
จากกรณีบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เข้าซื้อหุ้นธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เพิ่มเติม จนทำให้สัดส่วนการถือหุ้นขยับขึ้นมาอยู่ที่ 10.03% ได้รับความสนใจอย่างมากในตลาดทุน และก่อให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับเกณฑ์การกำกับดูแลว่า ธุรกรรมนี้จำเป็นต้องขออนุมัติจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะผู้กำกับดูแลสถาบันการเงินหรือไม่
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ได้รับรายงานการได้มาหุ้น KBANK ของ GULF จำนวน 2,949,600 หุ้น ส่งผลให้ถือหุ้นรวม 235,805,000 หุ้น หรือคิดเป็น 10.03% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด
ทั้งนี้ หากไม่นับรวมบริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด ที่ถือหุ้น 13.73% จะทำให้ GULF ขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของธนาคาร
ทันทีที่ข่าวดังกล่าวเผยแพร่ออกมา ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงในแวดวงตลาดทุนและผู้ที่ติดตามเรื่องนี้ คือ การถือหุ้นในระดับดังกล่าวเข้าข่ายต้องขออนุญาตจาก ธปท. ตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงินหรือไม่
ล่าสุด วันนี้ (16 กุมภาพันธ์) ธปท. ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการถือหุ้นตาม พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน แล้วว่า การถือหุ้นใน KBANK ของ GULF ยังไม่ถึง 10% ภายใต้หลักเกณฑ์ของ ธปท.
นางสาววิภาวิน พรหมบุญ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยชี้แจงว่า ตามที่บริษัทกัลฟ์รายงานต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่าได้เข้าถือหุ้นธนาคารกสิกรไทย (KBank) ที่ 10.03% นั้น การนับสัดส่วนการถือหุ้นตามหลักเกณฑ์ของ ก.ล.ต. และ ธปท. มีความแตกต่างกัน กล่าวคือ ก.ล.ต. จะหักหุ้นที่ KBank จำหน่ายแล้วและซื้อคืนมา (Treasury Stock) ออกจากฐานการคำนวณ ขณะที่หลักเกณฑ์ของ ธปท. คำนวณจากจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด ซึ่งการถือหุ้นใน KBank ของบริษัทกัลฟ์ยังไม่ถึง 10% ภายใต้เกณฑ์ของ ธปท. และบริษัทได้เคยรายงานการถือหุ้นต่อ ธปท. แล้วตั้งแต่มีการถือหุ้น 5% ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด
ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลอีกว่า ตาม พ.ร.บ. ธุรกิจสถาบันการเงินกำหนดว่า การถือหุ้นในสถาบันการเงินเกิน 10% ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด ต้องได้รับอนุญาตจาก ธปท.ล่วงหน้า เพื่อป้องกันการเข้ามามีอำนาจครอบงำกิจการของสถาบันการเงิน ซึ่งหลักเกณฑ์ของ ธปท.อนุญาตให้เกิน 10% ได้เฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นต่อการเพิ่มความมั่นคงหรือศักยภาพของสถาบันการเงินแห่งนั้น หรือการรักษาเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินในภาพรวม หรือกรณีหน่วยงานรัฐที่ถือหุ้นเพื่อรับผลตอบแทนจากการลงทุนโดยทั่วไป