภูมิที่พุ่งขึ้นมาเต็ม ๆ หนึ่งองศานี้รุนแรงมาก และหากเพิ่มไปแตะ 39 องศาฯ เมื่อไหร่ จะเข้าสู่โซนอันตรายทันที ทั้งสมองเบลอ สมาธิหลุด และสร้างความเครียดขั้นวิกฤตให้แก่หัวใจ ย้ำชัดว่าสนาม F1 เดือด ๆ แบบนี้คือการเอาชีวิตเข้าแลก
การแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่บททดสอบความเร็วบนแทร็กเท่านั้น แต่สภาพแวดล้อมสุดโหดนี้ได้กลายเป็นบททดสอบขีดจำกัดความเป็นมนุษย์ที่อันตรายสุดขั้วสำหรับเหล่าเหล่านักแข่งแล้ว และความอันตรายนี้ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องนักขับเท่านั้น เพราะสำหรับทีมงานริมพิทและแฟน ๆ ผู้เข้าชมที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศร้อนตับแตกและความชื้นทะลักระดับนี้ ก็ตกอยู่ในความเสี่ยงและต้องรับมือกับความทรหดไม่แพ้กันเลยทีเดียว!