
ในปีที่ผ่านมา การใช้งานสเตเบิลคอยน์ (Stablecoin) ทั่วโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการใช้ในฐานะเครื่องมือชำระเงินและโอนเงินซึ่งมีคุณสมบัติเด่นหลายอย่าง ขณะเดียวกันก็มีความกังวลจากหน่วยงานกำกับดูแลและสถาบันการเงินระหว่างประเทศว่า การเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัลอาจบั่นทอนบทบาทของระบบการเงินดั้งเดิม ลดประสิทธิภาพของนโยบายการเงิน และเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน
มีข้อมูลจากการรายงานของบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ว่า มูลค่าการทำธุรกรรมผ่านสเตเบิลคอยน์ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา โดยได้แรงหนุนสำคัญจากนโยบายที่เอื้อต่อคริปโตของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ซึ่งมีจุดยืนสนับสนุนอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างชัดเจน
บลูมเบิร์กอ้างถึงข้อมูลจาก อาร์ทีมิส อะนาไลติกส์ (Artemis Analytics) ผู้ให้บริการแพลตวิเคราะห์ข้อมูลคริปโตเคอร์เรนซีจากสหรัฐฯที่ระบุว่า มูลค่าธุรกรรมรวมของสเตเบิลคอยน์ในปี 2025 พุ่งขึ้นถึง 72% แตะระดับ 33 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย USDC ซึ่งเป็นดอลลาร์ดิจิทัลที่พัฒนาโดย เซอร์เคิล อินเทอร์เน็ต กรุ๊ป (Circle Internet Group) ครองสัดส่วนธุรกรรมสูงสุด คิดเป็นมูลค่า 18.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ USDT ของ เทตเลอร์ โฮลดิงส์ (Tether Holdings) มียอดธุรกรรมอยู่ที่ 13.3 ล้านล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ สเตเบิลคอยน์ คือ คริปโตเคอร์เรนซีประเภทหนึ่งที่ถูกออกแบบให้มีมูลค่าเคลื่อนไหวสอดคล้องกับสินทรัพย์หลักที่อ้างอิง ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักอิงกับเงินดอลลาร์สหรัฐ
รัฐบาลของทรัมป์ให้การสนับสนุนสเตเบิลคอยน์อย่างเป็นทางการผ่านการผลักดันกฎหมายเฉพาะทางภายใต้ GENIUS Act ซึ่งมีผลบังคับใช้ในเดือนกรกฎาคม 2025 ส่งผลให้องค์กรขนาดใหญ่จำนวนมากเริ่มหันมาศึกษาและทดลองใช้งานเทคโนโลยีนี้ ไม่ว่าจะเป็น สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (Standard Chartered), วอลมาร์ต (Walmart) และแอมะซอน (Amazon) ที่อยู่ระหว่างพิจารณาความเป็นไปได้ในการออกสเตเบิลคอยน์ของตนเอง ส่วน เวิลด์ ลิเบอร์ตี ไฟแนนเชียล (World Liberty Financial) หนึ่งในธุรกิจคริปโตเคอร์เรนซีของตระกูลทรัมป์ได้เปิดตัวสเตเบิลคอยน์ชื่อ USD1 ไปก่อนแล้วตั้งแต่เดือนมีนาคม 2025
ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ แม้ว่ากระแสเงินที่ไหลผ่านสเตเบิลคอยน์จะเพิ่มขึ้นอย่างมากในปี 2025 แต่ส่วนแบ่งธุรกรรมที่เกิดบนแพลตฟอร์มคริปโตแบบกระจายศูนย์อำนาจ (decentralized platform) หรือ DeFi กลับลดลง
แอนโธนี ยิม (Anthony Yim) ผู้ร่วมก่อตั้ง Artemis มองว่าเทรนด์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การใช้งานสเตเบิลคอยน์เริ่มขยายตัวเข้าสู่กระแสหลักมากขึ้น และเป็นสัญญาณของการยอมรับเงินดอลลาร์ดิจิทัลในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่มีความผันผวนสูงขึ้น
เขาบอกอีกว่า ประชาชนในประเทศที่เผชิญกับภาวะเงินเฟ้อและความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจมักต้องการถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งการถือสเตเบิลคอยน์คือวิธีที่ง่ายที่สุด
ข้อมูลจาก คอยน์เกกโก (CoinGecko) ซึ่งเป็นผู้รวบรวมข้อมูลสกุลเงินดิจิทัล ระบุว่า USDT ของ Tethler ยังคงเป็นสเตเบิลคอยน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในแง่มูลค่าตลาด โดยมีมูลค่าราว 187,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่า USDC ของ Circle ที่มีมูลค่าตลาดประมาณ 75,000 ล้านดอลลาร์ เกินเท่าตัว
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของ Artemis ชี้ให้เห็นว่า USDC กำลังเป็นผู้นำในแง่ยอดธุรกรรม
ทั้งนี้ USDC เป็นสเตเบิลคอยน์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดบนแพลตฟอร์มการเงินแบบกระจายศูนย์ หรือ DeFi ซึ่งใช้ซอฟต์แวร์บล็อกเชนอัตโนมัติในการทำธุรกรรม เช่น การปล่อยกู้หรือการซื้อขาย ซึ่งยิมให้ข้อมูลว่า นักเทรดบนแพลตฟอร์ม DeFi มักเข้า-ออกสถานะการลงทุนบ่อยครั้ง ทำให้ USDC ถูกนำมาใช้หมุนเวียนซ้ำหลายครั้ง ตรงกันข้ามกับ USDT ของ Tether ที่มักถูกใช้เพื่อการชำระเงินในชีวิตประจำวัน การทำธุรกรรมทางธุรกิจ หรือการเก็บรักษามูลค่า ทำให้ผู้ถือครองมักเก็บเหรียญไว้ในกระเป๋าเงินดิจิทัลของตนเองมากกว่าที่จะนำไปหมุนเวียนไปมา
ดันเต ดิสปาร์เต (Dante Disparte) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ และหัวหน้าฝ่ายนโยบายและปฏิบัติการระดับโลกของ Circle กล่าวว่า กฎหมาย GENIUS Act ของสหรัฐฯ ได้กำหนดกรอบทางกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับสเตเบิลคอยน์ และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้งานจำนวนมากเลือก USDC เพราะมีสภาพคล่องมากที่สุด และได้รับความเชื่อถือด้านกฎระเบียบในระดับสูงที่สุดในโลก
ขณะที่ในสหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศเปิดรับสเตเบิลคอยน์มากขึ้น ยังมีบางฝ่ายแสดงความกังวลต่อการใช้งานเทคโนโลยีนี้ อย่างเช่นกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่กล่าวเมื่อเดือนตุลาคม 2025 ว่า ตลาดสเตเบิลคอยน์อาจคุกคามระบบการปล่อยกู้แบบดั้งเดิม บั่นทอนประสิทธิภาพของนโยบายการเงิน และอาจกระตุ้นให้เกิดการเทขายสินทรัพย์ที่เคยถูกมองว่าปลอดภัยในอดีต
ถึงอย่างนั้นก็ตาม การเติบโตของสเตเบิลคอยน์ยังคงเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 มูลค่าธุรกรรมรายไตรมาสพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 11 ล้านล้านดอลลาร์ จาก 8.8 ล้านล้านดอลลาร์ในไตรมาสก่อนหน้า
บลูมเบิร์ก อินเทลลิเจนซ์ (Bloomberg Intelligence) ประเมินว่า ภายในปี 2030 หรือภายใน 4 ปีข้างหน้า มูลค่าธุรกรรมการชำระเงินผ่านสเตเบิลคอยน์อาจเพิ่มขึ้นแตะระดับ 56 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ