Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
พรุ่งนี้เลือกตั้งชี้ชะตากองทุนประกันสังคม ที่อาจหมดเงินในอีกไม่ถึง30ปี
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

พรุ่งนี้เลือกตั้งชี้ชะตากองทุนประกันสังคม ที่อาจหมดเงินในอีกไม่ถึง30ปี

10 ต.ค. 69
14:38 น.
แชร์

ในวันพรุ่งนี้ หรือวันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม 2569 ผู้ประกันตนและนายจ้างจะได้ใช้สิทธิเลือกตัวแทนเข้าไปร่วมกำหนดทิศทางระบบประกันสังคม การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งผู้แทนในคณะกรรมการประกันสังคมครั้งที่สอง หลังเลื่อนจากกำหนดเดิมวันที่ 27 กันยายน เนื่องจากฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่

สำนักงานประกันสังคมเปิดให้ลงคะแนนตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. โดยเตรียมสถานที่เลือกตั้ง 5,233 แห่งใน 928 อำเภอ เพื่อรองรับผู้มีสิทธิราว 12 ล้านราย ทั้งนี้ มีสถานที่เลือกตั้ง 32 แห่งที่เปลี่ยนแปลงจากประกาศเดิม ผู้มีสิทธิจึงควรตรวจสอบสถานที่ลงคะแนนของตนอีกครั้งก่อนเดินทาง

ผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งจะประกอบด้วยฝ่ายผู้ประกันตน 7 คน และฝ่ายนายจ้าง 7 คน รวม 14 คน จากกรรมการประกันสังคมทั้งหมด 21 คน เข้าไปร่วมตัดสินใจเรื่องสิทธิประโยชน์และการบริหารกองทุนที่ดูแลผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคน ทั้งสิทธิรักษาพยาบาล เงินทดแทนกรณีว่างงาน สิทธิประโยชน์กรณีคลอดบุตร ทุพพลภาพ และเสียชีวิต เงินสงเคราะห์บุตร ตลอดจนบำนาญชราภาพและการบริหารเงินลงทุนของกองทุน

อีกภารกิจสำคัญของบอร์ดคือการดูแลความมั่นคงทางการเงินของกองทุน ซึ่งมีเงินลงทุนมูลค่าถึง 3.041974 ล้านล้านบาท ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 

อย่างไรก็ตาม แม้กองทุนยังมีเงินสำรองขนาดใหญ่และยังไม่เผชิญภาวะขาดสภาพคล่องในระยะใกล้ แต่การรักษาความสามารถในการจ่ายสิทธิประโยชน์ในระยะยาวยังเป็นโจทย์ที่กองทุนต้องวางแผนรับมือ

ผลประเมินจากแบบจำลองคณิตศาสตร์ประกันภัยที่สำนักงานประกันสังคมจัดทำร่วมกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศชี้ว่า หากรายรับ รายจ่าย และโครงสร้างประชากรเป็นไปตามสมมติฐานเดิม เงินสำรองสำหรับสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพอาจเริ่มลดลงราวปี 2585 และอาจหมดลงประมาณปี 2597 หรือในอีกเพียงประมาณ 28 ปีข้างหน้า 

เงินสะสมจำนวนมากในวันนี้จึงต้องมาพร้อมกับแผนบริหารกองทุนที่รองรับภาระจ่ายในอนาคต โดยบอร์ดประกันสังคมมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและกำกับดูแลให้การบริหารมีประสิทธิภาพและโปร่งใส การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสให้ผู้ประกันตนเลือกตัวแทนเข้าไปดูแลกองทุน เพื่อให้ยังสามารถจ่ายสิทธิประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่องและเป็นหลักประกันที่พึ่งพาได้ในวัยเกษียณ

ใครมีสิทธิเลือกตั้ง ไม่ได้ลงทะเบียนเลือกตั้งได้ไหม และต้องตรวจสอบอะไรบ้าง

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งฝ่ายผู้ประกันตน ได้แก่ ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 ที่มีสัญชาติไทย โดยต้องมีสถานะเป็นผู้ประกันตนติดต่อกันอย่างน้อย 6 เดือนตามช่วงเวลาที่กำหนด และจ่ายเงินสมทบอย่างน้อย 3 เดือนในช่วง 6 เดือนก่อนเดือนที่ประกาศให้มีการเลือกตั้ง

ส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งฝ่ายนายจ้าง ต้องมีสัญชาติไทย ขึ้นทะเบียนนายจ้างตามกฎหมายประกันสังคมติดต่อกันอย่างน้อย 6 เดือน และส่งเงินสมทบอย่างน้อย 3 เดือนในช่วงเวลาเดียวกัน หากนายจ้างเป็นนิติบุคคล ผู้ไปลงคะแนนต้องเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนหรือผู้ได้รับมอบหมายตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

สำหรับ "ผู้ที่ไม่ได้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า" ยังควรตรวจสอบสิทธิของตนเช่นกัน เนื่องจากศาลปกครองกลางมีคำสั่งทุเลาการบังคับใช้หลักเกณฑ์ที่กำหนดให้ต้องลงทะเบียนล่วงหน้าแล้ว การไม่ได้ลงทะเบียนจึงไม่เป็นเหตุให้ถูกตัดสิทธิ หากมีคุณสมบัติครบถ้วน และระบบตรวจสอบแสดงว่ามีสิทธิพร้อมระบุสถานที่เลือกตั้ง ก็สามารถเดินทางไปลงคะแนนได้

ผู้มีสิทธิควรตรวจสอบทั้ง “รายชื่อ” และ “สถานที่เลือกตั้ง” อีกครั้งก่อนเดินทาง เพราะต้องลงคะแนน ณ สถานที่ที่ระบบกำหนดเท่านั้น ไม่สามารถเลือกหน่วยใกล้บ้านหรือใกล้ที่ทำงานเองได้ โดยตรวจสอบได้ผ่านช่องทางต่อไปนี้

  • ระบบตรวจสอบสิทธิและสถานที่เลือกตั้งของสำนักงานประกันสังคมที่ https://sbe2.sso.go.th/lookup/
  • เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม
  • ระบบ e-Self Service สำหรับผู้ประกันตน
  • ระบบ e-Service สำหรับนายจ้าง
  • แอปพลิเคชัน SSO Plus
  • LINE Official Account @ssothai
  • สำนักงานประกันสังคมทุกแห่งทั่วประเทศ

สำนักงานประกันสังคมระบุว่า ผู้มีสิทธิที่เคยแจ้งความประสงค์ไว้และได้รับผลจากการย้ายสถานที่เลือกตั้ง 32 แห่งจะได้รับ SMS แจ้งอีกครั้ง แต่การตรวจสอบผ่านระบบด้วยตนเองยังเป็นวิธีที่แน่นอนที่สุด

หากไม่พบชื่อหรือสถานที่ สามารถติดต่อศูนย์อำนวยการจัดการเลือกตั้ง โทร. 0 2956 2929 หรือสายด่วน 1506 กด 9 ซึ่งให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง 

ผู้เลือกตั้งต้องเตรียมเอกสารอะไร และลงคะแนนอย่างไรไม่ให้บัตรเสีย

ผู้ประกันตนและนายจ้างบุคคลธรรมดาต้องนำบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่นที่หน่วยงานรัฐออกให้ซึ่งมีรูปถ่ายและเลขประจำตัวประชาชนไปแสดงตน สามารถใช้หลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอปพลิเคชันภาครัฐ เช่น บัตรประชาชนดิจิทัลผ่าน ThaID ใบขับขี่ดิจิทัลผ่าน DLT หรือบัตรคนพิการอิเล็กทรอนิกส์ได้

สำหรับนายจ้างนิติบุคคล ผู้รับมอบหมายต้องมีหลักฐานแสดงตน หนังสือมอบหมาย และหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลที่ออกไม่เกิน 6 เดือน อีกทางหนึ่งสามารถใช้ DBD e-Certificate จากระบบ DBD e-Service ได้ แต่ข้อมูลที่พิมพ์จากเว็บไซต์ DataWarehouse ไม่ถือเป็นหนังสือรับรองตามระเบียบ และผู้รับมอบหมายหนึ่งคนลงคะแนนแทนนิติบุคคลได้เพียงหนึ่งแห่ง 

วิธีลงคะแนนมีจุดที่แตกต่างจากการเลือกตั้งทั่วไป คือผู้ใช้สิทธิต้อง “เขียนหมายเลขผู้สมัครเป็นเลขอารบิก” ลงในช่องบนบัตร ไม่ใช่กากบาทหน้าหมายเลข โดยมีหลักสำคัญดังนี้

  1. ผู้ประกันตนเลือกเฉพาะผู้สมัครฝ่ายผู้ประกันตน ส่วนนายจ้างเลือกเฉพาะผู้สมัครฝ่ายนายจ้าง
  2. เลือกผู้สมัครได้ไม่เกิน 7 คน จะเลือกน้อยกว่า 7 คนก็ได้
  3. เขียนเฉพาะหมายเลขผู้สมัคร ไม่เขียนชื่อ ข้อความ หรือสัญลักษณ์อื่นที่อาจทำให้บัตรเสีย
  4. หากไม่ประสงค์เลือกผู้สมัครรายใด ให้กากบาทในช่อง “ไม่ประสงค์ลงคะแนน”
  5. สามารถจดหมายเลขผู้สมัครลงในกระดาษส่วนตัวเพื่อนำไปดูในคูหาได้ แต่ต้องไม่เป็นเอกสารหรือวัสดุหาเสียง

ตามประกาศรายชื่อเมื่อเดือนสิงหาคม มีผู้สมัครที่ผ่านการตรวจสอบรวม 180 คน แบ่งเป็นฝ่ายผู้ประกันตน 102 คนและฝ่ายนายจ้าง 78 คน ผู้มีสิทธิจึงควรตรวจสอบหมายเลขล่วงหน้า ไม่ควรรอเลือกจากชื่อที่เห็นครั้งแรกหน้าคูหา

14 ที่นั่งจากการเลือกตั้งมีอำนาจมากเพียงแค่ไหน

คณะกรรมการประกันสังคมมีกรรมการ 21 คน แบ่งเป็นสามฝ่ายเท่ากัน ได้แก่ ผู้แทนรัฐบาล 7 คน ผู้แทนนายจ้าง 7 คน และผู้แทนผู้ประกันตน 7 คน

ผู้แทนรัฐบาลประกอบด้วยปลัดกระทรวงแรงงานในฐานะประธาน ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนสำนักงบประมาณ และเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ส่วนผู้แทนนายจ้างและผู้แทนผู้ประกันตนมาจากการเลือกตั้ง

ดังนั้น ตัวแทนจากการเลือกตั้งรวมกันมี 14 จาก 21 ที่นั่ง หรือสองในสามของบอร์ด ในทางตัวเลขถือเป็นเสียงส่วนใหญ่ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเปลี่ยนนโยบายได้ทุกเรื่องทันที เพราะการตัดสินใจขึ้นอยู่กับข้อกฎหมาย องค์ประชุม การลงมติ กระบวนการของคณะอนุกรรมการ และความเห็นชอบจากหน่วยงานอื่นในบางกรณี

มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคมกำหนดอำนาจหน้าที่สำคัญของบอร์ดไว้หลายด้าน ได้แก่

  • เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายและมาตรการประกันสังคม
  • ให้ความเห็นต่อรัฐมนตรีในการออกพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง และระเบียบที่เกี่ยวข้อง
  • วางระเบียบเรื่องการรับ การจ่าย และการเก็บรักษาเงินกองทุน โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง
  • วางระเบียบเรื่องการจัดหาผลประโยชน์หรือการลงทุนของกองทุน โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังเช่นกัน
  • พิจารณางบดุล รายงานรับจ่ายเงินกองทุน และรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี
  • ให้คำปรึกษาและแนะนำแก่คณะกรรมการอื่นและสำนักงานประกันสังคม

นอกจากนี้ มาตรา 16 ยังให้อำนาจบอร์ดแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือติดตามงานเฉพาะด้าน

อำนาจของบอร์ดจึงครอบคลุมทั้ง "สิทธิที่จ่ายออก" "เงินที่เก็บเข้า" และ "เงินที่นำไปลงทุน" ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนสูตรบำนาญ การกำหนดกรอบสินทรัพย์เสี่ยง การติดตามโครงการจัดซื้อจัดจ้าง และการตรวจสอบระบบเทคโนโลยี ล้วนเป็นเรื่องที่บอร์ดสามารถผลักดัน ตรวจสอบ หรือให้ความเห็นได้

อย่างไรก็ตาม นโยบายบางเรื่องต้องผ่านรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง คณะรัฐมนตรี หรือการแก้ไขกฎหมาย ขณะที่หลักเกณฑ์ อัตรา และระยะเวลาของสิทธิประโยชน์ทางการแพทย์หลายรายการ เช่น สิทธิทันตกรรมหรืออัตราค่าบริการทางการแพทย์ เป็นอำนาจโดยตรงของคณะกรรมการการแพทย์ตามมาตรา 15 บอร์ดประกันสังคมจึงทำได้เพียงเสนอและผลักดันผ่านกลไกดังกล่าว 

สถานะล่าสุด กองทุนมีเงินลงทุน 3.041974 ล้านล้านบาท

รายงานสถานะการบริหารเงินลงทุนล่าสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ระบุว่า ปัจจุบันกองทุนประกันสังคมไทยมีเงินลงทุนรวม 3,041,974 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 182,574 ล้านบาท จาก 2,859,400 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568

องค์ประกอบของเงินลงทุนมีดังนี้

องค์ประกอบ

มูลค่า ณ 30 มิ.ย. 2569

สัดส่วน

เงินสมทบสะสมจากนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล

1,785,222 ล้านบาท

58.70%

ผลประโยชน์สะสมจากการลงทุน ทั้งที่รับรู้และยังไม่รับรู้

1,256,752 ล้านบาท

41.30%

เงินลงทุนรวม

3,041,974 ล้านบาท

100.00%

การที่ผลประโยชน์สะสมจากการลงทุนคิดเป็นกว่า 4 ใน 10 ของเงินลงทุนทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าผลตอบแทนมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของกองทุน แต่คำว่า “ผลประโยชน์สะสม” ไม่ได้หมายถึงเงินสดทั้งหมด เพราะบางส่วนเป็นกำไรหรือขาดทุนตามราคาตลาดที่ยังไม่ได้ขายสินทรัพย์จริง

เงิน 3.04 ล้านล้านบาทลงทุนอยู่ในอะไร

ประเภทสินทรัพย์

มูลค่า

สัดส่วน

การจัดกลุ่ม

พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตร ธปท. และพันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน

1,284,696 ล้านบาท

42.23%

มั่นคงสูง

หน่วยลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศที่ได้รับอันดับความน่าเชื่อถือ

669,113 ล้านบาท

22.00%

มั่นคงสูง

เงินฝาก

91,251 ล้านบาท

3.00%

มั่นคงสูง

หุ้นกู้เอกชนหรือหลักทรัพย์แปลงสินทรัพย์ที่ได้รับอันดับความน่าเชื่อถือ

68,157 ล้านบาท

2.24%

มั่นคงสูง

หน่วยลงทุนตราสารทุนต่างประเทศ

516,242 ล้านบาท

16.97%

เสี่ยง

ตราสารทุนไทย

208,935 ล้านบาท

6.87%

เสี่ยง

หน่วยลงทุนอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน

130,019 ล้านบาท

4.27%

เสี่ยง

หน่วยลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศที่ไม่ได้รับอันดับความน่าเชื่อถือ

71,608 ล้านบาท

2.36%

เสี่ยง

พันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน

1,953 ล้านบาท

0.06%

เสี่ยง

รวม

3,041,974 ล้านบาท

100.00%

จากข้อมูลข้างต้น ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 กองทุนมีหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง 2,113,217 ล้านบาท หรือ 69.47% และหลักทรัพย์เสี่ยง 928,757 ล้านบาท หรือ 30.53% สัดส่วนทั้งสองกลุ่มยังอยู่ภายในกรอบปัจจุบันที่กำหนดให้ลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงไม่น้อยกว่า 60% และหลักทรัพย์เสี่ยงไม่เกิน 40%

หลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงในที่นี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสินทรัพย์ไทย เพราะรวมหน่วยลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศที่ได้รับอันดับความน่าเชื่อถือมูลค่า 669,113 ล้านบาทด้วย ขณะที่หลักทรัพย์เสี่ยงครอบคลุมทั้งหุ้น อสังหาริมทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน ตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับ และพันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีการค้ำประกัน

ส่วนการแบ่งตามพื้นที่ลงทุนเป็นอีกมิติหนึ่งของพอร์ต โดยกองทุนลงทุนในประเทศ 1,686,380 ล้านบาท หรือ 55.44% และต่างประเทศ 1,355,594 ล้านบาท หรือ 44.56% ซึ่งยังต่ำกว่าเพดานการลงทุนต่างประเทศที่กรอบปัจจุบันกำหนดไว้ไม่เกิน 47%

ด้านผลประโยชน์จากการลงทุน ระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2569 กองทุนมีผลประโยชน์ที่รับรู้แล้ว 57,348 ล้านบาท แบ่งเป็นดอกเบี้ยรับและกำไรจากการขายตราสารหนี้ 20,638 ล้านบาท และเงินปันผลรับกับกำไรจากการขายตราสารทุน 36,710 ล้านบาท

ย้อนหลัง 10 ปี กองทุนโตอย่างไร

เงินลงทุนรวมของกองทุนเพิ่มจาก 1,762,095 ล้านบาทในปี 2560 เป็น 3,041,974 ล้านบาท ณ กลางปี 2569 หรือเพิ่มขึ้น 1,279,879 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 72.6%

เมื่อแยกองค์ประกอบของเงินลงทุน พบว่าเงินสมทบสะสมเพิ่มจาก 1,193,510 ล้านบาทเป็น 1,785,222 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 591,712 ล้านบาท ส่วนผลประโยชน์สะสมจากการลงทุนเพิ่มจาก 568,585 ล้านบาทเป็น 1,256,752 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 688,167 ล้านบาทในช่วงเดียวกัน

สำหรับผลประโยชน์จากการลงทุนที่รับรู้แล้วในปี 2560-2568 ซึ่งเป็นตัวเลขเต็มปี มีรายละเอียดดังนี้

ปี

ผลประโยชน์จากการลงทุนที่รับรู้แล้ว (ล้านบาท)

2560

58,453

2561

55,600

2562

85,633

2563

59,188

2564

62,927

2565

73,551

2566

58,418

2567

71,960

2568

80,161

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขผลประโยชน์ที่รับรู้แล้วสะท้อนจำนวนรายได้จากการลงทุน แต่ยังไม่ใช่อัตราผลตอบแทนรวมของพอร์ต การประเมินผลงานจึงควรพิจารณาผลตอบแทนเป็นร้อยละเทียบกับมูลค่าเงินลงทุนเฉลี่ย รวมกำไรหรือขาดทุนที่ยังไม่รับรู้ หักค่าธรรมเนียม และเปรียบเทียบกับดัชนีอ้างอิงที่มีระดับความเสี่ยงใกล้เคียงกัน เพื่อให้เห็นผลการดำเนินงานได้ครบถ้วนขึ้น

กองทุนยังมั่นคงหรือไม่ หากดำเนินไปแบบเดิม เงินชราภาพจะเริ่มตึงตัวเมื่อใด

แม้กองทุนประกันสังคมยังมีเงินอยู่ในระดับสูง แต่ผลประเมินจากแบบจำลองคณิตศาสตร์ประกันภัยที่สำนักงานประกันสังคมจัดทำร่วมกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศสะท้อนความเสี่ยงในระยะยาว โดยหากรายรับ รายจ่าย และโครงสร้างประชากรเป็นไปตามสมมติฐานเดิม เงินสำรองสำหรับสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพอาจเริ่มลดลงราวปี 2585 และอาจหมดลงประมาณปี 2597 หรืออีกประมาณ 28 ปีข้างหน้า

รายงานประเมินเส้นทางของกองทุนกรณีชราภาพไว้ดังนี้

ช่วงเวลา

สิ่งที่แบบจำลองประเมิน

ถึงปี 2578

เงินสมทบที่ได้รับในแต่ละปียังเพียงพอสำหรับจ่ายสิทธิประโยชน์และค่าใช้จ่ายประจำปี

ตั้งแต่ปี 2579

เงินสมทบเพียงอย่างเดียวเริ่มไม่พอกับรายจ่าย กองทุนต้องพึ่งรายได้จากการลงทุนมากขึ้น แม้เงินสำรองโดยรวมยังเพิ่มได้

ราวปี 2585

รายรับรวมทั้งเงินสมทบและผลตอบแทนจากการลงทุนเริ่มต่ำกว่ารายจ่าย เงินสำรองแตะระดับสูงสุดราว 6.02 ล้านล้านบาท ก่อนเปลี่ยนเป็นขาลง

ราวปี 2597

เงินสำรองอาจลดลงจนหมด หากตัวแปรและนโยบายต่าง ๆ เป็นไปตามสมมติฐานเดิม

ดังนั้น แม้ในปัจจุบันกองทุนอาจยังมีเงินสำรองหลายล้านล้านบาท แต่ในอนาคตฐานะทางการเงินของกองทุนอาจเปลี่ยนทิศ จากเดิมที่นำเงินส่วนเกินไปสะสมและลงทุน กลายเป็นต้องนำผลตอบแทนและต่อมาเงินต้นออกมาชดเชยรายจ่าย หากโครงสร้างรายรับและสิทธิประโยชน์ไม่เปลี่ยนแปลง เงินสำรองก็จะลดลงต่อเนื่องในที่สุด

แบบจำลองยังประเมินว่า หากต้องการให้กองทุนกรณีชราภาพมีสมดุลตลอดช่วงประเมิน 75 ปี จะต้องมีอัตราเงินสมทบเฉลี่ยประมาณ 20.2% ซึ่งสูงกว่าสัดส่วนเงินสมทบที่จัดสรรเข้าสู่กรณีชราภาพในปัจจุบันอย่างมาก ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่ารัฐต้องขึ้นเงินสมทบเป็น 20.2% ทันที แต่สะท้อนขนาดของช่องว่างระหว่างรายรับตามโครงสร้างปัจจุบันกับต้นทุนของสิทธิประโยชน์ที่กองทุนต้องจ่ายในระยะยาว

แรงกดดันดังกล่าวเกิดจากโครงสร้างประชากรโดยตรง คนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานและระบบประกันสังคมน้อยลง ขณะที่จำนวนผู้รับบำนาญเพิ่มขึ้น ผู้ประกันตนแต่ละคนยังมีแนวโน้มรับบำนาญเป็นเวลานานขึ้นตามอายุขัยที่สูงขึ้น เมื่อจำนวนผู้จ่ายเงินสมทบต่อผู้รับบำนาญลดลง เงินที่ไหลเข้าจากแรงงานปัจจุบันย่อมรองรับรายจ่ายได้ยากกว่าเดิม กองทุนจึงต้องพึ่งผลตอบแทนจากการลงทุน และท้ายที่สุดต้องถอนเงินสำรองออกมาใช้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปี 2597 ไม่ใช่ “วันหมดอายุ” ที่ถูกกำหนดไว้อย่างตายตัว เพราะผลประเมินขึ้นอยู่กับสมมติฐานหลายด้าน ตั้งแต่จำนวนผู้ประกันตน การเติบโตของค่าจ้าง การว่างงาน อายุขัย เงินเฟ้อ ผลตอบแทนจากการลงทุน ไปจนถึงนโยบายเงินสมทบและสิทธิประโยชน์ โดยยังอ้างอิงโครงสร้างข้อมูล ณ ปีฐาน 2563

หากจำนวนผู้ประกันตนและค่าจ้างเติบโตมากกว่าที่ประเมิน ผลตอบแทนจากการลงทุนดีขึ้น หรือมีการปฏิรูปรายรับและรายจ่ายอย่างเหมาะสม กองทุนอาจรักษาเงินสำรองไว้ได้นานกว่าเดิม ในทางกลับกัน หากการจ้างงานและค่าจ้างเติบโตต่ำ ผลตอบแทนไม่เป็นไปตามเป้า หรือมีการเพิ่มสิทธิประโยชน์โดยไม่มีรายรับรองรับ จุดที่กองทุนเริ่มขาดดุลและเงินสำรองลดลงก็อาจมาถึงเร็วกว่าที่แบบจำลองประเมินไว้

การที่เงินสำรองอาจยังเพิ่มขึ้นจนถึงราวปี 2585 จึงไม่ใช่เหตุผลให้รอจนถึงเวลานั้นค่อยแก้ปัญหา เพราะยิ่งปล่อยให้ช่องว่างสะสม การปรับในอนาคตก็ยิ่งต้องทำแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเงินสมทบ ขยายอายุที่เริ่มรับบำนาญ ปรับสูตรคำนวณสิทธิ หรือเพิ่มภาระงบประมาณของรัฐ การทยอยปรับล่วงหน้าจะช่วยกระจายต้นทุนระหว่างคนหลายรุ่น และลดแรงกระแทกต่อผู้ประกันตนกับนายจ้างได้มากกว่าการปรับครั้งใหญ่เมื่อเงินสำรองเริ่มลดลงแล้ว

เพดานค่าจ้างใหม่เติมรายรับ แต่ไม่ได้ลบช่องว่างระยะยาว

หนึ่งในมาตรการที่ช่วยเพิ่มรายรับให้กองทุนแล้วคือการปรับเพดานค่าจ้างสำหรับคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา 33 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เพดานดังกล่าวเพิ่มจาก 15,000 บาทเป็น 17,500 บาทในช่วงปี 2569-2571 ทำให้ผู้ประกันตนที่มีค่าจ้างตั้งแต่เพดานขึ้นไปและนายจ้างจ่ายเงินสมทบสูงสุดฝ่ายละ 875 บาทต่อเดือน เพิ่มจากฝ่ายละ 750 บาท

ตามแผนที่กำหนดไว้ เพดานค่าจ้างจะเพิ่มเป็น 20,000 บาทในช่วงปี 2572-2574 และเป็น 23,000 บาทตั้งแต่ปี 2575 เป็นต้นไป หากอัตราเงินสมทบยังคงอยู่ที่ 5% เงินสมทบสูงสุดของผู้ประกันตนและนายจ้างแต่ละฝ่ายจะเพิ่มเป็น 1,000 บาทและ 1,150 บาทต่อเดือนตามลำดับ

มาตรการนี้ช่วยให้กองทุนมีเงินไหลเข้าเพิ่มขึ้นทันที โดยเฉพาะจากผู้ประกันตนที่มีค่าจ้างสูงกว่าเพดานเดิม และยังทำให้ฐานคำนวณสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนสะท้อนรายได้จริงมากขึ้น แต่เงินสมทบที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่รายได้สุทธิของกองทุนทั้งหมด เพราะเพดานที่สูงขึ้นย่อมทำให้เงินทดแทนและบำนาญของผู้ประกันตนบางส่วนสูงขึ้นตามไปด้วย กลายเป็นภาระที่กองทุนต้องจ่ายในอนาคต

ดังนั้น การปรับเพดานค่าจ้างอาจช่วยเพิ่มสภาพคล่องและบรรเทาแรงกดดันในระยะใกล้ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาความยั่งยืน การประเมินผลที่แท้จริงต้องคำนวณทั้งเงินสมทบที่เพิ่มขึ้นและภาระสิทธิประโยชน์ใหม่ตลอดช่วงอายุของผู้ประกันตน รวมถึงจัดทำแบบจำลองคณิตศาสตร์ประกันภัยฉบับปรับปรุง เพื่อดูว่ามาตรการดังกล่าวสามารถเลื่อนจุดขาดดุลและยืดอายุเงินสำรองออกไปได้มากเพียงใด

ท้ายที่สุด เพดานค่าจ้างใหม่จึงเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด หากต้องการให้กองทุนชราภาพอยู่ได้ในสังคมที่มีคนทำงานน้อยลงและผู้สูงอายุมากขึ้น ยังจำเป็นต้องพิจารณาพร้อมกันทั้งอัตราและฐานเงินสมทบ อายุเริ่มรับบำนาญ สูตรคำนวณสิทธิ การเพิ่มจำนวนแรงงานในระบบ ตลอดจนประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการบริหารเงินลงทุนของกองทุน




อ้างอิง: สำนักงานประกันสังคมและองค์การแรงงานระหว่างประเทศ: การประเมินคณิตศาสตร์ประกันภัย ณ 31 ธันวาคม 2563, สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน, กรมประชาสัมพันธ์, กรมประชาสัมพันธ์, สำนักงานประกันสังคม, Thai PBS Policy Watch, รัฐบาลไทย, รัฐบาลไทย, กระทรวงแรงงาน, Reuters, สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

แชร์
พรุ่งนี้เลือกตั้งชี้ชะตากองทุนประกันสังคม ที่อาจหมดเงินในอีกไม่ถึง30ปี