
บรรยากาศในตลาดการเงินและสินค้าโภคภัณฑ์โลกกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ใช้เวลานานกว่า 21 ชั่วโมงในกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน จบลงโดยไร้ข้อตกลง ส่งผลให้การหยุดยิงชั่วคราวที่เพิ่งประกาศได้เพียงไม่กี่วันอยู่ในสถานะเปราะบาง ขณะที่สหรัฐฯ เดินหน้ามาตรการปิดล้อมการขนส่งเข้า-ออกท่าเรืออิหร่าน
กองทัพสหรัฐฯ ประกาศว่า จะเริ่มปิดล้อมการจราจรทางทะเลทั้งหมดที่เข้า-ออกจากท่าเรือของอิหร่านตั้งแต่เวลา 10.00 น. วันที่ 13 เมษายน ตามเวลาตะวันออกของสหรัฐฯ (21.00 น. เวลาไทย) ซึ่งรวมถึงเรือของทุกชาติที่เข้าหรือออกจากท่าเรือและพื้นที่ชายฝั่งของอิหร่าน รวมถึงเรือในอ่าวเปอร์เซียและอ่าวโอมานด้วย
แรงกระแทกจากความไม่แน่นอนนี้ส่งผลทันทีต่อตลาดพลังงาน ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยสัญญาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) ปรับขึ้นราว 8% แตะระดับ 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่เวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) เพิ่มขึ้นกว่า 9% ไปอยู่ที่ราว 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความกังวลว่าการปิดล้อมอาจทำให้น้ำมันหายไปจากตลาดโลกราว 1.8-2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมภาวะอุปทานตึงตัวที่เกิดขึ้นตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์
ในฝั่งตลาดหุ้น นักลงทุนปรับพอร์ตเข้าสู่โหมดหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ดัชนีตลาดหุ้นในเอเชียปรับตัวลงถ้วนหน้า แต่ยังอยู่ในกรอบจำกัด โดยดัชนีนิกเกอิ (Nikkei 225) ของญี่ปุ่นลดลงราว 0.4% ในช่วงเปิดตลาด และมีช่วงที่ร่วงมากกว่า 600 จุด หรือราว 1% ในระหว่างการซื้อขายภาคเช้า ขณะที่ดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ (KOSPI) ปรับตัวลงในช่วง 1.4% ไปจนมากกว่า 2% ส่วนดัชนีหุ้นออสเตรเลียอ่อนตัวลงราว 0.6%
ด้านฟิวเจอร์สของ S&P 500 และดัชนีดาวโจนส์ (Dowjones) ของสหรัฐฯ ต่างปรับลดลงมากกว่า 1% สะท้อนความกังวลที่ลามไปยังตลาดตะวันตก
ความเคลื่อนไหวในตลาดเงินก็สะท้อนแรงกดดันเช่นกัน เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น สัญญาซื้อขายล่วงหน้าพันธบัตรกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ร่วงลงในการซื้อขายช่วงเช้า ขณะที่ค่าเงินเสี่ยงอย่างดอลลาร์ออสเตรเลียและปอนด์อ่อนค่าลง ส่วนยูโรปรับตัวลดลงราว 0.5% ด้านพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีพุ่งแตะ 2.49% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 29 ปี ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่กลับมาปะทุอีกครั้ง
ส่วนทองคำ ซึ่งเป็นสินค้าที่ขาดทุนเนื่องจากนักลงทุนขายทำกำไรจากช่วงขาขึ้นก่อนสงคราม ก็ร่วงลงเกือบ 2% ก่อนจะฟื้นตัวลดช่วงลบราว -0.70%
ต้นตอของแรงสั่นสะเทือนครั้งนี้อยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งพลังงานโลก ซึ่งตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาเป็นเส้นทางหลักของน้ำมันและวัตถุดิบที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจเอเชีย หลังความขัดแย้งปะทุเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ อิหร่านได้ปิดกั้นช่องแคบ ก่อนจะยอมเปิดอีกครั้งภายใต้เงื่อนไขของการหยุดยิง 14 วัน แต่เมื่อการเจรจาล่าสุดล้มเหลว สหรัฐฯ กลับประกาศเดินหน้าปิดล้อมการเดินเรือแทน พร้อมส่งสัญญาณว่าประเทศอื่นอาจเข้าร่วม แม้ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจน
ขณะเดียวกัน ฝั่งอิหร่านตอบโต้ด้วยท่าทีแข็งกร้าว โดยกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เตือนว่า เรือรบใดที่เข้าใกล้พื้นที่จะถูกจัดการอย่างรุนแรง
ความคืบหน้าล่าสุดนี้สะท้อนความเสี่ยงที่ความขัดแย้งอาจลุกลามจากสงครามที่จำกัดวง ไปสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาค ซึ่งจะสร้างผลกระทบยาวนานกว่าระยะเวลาของสงคราม
ตามข้อมูลจาก Kpler บริษัทข้อมูลสินค้าโภคภัณฑ์ ระหว่างการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัยของอิหร่าน อิหร่านส่งออกน้ำมันประมาณ 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ดังนั้น ผู้ค้าเกรงจึงว่าการที่สหรัฐฯ ปิดล้อมการเดินเรือเข้า-ออกท่าเรืออิหร่านอาจทำให้ปริมาณน้ำมันเหล่านั้นหายไป ซึ่งจะยิ่งทำให้ตลาดที่ตึงตัวอยู่แล้วเลวร้ายลงไปอีก
ซอล คาโวนิก (Saul Kavonic) นักวิเคราะห์จาก MST Marquee กล่าวว่า ขณะนี้ ตลาดโดยรวมกลับสู่สภาวะก่อนการหยุดยิงแล้ว เพียงแต่ในครั้งนี้สหรัฐฯ จะปิดกั้นการขนส่งน้ำมันที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีปริมาณสูงสุดราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน
“คำถามสำคัญที่ยังคงอยู่คือ สหรัฐฯ จะกลับมาโจมตีอิหร่านอีกหรือไม่ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั่วภูมิภาค ซึ่งอาจส่งผลกระทบในระยะยาวเกินกว่าระยะเวลาของสงคราม”
ความไม่แน่นอนนี้ขยายไปสู่แนวโน้มนโยบายการเงินทั่วโลก เมื่อราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นจุดชนวนความกังวลเงินเฟ้อขึ้นมาอีกครั้ง นักลงทุนเริ่มปรับมุมมองใหม่ โดยคาดว่าธนาคารกลางหลักอย่างยุโรปและอังกฤษอาจหันกลับไปใช้นโยบายที่เข้มงวดมากขึ้น แทนที่แนวโน้มเดิมที่คาดว่าจะลดดอกเบี้ยลงอีกหรือคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำ
ด้านโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ยอมรับเองเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า ราคาน้ำมันและเชื้อเพลิงอาจทรงตัวในระดับสูงไปจนถึงการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นการยอมรับถึงผลกระทบทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นจากสงครามอย่างที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก
อ้างอิง : Al Jazeera, Reuters, Nikei Asia