
เทสลา (Tesla) ไม่ใช่แชมป์ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อีกต่อไป เมื่อบีวายดี (BYD) แซงขึ้นเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดขายมากที่สุดในโลกเป็นครั้งแรกในปี 2025 ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง โดยเฉพาะในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ความน่าสนใจคือ แม้ Tesla จะยอดขายลดลงสองปีติดต่อกัน จนเสียตำแหน่งแชมป์ยอดขายให้ BYD และต้องเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งการแข่งขันที่รุนแรง การสิ้นสุดมาตรการหนุนรถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ไปจนถึงกระแสต่อต้านอีลอน มัสก์ (Elon Musk) ซีอีโอของบริษัท และมองว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้าอาจจะลดลงอีกในปี 2026 แต่นักลงทุนจำนวนมากก็ยังคงมองหุ้น Tesla ในแง่ดี
สำหรับธุรกิจรถยนต์ Tesla กำลังเผชิญความท้าทายอย่างชัดเจน ยอดส่งมอบรถทั่วโลกลดลง 9% ในปี 2025 ส่วนหนึ่งมาจากการปรับโฉม Model Y ซึ่งทำให้ต้องหยุดการผลิตชั่วคราวในหลายโรงงาน เพื่อปรับปรุงสายพานการผลิต
ยอดขายของ Tesla ในตลาดยุโรปอ่อนแอลงจนอีลอน มัสก์ ยอมรับเองว่าเป็นตลาดหลักที่อ่อนแอที่สุดของ Tesla โดยยอดจดทะเบียนรถ Tesla ลดลง 28% ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2025 สวนทางกับภาพรวมตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรปที่ยังเติบโต ขณะที่ในจีน ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก Tesla ต้องเผชิญการแข่งขันอย่างหนัก โดยยอดส่งมอบรถยนต์จากโรงงานในเซี่ยงไฮ้ลดลง 8 ใน 11 เดือนแรกของปี เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
ในตลาดสหรัฐฯ ยอดขายของ Tesla โตขึ้นมากในไตรมาส 3 เนื่องจากผู้บริโภคเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าก่อนที่มาตรการอุดหนุนจากรัฐบาลจะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2025 แต่คาดว่าการสิ้นสุดของมาตรการจะทำให้ความต้องการซื้อของผู้บริโภคลดลง และกระทบยอดขายของ Tesla ในอนาคต
ถึงอย่างนั้นก็ตาม นักลงทุนยังคงมองหุ้น Tesla ในแง่ดี เพราะนักลงทุนจำนวนมากไม่ได้มอง Tesla ว่าเป็น ‘บริษัทรถยนต์ไฟฟ้า’ เพียงอย่างเดียว แต่กำลังประเมินมูลค่า Tesla ในฐานะบริษัทผู้สร้างแพลตฟอร์มเทคโนโลยีแห่งอนาคต ดังนั้น มูลค่าที่ตลาดให้กับ Tesla ส่วนใหญ่ไม่ได้ผูกอยู่กับธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า แต่ผูกกับธุรกิจในอนาคต
มุมมองดังกล่าวของนักลงทุนก็สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของอีลอน มัสก์ ซึ่งเขาอยากให้คนอื่นมอง Tesla ในภาพบริษัทเทคโนโลยีมาโดยตลอด
นักวิเคราะห์หลายคนก็เห็นพ้องต้องกันว่า มูลค่าของเทสลาผูกติดอยู่กับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการขับเคลื่อนอัตโนมัติเต็มรูปแบบ (FSD) และบริการรถแท็กซี่ไร้คนขับ มากกว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้าแบบเดิม
อเล็กซานเดอร์ พอตเตอร์ (Alexander Potter) นักวิเคราะห์ที่ให้คำแนะนำ ‘ซื้อ’ หุ้น Tesla กล่าวในบทวิเคราะห์วันศุกร์ที่ 2 มกราคมว่า ยอดการส่งมอบรถแทบไม่มีความสำคัญอีกต่อไปแล้ว แต่ผลการดำเนินงานของหุ้นเทสลาในปี 2026 ควรจะขับเคลื่อนด้วยความก้าวหน้าในด้านปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์
เจด ดอร์สไฮเมอร์ (Jed Dorsheimer) นักวิเคราะห์จาก William Blair ตั้งข้อสังเกตว่า Tesla ถูกประเมินมูลค่าโดยอิงกับความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบปัญญาประดิษฐ์ในโลกแห่งความเป็นจริง (Real-world AI) เกือบทั้งหมด
ช่วงหลายปีมานี้ มีการถกเถียงกันมาตลอดว่าราคาหุ้น Tesla สูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงของบริษัทหรือไม่ แต่สิ่งที่พยุงความเชื่อมั่นที่นักลงทุนมีต่อ Tesla เอาไว้ตลอดก็คือ ภาพโปรดักต์ในอนาคตที่อีลอน มัสก์ วาดไว้ นั่นคือ รถยนต์ไร้คนขับและหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์
มัสก์กล่าวว่า หุ่นยนต์ของ Tesla ที่ชื่อ ‘ออพทิมัส’ (Optimus) มีศักยภาพที่จะเป็น ‘ผลิตภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล’ และในที่สุดจะมีมูลค่าคิดเป็นถึง 80% ของมูลค่าของบริษัท Tesla ขณะเดียวกัน เขาก็สร้างความคาดหวังกับโปรเจ็กต์รถยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับ ‘ไซเบอร์แคบ’ (Cybercab) ที่จะเป็นรากฐานของเครือข่ายบริการเรียกรถไร้คนขับในอนาคต
แม้ปัจจุบันความคืบหน้าของทั้งสองโปรดักต์นี้จะยังห่างไกลจากเป้าหมายอันทะเยอทะยานของอีลอน มัสก์ ซึ่งตัวเขาเองก็ยอมรับในข้อเท็จจริงนี้ แต่นักลงทุนจำนวนมากก็ยอมรับความเสี่ยง เพราะเชื่อว่า Tesla จะมีมูลค่าสูงขึ้นมาก หากบรรลุเป้าหมาย เห็นได้จากการที่ผู้ถือหุ้นก็อนุมัติแพ็คเกจค่าตอบแทนใหม่สำหรับมัสก์ ซึ่งอาจมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ หากเขาบรรลุเป้าหมายสำคัญบางอย่าง เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เขายังคงอยู่ต่อและทำให้วิสัยทัศน์ของเขาเป็นจริงขึ้นมา
นอกจากนั้น อีกหนึ่งเหตุผลที่ช่วยพยุงมุมมองเชิงบวกต่อหุ้น Tesla คือ ธุรกิจแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานกำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
ในไตรมาสล่าสุด Tesla ติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานได้ถึง 14.2 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้นจาก 11 กิกะวัตต์ชั่วโมง ในปีก่อนหน้า และทั้งปี 2025 ปริมาณการติดตั้งพุ่งขึ้นเกือบ 50% เป็น 46.7 กิกะวัตต์ชั่วโมง
ทอม นารายัน (Tom Narayan) นักวิเคราะห์จาก RBC Capital Markets ระบุว่า การเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจแบตเตอรีกักเก็บพลังงานสะท้อนให้เห็นถึงแรงหนุนเชิงโครงสร้างจากความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งผลักดันความต้องการระบบกักเก็บพลังงานเพิ่มเติมเพื่อรองรับการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์และการรักษาเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า
.
อ้างอิง: Bloomberg [1], Bloomberg [2]