
ตลาดหุ้นไทยเริ่มเห็นแรงฟื้นตัวกลับมา แม้เผชิญปัจจัยกดดันทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่นักลงทุนในตลาดกังวล และภาคธุรกิจต้องติดตามและรับมือ
ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวกับผู้สื่อข่าว นอกรอบงานสัมมนา The Successor : Sustaining Family Business ของวารสารการเงินธนาคาร เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา เกี่ยวกับภาวะตลาดหุ้นไทยและสถานการณ์ท้าทายในช่วงนี้ว่า การฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยในปีนี้ที่ปรับขึ้นแรงกว่าภูมิภาค เป็นผลมาจากการที่ก่อนหน้านี้ตลาดปรับตัวลดลงไปมาก ดังนั้น เมื่อฟื้นตัวจึงปรับขึ้นแรงกว่าตลาดอื่น ๆ ประกอบกับพื้นฐานของหุ้นไทยไม่ได้แย่ มีบริษัทจำนวนมากที่ผลการดำเนินงานดี การเงินแข็งแกร่ง และจ่ายเงินปันผลเฉลี่ย 4% ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ดีและน่าสนใจเมื่อเทียบกับภูมิภาค แม้ว่าเมื่อต้นเดือน ตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญแรงกระแทกจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น แต่ตลาดหุ้นไทยก็ไม่ได้ตกต่ำลงจนแย่มากนัก นั่นเป็นเพราะพื้นฐานหุ้นไทยไม่ได้แย่
สำหรับประเด็นความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนนั้น ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมองว่า บริษัทจดทะเบียนจะได้รับผลกระทบ แต่ไม่มาก เพราะบริษัทต่าง ๆ มีการปรับตัวและบริหารจัดการต้นทุน โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่
ขณะเดียวกัน ศ.พิเศษกิติพงศ์มองว่า ในสถานการณ์นี้หลายธุรกิจจะมีโอกาส โดยเฉพาะธุรกิจอาหาร ซึ่งแม้ว่าจะเผชิญปัญหาด้านบรรจุภัณฑ์ (packaging) และต้นทุนที่สูงขึ้น แต่เชื่อว่าโดยภาพรวมบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์จะไม่ปล่อยให้ภาวะต้นทุนเป็นไปตามกลไกตลาด แต่มีการเตรียมวิธีป้องกันความเสี่ยงไว้แล้ว
“เชื่อว่าบริษัทจดทะเบียนที่มีพื้นฐานดียังมีโอกาส เพราะฉะนั้นอยากให้นักลงทุนค่อย ๆ วิเคราะห์ข้อมูลที่มีการเปิดเผยในตลาด อย่าแพนิกว่าสถานการณ์จะแย่กว่านี้แล้วรีบขาย เพราะหุ้นที่มีผลการดำเนินงานดี ถึงแม้ว่าราคาหุ้นจะลดลงในบางช่วง แต่อย่างน้อยนักลงทุนก็ได้รับเงินปันผล 3% ถึง 7% ควรถือเก็บยาว หรือจะลงทุนในกองทุน ETF ก็ได้” ประธานตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าว
โฟกัสเข้าไปที่เรื่อง ‘ราคาน้ำมัน’ ที่รัฐบาลเลิกตรึงราคา–ปล่อยลอยตัวตามราคาตลาด ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียน ประธานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแสดงความเห็นว่า เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลเลิกตรึงราคาน้ำมัน
“เราไม่สามารถตรึงราคาไว้ตลอดได้ เพราะเป็นการสวนกระแสโลก ถ้าตรึงราคาไว้อาจจะเกิดการขาดแคลนน้ำมันในประเทศ ซึ่งจะแย่กว่า ควรปล่อยไปตามกลไกตลาดแล้วช่วยเหลือเฉพาะคนที่เดือดร้อนจริง ๆ รัฐบาลมีมาตรการการช่วยเหลือหลายอย่าง ทั้งเรื่องไฟฟ้า การขนส่ง เชื่อว่ารัฐบาลทำได้อยู่แล้ว เพราะรัฐบาลมีข้อมูลทั้งหมด ทั้งผ่านเป๋าตัง เบี้ยผู้สูงวัย ซึ่งหากจะช่วยคนเปราะบางเหล่านี้ ก็สามารถทำได้โดยการโอนเงินช่วยเหลือ ดีกว่าที่จะอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งคนรวยที่ใช้น้ำมันดีเซลมีเยอะ ดังนั้น ควรปล่อยไปตามกลไกตลาดแล้วรัฐบาลดูแลคนที่ลำบากจริง ๆ ให้ตรงจุด มันจะกระทบเศรษฐกิจแน่ในแง่การบริโภค แต่ผมเชื่อว่าในระยะยาว ตลาดทุนต้องค่อย ๆ ปรับตัว”
“ผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนคิดว่ามี แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยของแต่ละบริษัทว่านำเข้าวัตถุดิบมาจากไหน ลูกค้าเป็นใคร ถ้าเป็นธุรกิจขนส่งก็จะมีปัญหาเพราะราคาน้ำมันแพง แต่ถ้าน้ำมันไม่ขาดแคลน ก็ไม่กระทบมาก เพราะสามารถขึ้นค่าขนส่ง ขึ้นราคาสินค้าได้ แต่สิ่งสำคัญคือผู้บริโภคที่ลำบากจะต้องได้รับการเยียวยา ขณะที่ผู้บริโภคหลายคนมีกำลังซื้อ มีเงินจ่ายด้วยตัวเอง ขอเพียงให้มีของ ดังนั้น เราต้องเลือกว่าเราจะมีของหรือไม่มีของ อย่างไรก็ตาม ที่สำคัญคือประชาชนต้องประหยัดพลังงานด้วย” ประธานตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าว