
ข่าวดีคือ เป้าหมายการมีเงินใช้เดือนละประมาณ 40,000 บาทไปตลอดชีวิต ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน หากคุณเข้าใจหลักการวางแผนเกษียณอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่า กฎ 5% และบทบาทของ “การลงทุน” ในการช่วยแบ่งเบาภาระการออมของเรา
ถ้าคุณอายุประมาณ 40 ปี และเคยถามตัวเองเบาๆ ว่า “อีก 20 ปีข้างหน้า เราจะมีเงินพอใช้ไหมนะ?”
“เกษียณแล้ว อยากมีเงินใช้เดือนละ 40,000 บาท แบบไม่ต้องกังวลว่าเงินจะหมดก่อนตาย เป็นไปได้หรือเปล่า?”
คำถามเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย และไม่ใช่เรื่องของคนรวยเท่านั้น แต่เป็นคำถามของ “คนทำงานธรรมดา” ที่เริ่มมองเห็นปลายทางของชีวิตชัดขึ้น และอยากวางแผนให้ตัวเองกับครอบครัวอย่างรอบคอบ
ข่าวดีคือ เป้าหมายการมีเงินใช้เดือนละประมาณ 40,000 บาทไปตลอดชีวิต ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน หากคุณเข้าใจหลักการวางแผนเกษียณอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่า กฎ 5% และบทบาทของ “การลงทุน” ในการช่วยแบ่งเบาภาระการออมของเรา
ผมจะพาคุณไล่คิดไปทีละประเด็น ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน และใช้ตัวเลขที่คุณจับต้องได้จริง ไม่ว่าจะคำถามที่ว่าต้องมีเงินก้อนเท่าไหร่ ถึงจะใช้เดือนละ 40,000 บาทได้ ทำไมการออมอย่างเดียวอาจไม่พอ และเหตุใด ต่อให้เกษียณแล้ว ก็ไม่ควรหยุดลงทุน
เริ่มจากโจทย์ง่ายที่สุดก่อน การมีเงินใช้เดือนละ 40,000 บาท เท่ากับปีละ 480,000 บาท เพื่อให้คิดง่าย ผมขอปัดเป็น ปีละ 500,000 บาทแบบกลมๆ ละกันครับ
คำถามถัดมาคือ ถ้าอยากใช้เงินปีละประมาณนี้ไป “ตลอดชีวิต” เราต้องมีเงินก้อนทั้งหมดกี่ล้าน?
คำตอบอยู่ที่แนวคิดที่เรียกว่า กฎ 5%
รู้จัก “กฎ 5%” เครื่องมือคิดเงินเกษียณแบบเข้าใจง่าย
กฎ 5% คือแนวคิดการถอนเงินหลังเกษียณ โดยตั้งสมมติฐานว่า
● คุณถอนเงินออกมาใช้ ปีละไม่เกิน 5% ของเงินก้อนทั้งหมด
●และปล่อยให้เงินส่วนที่เหลือยังลงทุนต่อ
เมื่อคิดกลับด้าน กฎนี้ช่วยให้เราประเมิน “เงินก้อนเป้าหมาย” ได้ง่ายมาก ด้วยสูตรสั้นๆ คือ เงินที่ต้องมี = ค่าใช้จ่ายต่อปี × 20 เพราะ 5% ก็คือ 1 ใน 20 ส่วนของเงินทั้งหมดนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น
● อยากใช้ปีละ 300,000 บาท → ต้องมีประมาณ 6 ล้านบาท
● อยากใช้ปีละ 500,000 บาท → ต้องมีประมาณ 10 ล้านบาท
● อยากใช้ปีละ 600,000 บาท → ต้องมีประมาณ 12 ล้านบาท
ดังนั้น หากเป้าหมายของคุณคือ เงินใช้เดือนละ 40,000 บาท คำตอบก็คือ คุณควรมีเงินก้อนประมาณ 10 ล้านบาทนั่นเองครับ
หลายคนพอเห็นตัวเลข 10 ล้านบาท ก็เริ่มรู้สึกว่า “โอเค ถ้ามีเงินขนาดนี้ ก็พอแล้ว เกษียณได้เลย”
ผมบอกได้เลยครับว่านี่คือจุดที่คนจำนวนมากเข้าใจคลาดเคลื่อน ผมอยากให้คุณลองคิดภาพตามนี้ครับ
ถ้าคุณมีเงิน 10 ล้านบาท แล้วถอนมาใช้ปีละ 500,000 บาท โดยไม่ให้เงินเติบโตต่อเลย เงินก้อนนี้จะหมดภายในประมาณ 20 ปี!
นั่นแปลว่าถ้าคุณเกษียณตอนอายุ 60 ปี เงินจะหมดตอนคุณอายุราว 80 ปี แล้วสมมติว่าคุณดูแลตัวเองดีมาก จนมีอายุยืนกว่านั้นล่ะ ความเสี่ยงเรื่อง “เงินไม่พอใช้” จะกลับมาทันทีเลย น่ากลัวใช่ไหมล่ะครับ
ผมอยากเสนอแนวคิดที่ต่างออกไป คือ “คนเกษียณได้ แต่เงินไม่จำเป็นต้องเกษียณตาม”
ถ้าคุณปล่อยให้เงิน 10 ล้านบาทยังลงทุนต่อไป และสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้ประมาณ 8% ต่อปี ขณะที่คุณถอนใช้เพียง 5% ต่อปี คุณจะเห็นส่วนต่างประมาณ 3% และนี่ล่ะครับที่ทำให้เงินของคุณยังมีโอกาสทบต้นต่อไป
หากยังนึกภาพไม่ออก ผมจะคำนวณให้เห็น ดังนี้
● ปีแรก เงิน 10 ล้านบาท ของคุณสร้างผลตอบแทนเติบโต 8% = 800,000 บาท
● ถอนใช้ 5% = 500,000 บาท
● เงินในพอร์ตก็ยังเพิ่มขึ้นเป็นราว 10.3 ล้านบาท
และในปีถัดไป การถอน 5% จะคำนวณจากฐานเงินที่ใหญ่ขึ้น จาก 10 ล้านบาทเป็น 10.3 ล้านบาท นี่แหละครับคือกลไกที่ทำให้คุณมีเงินใช้สม่ำเสมอ และยังมีโอกาสส่งต่อเงินเป็นมรดกได้อีกด้วย!
กลับมาที่ปัจจุบันก่อนครับ สมมติว่าคุณมีอายุครบ 40 ปีวันนี้ และตั้งเป้าว่าจะเกษียณตอนอายุ 60 ปี แปลว่าคุณมีเวลาอีกประมาณ 20 ปีที่จะสร้างพอร์ตให้แตะ 10 ล้านบาท ฟังดูเหมือนนาน แต่ในชีวิตจริง 20 ปีผ่านไปเร็วมาก โดยเฉพาะช่วงวัยที่ภาระรอบตัวเพิ่มขึ้นทุกปี
ทางเลือกในการเตรียมเงินให้พอสำหรับการเกษียณ ด้วยเป้าหมาย 10 ล้านบาทอย่างที่ว่าไว้ หากคุณเลือกวิธีการออมอย่างเดียว โดยไม่ลงทุนเลย วิธีตรงไปตรงมาที่สุด คือ “เก็บเงินอย่างเดียว” โดยไม่ลงทุนเลย ตัวเลขจะออกมาชัดมาก
นั่นคือคุณต้องเก็บเงินประมาณ 41,666 บาทต่อเดือน อย่างต่อเนื่อง 20 ปีเต็ม ถึงจะครบ 10 ล้านบาท วิธีนี้ไม่ผิด แต่ต้องอาศัยพลังค่อนข้างสูง ทั้งในเรื่องของ “วินัย” ที่เข้มแข็ง “กระแสเงินสด” ที่แข็งแรงมากพอที่จะใช้ชีวิตปัจจุบันได้อย่างสบายๆ และที่สำคัญต้องไม่สะดุดเลยตลอด 20 ปี
การจะเลือกเส้นทางนี้ สำหรับคนวัย 40 ที่มีทั้งค่าครองชีพ ครอบครัว บ้าน รถ และอนาคตลูก การกันเงินเกือบสี่หมื่นบาททุกเดือน ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย จริงไหมครับ
ผมแค่จะชี้ให้เห็นข้อเสียของวิธีนี้นิดเดียว คือการใช้ “แรงของเราเพียงอย่างเดียว” โดยให้เงินนอนนิ่ง ไม่ช่วยแบ่งเบาภาระเราเลย
สองแรงแข็งขัน ช่วยให้เงินทำงานแทนเรา
แต่ถ้าคุณเลือกเปลี่ยนจาก “เก็บเงินอย่างเดียว” มาเป็นเส้นทางของ ให้เงินช่วยทำงาน ผ่านการลงทุน คุณสามารถเลือกที่จะ “ออมไปพร้อมกับการลงทุนอย่างมีระบบ” ให้สองแรงแข็งขันสร้างพอร์ตให้เติบโตไปพร้อมกัน 10 ล้านบาทอยู่ไม่ไกลอย่างที่คิดแล้วครับ
แรงแรก คือวินัยในการออมแบบสม่ำเสมอ (DCA) ในสินทรัพย์ที่กระจายการลงทุนทั่วโลก จัดสัดส่วนความเสี่ยงภายในให้สมดุลกับความเสี่ยงที่คุณรับได้ และปล่อยให้แรงที่สองทำงาน นั่นคือ “พลังของผลตอบแทนทบต้น”
ภายใต้สมมติฐานผลตอบแทนระยะยาวประมาณ 8% ต่อปี อย่างนโยบาย Global ETF
ที่ลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ทั่วโลก คุณสามารถลงทุนด้วยเม็ดเงิน ประมาณ 17,000 บาทต่อเดือน ต่อเนื่อง 20 ปี ก็จะทำให้โอกาสเข้าใกล้เงินก้อน 10 ล้านบาทได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ นี่คือความแตกต่างระหว่าง การ “พึ่งแรงทำงานอย่างเดียว” กับการมี “ระบบที่ให้เงินทำงานแทนเรา”
ผมขอสรุปสูตรสร้าง Passive Income ด้วยเม็ดเงิน 40,000 บาทต่อเดือน เพื่อให้มีเงินก้อนจำนวน 10 ล้านบาท ภายในช่วงอายุ 40–60 ปี หรือใช้เวลาราว 20 ปี สิ่งที่คุณต้องมีคือวินัยในการลงทุนแบบ DCA ประมาณ 17,000 บาทต่อเดือน ในสินทรัพย์ที่คาดหวังผลตอบแทนระยะยาว ~8% ต่อปี
และเมื่อคุณมีเงิน 10 ล้านบาทในวัย 60 ปีแล้ว คุณจะสามารถใช้กฎ 5% หรือถอนเงินมาใช้ปีละไม่เกิน 5% คิดเป็นเงินประมาณ 500,000 บาทต่อปีหรือเฉลี่ย 40,000 บาทต่อเดือน แล้วปล่อยเงินที่เหลือเติบโตต่อในพอร์ตต่อไปเรื่อยๆ เก็บเพียงดอกผลออกมาใช้จ่ายเท่านั้น
แม้ตัวเลขทั้งหมดจะเป็นเพียงตัวอย่าง และการลงทุนมีความผันผวนระหว่างทาง
แต่ถ้าคุณเริ่มต้นเร็ว วางแผนถูกทิศ และมีระบบที่ดี เป้าหมาย “มีเงินใช้ไปตลอดชีวิต และยังส่งต่อให้ลูกหลานได้” ก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อมแน่นอนครับ

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. จิตตะ เวลธ์ จำกัด