
ในวันพรุ่งนี้ หรือวันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม 2569 ผู้ประกันตนและนายจ้างจะได้ใช้สิทธิเลือกตัวแทนเข้าไปร่วมกำหนดทิศทางระบบประกันสังคม การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งผู้แทนในคณะกรรมการประกันสังคมครั้งที่สอง หลังเลื่อนจากกำหนดเดิมวันที่ 27 กันยายน เนื่องจากฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่
สำนักงานประกันสังคมเปิดให้ลงคะแนนตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. โดยเตรียมสถานที่เลือกตั้ง 5,233 แห่งใน 928 อำเภอ เพื่อรองรับผู้มีสิทธิราว 12 ล้านราย ทั้งนี้ มีสถานที่เลือกตั้ง 32 แห่งที่เปลี่ยนแปลงจากประกาศเดิม ผู้มีสิทธิจึงควรตรวจสอบสถานที่ลงคะแนนของตนอีกครั้งก่อนเดินทาง
ผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งจะประกอบด้วยฝ่ายผู้ประกันตน 7 คน และฝ่ายนายจ้าง 7 คน รวม 14 คน จากกรรมการประกันสังคมทั้งหมด 21 คน เข้าไปร่วมตัดสินใจเรื่องสิทธิประโยชน์และการบริหารกองทุนที่ดูแลผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคน ทั้งสิทธิรักษาพยาบาล เงินทดแทนกรณีว่างงาน สิทธิประโยชน์กรณีคลอดบุตร ทุพพลภาพ และเสียชีวิต เงินสงเคราะห์บุตร ตลอดจนบำนาญชราภาพและการบริหารเงินลงทุนของกองทุน
อีกภารกิจสำคัญของบอร์ดคือการดูแลความมั่นคงทางการเงินของกองทุน ซึ่งมีเงินลงทุนมูลค่าถึง 3.041974 ล้านล้านบาท ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569
อย่างไรก็ตาม แม้กองทุนยังมีเงินสำรองขนาดใหญ่และยังไม่เผชิญภาวะขาดสภาพคล่องในระยะใกล้ แต่การรักษาความสามารถในการจ่ายสิทธิประโยชน์ในระยะยาวยังเป็นโจทย์ที่กองทุนต้องวางแผนรับมือ
ผลประเมินจากแบบจำลองคณิตศาสตร์ประกันภัยที่สำนักงานประกันสังคมจัดทำร่วมกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศชี้ว่า หากรายรับ รายจ่าย และโครงสร้างประชากรเป็นไปตามสมมติฐานเดิม เงินสำรองสำหรับสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพอาจเริ่มลดลงราวปี 2585 และอาจหมดลงประมาณปี 2597 หรือในอีกเพียงประมาณ 28 ปีข้างหน้า
เงินสะสมจำนวนมากในวันนี้จึงต้องมาพร้อมกับแผนบริหารกองทุนที่รองรับภาระจ่ายในอนาคต โดยบอร์ดประกันสังคมมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและกำกับดูแลให้การบริหารมีประสิทธิภาพและโปร่งใส การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสให้ผู้ประกันตนเลือกตัวแทนเข้าไปดูแลกองทุน เพื่อให้ยังสามารถจ่ายสิทธิประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่องและเป็นหลักประกันที่พึ่งพาได้ในวัยเกษียณ
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งฝ่ายผู้ประกันตน ได้แก่ ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 ที่มีสัญชาติไทย โดยต้องมีสถานะเป็นผู้ประกันตนติดต่อกันอย่างน้อย 6 เดือนตามช่วงเวลาที่กำหนด และจ่ายเงินสมทบอย่างน้อย 3 เดือนในช่วง 6 เดือนก่อนเดือนที่ประกาศให้มีการเลือกตั้ง
ส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งฝ่ายนายจ้าง ต้องมีสัญชาติไทย ขึ้นทะเบียนนายจ้างตามกฎหมายประกันสังคมติดต่อกันอย่างน้อย 6 เดือน และส่งเงินสมทบอย่างน้อย 3 เดือนในช่วงเวลาเดียวกัน หากนายจ้างเป็นนิติบุคคล ผู้ไปลงคะแนนต้องเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนหรือผู้ได้รับมอบหมายตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
สำหรับ "ผู้ที่ไม่ได้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า" ยังควรตรวจสอบสิทธิของตนเช่นกัน เนื่องจากศาลปกครองกลางมีคำสั่งทุเลาการบังคับใช้หลักเกณฑ์ที่กำหนดให้ต้องลงทะเบียนล่วงหน้าแล้ว การไม่ได้ลงทะเบียนจึงไม่เป็นเหตุให้ถูกตัดสิทธิ หากมีคุณสมบัติครบถ้วน และระบบตรวจสอบแสดงว่ามีสิทธิพร้อมระบุสถานที่เลือกตั้ง ก็สามารถเดินทางไปลงคะแนนได้
ผู้มีสิทธิควรตรวจสอบทั้ง “รายชื่อ” และ “สถานที่เลือกตั้ง” อีกครั้งก่อนเดินทาง เพราะต้องลงคะแนน ณ สถานที่ที่ระบบกำหนดเท่านั้น ไม่สามารถเลือกหน่วยใกล้บ้านหรือใกล้ที่ทำงานเองได้ โดยตรวจสอบได้ผ่านช่องทางต่อไปนี้
สำนักงานประกันสังคมระบุว่า ผู้มีสิทธิที่เคยแจ้งความประสงค์ไว้และได้รับผลจากการย้ายสถานที่เลือกตั้ง 32 แห่งจะได้รับ SMS แจ้งอีกครั้ง แต่การตรวจสอบผ่านระบบด้วยตนเองยังเป็นวิธีที่แน่นอนที่สุด
หากไม่พบชื่อหรือสถานที่ สามารถติดต่อศูนย์อำนวยการจัดการเลือกตั้ง โทร. 0 2956 2929 หรือสายด่วน 1506 กด 9 ซึ่งให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
ผู้ประกันตนและนายจ้างบุคคลธรรมดาต้องนำบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่นที่หน่วยงานรัฐออกให้ซึ่งมีรูปถ่ายและเลขประจำตัวประชาชนไปแสดงตน สามารถใช้หลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอปพลิเคชันภาครัฐ เช่น บัตรประชาชนดิจิทัลผ่าน ThaID ใบขับขี่ดิจิทัลผ่าน DLT หรือบัตรคนพิการอิเล็กทรอนิกส์ได้
สำหรับนายจ้างนิติบุคคล ผู้รับมอบหมายต้องมีหลักฐานแสดงตน หนังสือมอบหมาย และหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลที่ออกไม่เกิน 6 เดือน อีกทางหนึ่งสามารถใช้ DBD e-Certificate จากระบบ DBD e-Service ได้ แต่ข้อมูลที่พิมพ์จากเว็บไซต์ DataWarehouse ไม่ถือเป็นหนังสือรับรองตามระเบียบ และผู้รับมอบหมายหนึ่งคนลงคะแนนแทนนิติบุคคลได้เพียงหนึ่งแห่ง
วิธีลงคะแนนมีจุดที่แตกต่างจากการเลือกตั้งทั่วไป คือผู้ใช้สิทธิต้อง “เขียนหมายเลขผู้สมัครเป็นเลขอารบิก” ลงในช่องบนบัตร ไม่ใช่กากบาทหน้าหมายเลข โดยมีหลักสำคัญดังนี้
ตามประกาศรายชื่อเมื่อเดือนสิงหาคม มีผู้สมัครที่ผ่านการตรวจสอบรวม 180 คน แบ่งเป็นฝ่ายผู้ประกันตน 102 คนและฝ่ายนายจ้าง 78 คน ผู้มีสิทธิจึงควรตรวจสอบหมายเลขล่วงหน้า ไม่ควรรอเลือกจากชื่อที่เห็นครั้งแรกหน้าคูหา
คณะกรรมการประกันสังคมมีกรรมการ 21 คน แบ่งเป็นสามฝ่ายเท่ากัน ได้แก่ ผู้แทนรัฐบาล 7 คน ผู้แทนนายจ้าง 7 คน และผู้แทนผู้ประกันตน 7 คน
ผู้แทนรัฐบาลประกอบด้วยปลัดกระทรวงแรงงานในฐานะประธาน ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนสำนักงบประมาณ และเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ส่วนผู้แทนนายจ้างและผู้แทนผู้ประกันตนมาจากการเลือกตั้ง
ดังนั้น ตัวแทนจากการเลือกตั้งรวมกันมี 14 จาก 21 ที่นั่ง หรือสองในสามของบอร์ด ในทางตัวเลขถือเป็นเสียงส่วนใหญ่ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเปลี่ยนนโยบายได้ทุกเรื่องทันที เพราะการตัดสินใจขึ้นอยู่กับข้อกฎหมาย องค์ประชุม การลงมติ กระบวนการของคณะอนุกรรมการ และความเห็นชอบจากหน่วยงานอื่นในบางกรณี
มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคมกำหนดอำนาจหน้าที่สำคัญของบอร์ดไว้หลายด้าน ได้แก่
นอกจากนี้ มาตรา 16 ยังให้อำนาจบอร์ดแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือติดตามงานเฉพาะด้าน
อำนาจของบอร์ดจึงครอบคลุมทั้ง "สิทธิที่จ่ายออก" "เงินที่เก็บเข้า" และ "เงินที่นำไปลงทุน" ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนสูตรบำนาญ การกำหนดกรอบสินทรัพย์เสี่ยง การติดตามโครงการจัดซื้อจัดจ้าง และการตรวจสอบระบบเทคโนโลยี ล้วนเป็นเรื่องที่บอร์ดสามารถผลักดัน ตรวจสอบ หรือให้ความเห็นได้
อย่างไรก็ตาม นโยบายบางเรื่องต้องผ่านรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง คณะรัฐมนตรี หรือการแก้ไขกฎหมาย ขณะที่หลักเกณฑ์ อัตรา และระยะเวลาของสิทธิประโยชน์ทางการแพทย์หลายรายการ เช่น สิทธิทันตกรรมหรืออัตราค่าบริการทางการแพทย์ เป็นอำนาจโดยตรงของคณะกรรมการการแพทย์ตามมาตรา 15 บอร์ดประกันสังคมจึงทำได้เพียงเสนอและผลักดันผ่านกลไกดังกล่าว
รายงานสถานะการบริหารเงินลงทุนล่าสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ระบุว่า ปัจจุบันกองทุนประกันสังคมไทยมีเงินลงทุนรวม 3,041,974 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 182,574 ล้านบาท จาก 2,859,400 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568
องค์ประกอบของเงินลงทุนมีดังนี้
องค์ประกอบ | มูลค่า ณ 30 มิ.ย. 2569 | สัดส่วน |
เงินสมทบสะสมจากนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล | 1,785,222 ล้านบาท | 58.70% |
ผลประโยชน์สะสมจากการลงทุน ทั้งที่รับรู้และยังไม่รับรู้ | 1,256,752 ล้านบาท | 41.30% |
เงินลงทุนรวม | 3,041,974 ล้านบาท | 100.00% |
การที่ผลประโยชน์สะสมจากการลงทุนคิดเป็นกว่า 4 ใน 10 ของเงินลงทุนทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าผลตอบแทนมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของกองทุน แต่คำว่า “ผลประโยชน์สะสม” ไม่ได้หมายถึงเงินสดทั้งหมด เพราะบางส่วนเป็นกำไรหรือขาดทุนตามราคาตลาดที่ยังไม่ได้ขายสินทรัพย์จริง
ประเภทสินทรัพย์ | มูลค่า | สัดส่วน | การจัดกลุ่ม |
พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตร ธปท. และพันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน | 1,284,696 ล้านบาท | 42.23% | มั่นคงสูง |
หน่วยลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศที่ได้รับอันดับความน่าเชื่อถือ | 669,113 ล้านบาท | 22.00% | มั่นคงสูง |
เงินฝาก | 91,251 ล้านบาท | 3.00% | มั่นคงสูง |
หุ้นกู้เอกชนหรือหลักทรัพย์แปลงสินทรัพย์ที่ได้รับอันดับความน่าเชื่อถือ | 68,157 ล้านบาท | 2.24% | มั่นคงสูง |
หน่วยลงทุนตราสารทุนต่างประเทศ | 516,242 ล้านบาท | 16.97% | เสี่ยง |
ตราสารทุนไทย | 208,935 ล้านบาท | 6.87% | เสี่ยง |
หน่วยลงทุนอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน | 130,019 ล้านบาท | 4.27% | เสี่ยง |
หน่วยลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศที่ไม่ได้รับอันดับความน่าเชื่อถือ | 71,608 ล้านบาท | 2.36% | เสี่ยง |
พันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน | 1,953 ล้านบาท | 0.06% | เสี่ยง |
รวม | 3,041,974 ล้านบาท | 100.00% |
จากข้อมูลข้างต้น ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 กองทุนมีหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง 2,113,217 ล้านบาท หรือ 69.47% และหลักทรัพย์เสี่ยง 928,757 ล้านบาท หรือ 30.53% สัดส่วนทั้งสองกลุ่มยังอยู่ภายในกรอบปัจจุบันที่กำหนดให้ลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงไม่น้อยกว่า 60% และหลักทรัพย์เสี่ยงไม่เกิน 40%
หลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงในที่นี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสินทรัพย์ไทย เพราะรวมหน่วยลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศที่ได้รับอันดับความน่าเชื่อถือมูลค่า 669,113 ล้านบาทด้วย ขณะที่หลักทรัพย์เสี่ยงครอบคลุมทั้งหุ้น อสังหาริมทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน ตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับ และพันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีการค้ำประกัน
ส่วนการแบ่งตามพื้นที่ลงทุนเป็นอีกมิติหนึ่งของพอร์ต โดยกองทุนลงทุนในประเทศ 1,686,380 ล้านบาท หรือ 55.44% และต่างประเทศ 1,355,594 ล้านบาท หรือ 44.56% ซึ่งยังต่ำกว่าเพดานการลงทุนต่างประเทศที่กรอบปัจจุบันกำหนดไว้ไม่เกิน 47%
ด้านผลประโยชน์จากการลงทุน ระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2569 กองทุนมีผลประโยชน์ที่รับรู้แล้ว 57,348 ล้านบาท แบ่งเป็นดอกเบี้ยรับและกำไรจากการขายตราสารหนี้ 20,638 ล้านบาท และเงินปันผลรับกับกำไรจากการขายตราสารทุน 36,710 ล้านบาท
เงินลงทุนรวมของกองทุนเพิ่มจาก 1,762,095 ล้านบาทในปี 2560 เป็น 3,041,974 ล้านบาท ณ กลางปี 2569 หรือเพิ่มขึ้น 1,279,879 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 72.6%
เมื่อแยกองค์ประกอบของเงินลงทุน พบว่าเงินสมทบสะสมเพิ่มจาก 1,193,510 ล้านบาทเป็น 1,785,222 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 591,712 ล้านบาท ส่วนผลประโยชน์สะสมจากการลงทุนเพิ่มจาก 568,585 ล้านบาทเป็น 1,256,752 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 688,167 ล้านบาทในช่วงเดียวกัน
สำหรับผลประโยชน์จากการลงทุนที่รับรู้แล้วในปี 2560-2568 ซึ่งเป็นตัวเลขเต็มปี มีรายละเอียดดังนี้
ปี | ผลประโยชน์จากการลงทุนที่รับรู้แล้ว (ล้านบาท) |
2560 | 58,453 |
2561 | 55,600 |
2562 | 85,633 |
2563 | 59,188 |
2564 | 62,927 |
2565 | 73,551 |
2566 | 58,418 |
2567 | 71,960 |
2568 | 80,161 |
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขผลประโยชน์ที่รับรู้แล้วสะท้อนจำนวนรายได้จากการลงทุน แต่ยังไม่ใช่อัตราผลตอบแทนรวมของพอร์ต การประเมินผลงานจึงควรพิจารณาผลตอบแทนเป็นร้อยละเทียบกับมูลค่าเงินลงทุนเฉลี่ย รวมกำไรหรือขาดทุนที่ยังไม่รับรู้ หักค่าธรรมเนียม และเปรียบเทียบกับดัชนีอ้างอิงที่มีระดับความเสี่ยงใกล้เคียงกัน เพื่อให้เห็นผลการดำเนินงานได้ครบถ้วนขึ้น
แม้กองทุนประกันสังคมยังมีเงินอยู่ในระดับสูง แต่ผลประเมินจากแบบจำลองคณิตศาสตร์ประกันภัยที่สำนักงานประกันสังคมจัดทำร่วมกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศสะท้อนความเสี่ยงในระยะยาว โดยหากรายรับ รายจ่าย และโครงสร้างประชากรเป็นไปตามสมมติฐานเดิม เงินสำรองสำหรับสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพอาจเริ่มลดลงราวปี 2585 และอาจหมดลงประมาณปี 2597 หรืออีกประมาณ 28 ปีข้างหน้า
รายงานประเมินเส้นทางของกองทุนกรณีชราภาพไว้ดังนี้
ช่วงเวลา | สิ่งที่แบบจำลองประเมิน |
ถึงปี 2578 | เงินสมทบที่ได้รับในแต่ละปียังเพียงพอสำหรับจ่ายสิทธิประโยชน์และค่าใช้จ่ายประจำปี |
ตั้งแต่ปี 2579 | เงินสมทบเพียงอย่างเดียวเริ่มไม่พอกับรายจ่าย กองทุนต้องพึ่งรายได้จากการลงทุนมากขึ้น แม้เงินสำรองโดยรวมยังเพิ่มได้ |
ราวปี 2585 | รายรับรวมทั้งเงินสมทบและผลตอบแทนจากการลงทุนเริ่มต่ำกว่ารายจ่าย เงินสำรองแตะระดับสูงสุดราว 6.02 ล้านล้านบาท ก่อนเปลี่ยนเป็นขาลง |
ราวปี 2597 | เงินสำรองอาจลดลงจนหมด หากตัวแปรและนโยบายต่าง ๆ เป็นไปตามสมมติฐานเดิม |
ดังนั้น แม้ในปัจจุบันกองทุนอาจยังมีเงินสำรองหลายล้านล้านบาท แต่ในอนาคตฐานะทางการเงินของกองทุนอาจเปลี่ยนทิศ จากเดิมที่นำเงินส่วนเกินไปสะสมและลงทุน กลายเป็นต้องนำผลตอบแทนและต่อมาเงินต้นออกมาชดเชยรายจ่าย หากโครงสร้างรายรับและสิทธิประโยชน์ไม่เปลี่ยนแปลง เงินสำรองก็จะลดลงต่อเนื่องในที่สุด
แบบจำลองยังประเมินว่า หากต้องการให้กองทุนกรณีชราภาพมีสมดุลตลอดช่วงประเมิน 75 ปี จะต้องมีอัตราเงินสมทบเฉลี่ยประมาณ 20.2% ซึ่งสูงกว่าสัดส่วนเงินสมทบที่จัดสรรเข้าสู่กรณีชราภาพในปัจจุบันอย่างมาก ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่ารัฐต้องขึ้นเงินสมทบเป็น 20.2% ทันที แต่สะท้อนขนาดของช่องว่างระหว่างรายรับตามโครงสร้างปัจจุบันกับต้นทุนของสิทธิประโยชน์ที่กองทุนต้องจ่ายในระยะยาว
แรงกดดันดังกล่าวเกิดจากโครงสร้างประชากรโดยตรง คนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานและระบบประกันสังคมน้อยลง ขณะที่จำนวนผู้รับบำนาญเพิ่มขึ้น ผู้ประกันตนแต่ละคนยังมีแนวโน้มรับบำนาญเป็นเวลานานขึ้นตามอายุขัยที่สูงขึ้น เมื่อจำนวนผู้จ่ายเงินสมทบต่อผู้รับบำนาญลดลง เงินที่ไหลเข้าจากแรงงานปัจจุบันย่อมรองรับรายจ่ายได้ยากกว่าเดิม กองทุนจึงต้องพึ่งผลตอบแทนจากการลงทุน และท้ายที่สุดต้องถอนเงินสำรองออกมาใช้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปี 2597 ไม่ใช่ “วันหมดอายุ” ที่ถูกกำหนดไว้อย่างตายตัว เพราะผลประเมินขึ้นอยู่กับสมมติฐานหลายด้าน ตั้งแต่จำนวนผู้ประกันตน การเติบโตของค่าจ้าง การว่างงาน อายุขัย เงินเฟ้อ ผลตอบแทนจากการลงทุน ไปจนถึงนโยบายเงินสมทบและสิทธิประโยชน์ โดยยังอ้างอิงโครงสร้างข้อมูล ณ ปีฐาน 2563
หากจำนวนผู้ประกันตนและค่าจ้างเติบโตมากกว่าที่ประเมิน ผลตอบแทนจากการลงทุนดีขึ้น หรือมีการปฏิรูปรายรับและรายจ่ายอย่างเหมาะสม กองทุนอาจรักษาเงินสำรองไว้ได้นานกว่าเดิม ในทางกลับกัน หากการจ้างงานและค่าจ้างเติบโตต่ำ ผลตอบแทนไม่เป็นไปตามเป้า หรือมีการเพิ่มสิทธิประโยชน์โดยไม่มีรายรับรองรับ จุดที่กองทุนเริ่มขาดดุลและเงินสำรองลดลงก็อาจมาถึงเร็วกว่าที่แบบจำลองประเมินไว้
การที่เงินสำรองอาจยังเพิ่มขึ้นจนถึงราวปี 2585 จึงไม่ใช่เหตุผลให้รอจนถึงเวลานั้นค่อยแก้ปัญหา เพราะยิ่งปล่อยให้ช่องว่างสะสม การปรับในอนาคตก็ยิ่งต้องทำแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเงินสมทบ ขยายอายุที่เริ่มรับบำนาญ ปรับสูตรคำนวณสิทธิ หรือเพิ่มภาระงบประมาณของรัฐ การทยอยปรับล่วงหน้าจะช่วยกระจายต้นทุนระหว่างคนหลายรุ่น และลดแรงกระแทกต่อผู้ประกันตนกับนายจ้างได้มากกว่าการปรับครั้งใหญ่เมื่อเงินสำรองเริ่มลดลงแล้ว
หนึ่งในมาตรการที่ช่วยเพิ่มรายรับให้กองทุนแล้วคือการปรับเพดานค่าจ้างสำหรับคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา 33 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เพดานดังกล่าวเพิ่มจาก 15,000 บาทเป็น 17,500 บาทในช่วงปี 2569-2571 ทำให้ผู้ประกันตนที่มีค่าจ้างตั้งแต่เพดานขึ้นไปและนายจ้างจ่ายเงินสมทบสูงสุดฝ่ายละ 875 บาทต่อเดือน เพิ่มจากฝ่ายละ 750 บาท
ตามแผนที่กำหนดไว้ เพดานค่าจ้างจะเพิ่มเป็น 20,000 บาทในช่วงปี 2572-2574 และเป็น 23,000 บาทตั้งแต่ปี 2575 เป็นต้นไป หากอัตราเงินสมทบยังคงอยู่ที่ 5% เงินสมทบสูงสุดของผู้ประกันตนและนายจ้างแต่ละฝ่ายจะเพิ่มเป็น 1,000 บาทและ 1,150 บาทต่อเดือนตามลำดับ
มาตรการนี้ช่วยให้กองทุนมีเงินไหลเข้าเพิ่มขึ้นทันที โดยเฉพาะจากผู้ประกันตนที่มีค่าจ้างสูงกว่าเพดานเดิม และยังทำให้ฐานคำนวณสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนสะท้อนรายได้จริงมากขึ้น แต่เงินสมทบที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่รายได้สุทธิของกองทุนทั้งหมด เพราะเพดานที่สูงขึ้นย่อมทำให้เงินทดแทนและบำนาญของผู้ประกันตนบางส่วนสูงขึ้นตามไปด้วย กลายเป็นภาระที่กองทุนต้องจ่ายในอนาคต
ดังนั้น การปรับเพดานค่าจ้างอาจช่วยเพิ่มสภาพคล่องและบรรเทาแรงกดดันในระยะใกล้ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาความยั่งยืน การประเมินผลที่แท้จริงต้องคำนวณทั้งเงินสมทบที่เพิ่มขึ้นและภาระสิทธิประโยชน์ใหม่ตลอดช่วงอายุของผู้ประกันตน รวมถึงจัดทำแบบจำลองคณิตศาสตร์ประกันภัยฉบับปรับปรุง เพื่อดูว่ามาตรการดังกล่าวสามารถเลื่อนจุดขาดดุลและยืดอายุเงินสำรองออกไปได้มากเพียงใด
ท้ายที่สุด เพดานค่าจ้างใหม่จึงเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด หากต้องการให้กองทุนชราภาพอยู่ได้ในสังคมที่มีคนทำงานน้อยลงและผู้สูงอายุมากขึ้น ยังจำเป็นต้องพิจารณาพร้อมกันทั้งอัตราและฐานเงินสมทบ อายุเริ่มรับบำนาญ สูตรคำนวณสิทธิ การเพิ่มจำนวนแรงงานในระบบ ตลอดจนประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการบริหารเงินลงทุนของกองทุน
อ้างอิง: สำนักงานประกันสังคมและองค์การแรงงานระหว่างประเทศ: การประเมินคณิตศาสตร์ประกันภัย ณ 31 ธันวาคม 2563, สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน, กรมประชาสัมพันธ์, กรมประชาสัมพันธ์, สำนักงานประกันสังคม, Thai PBS Policy Watch, รัฐบาลไทย, รัฐบาลไทย, กระทรวงแรงงาน, Reuters, สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย