
สัญญาณชะลอตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าเริ่มชัดเจนขึ้น จากเดิมที่เคยเป็นเพียงความผันผวนในบางตลาด วันนี้ภาพดังกล่าวกำลังกลายเป็นภาวะถดถอยในระดับโลก หรือ “EV winter” ซึ่งเป็นบริบทธุรกิจใหม่ที่ค่ายรถยนต์ทั่วโลกต้องปรับตัวรับมือ ท่ามกลางนโยบายภาครัฐที่เปลี่ยนทิศ ความต้องการของผู้บริโภคที่แผ่วลง และการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นทุกขณะ
สถิติระบุว่า ในเดือนมกราคม 2569 ยอดขาย EV ในตลาดหลักของโลกปรับตัวลดลงพร้อมกัน โดยเฉพาะจีนและสหรัฐฯ ที่หดตัวในระดับ 20-33% สะท้อนว่าความร้อนแรงจากยุคบุกเบิกเริ่มสิ้นสุดลง ท่ามกลางการยุติมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ และต้นทุนการแข่งขันที่สูงขึ้น
ภาวะดังกล่าวกำลังกดดันผู้เล่นทั้งระบบให้ต้องปรับยุทธศาสตร์ใหม่ ตั้งแต่ค่ายรถดั้งเดิมไปจนถึงผู้บุกเบิกตลาดอย่าง Tesla ซึ่งเริ่มเผชิญแรงต้านพร้อมกันในหลายภูมิภาค
ข้อมูลจาก Benchmark Intelligence ระบุว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกในเดือนมกราคมลดลง 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการหดตัวที่เกิดขึ้นในวงกว้างของอุตสาหกรรม ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้ผลิตรายใดรายหนึ่ง แรงฉุดหลักมาจากสองตลาดขนาดใหญ่ที่สุดของโลกอย่างอเมริกาเหนือและจีน ซึ่งยอดขาย EV ลดลงถึง 33% และ 20% ตามลำดับในเดือนเดียวกัน
การหดตัวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่ส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค ในสหรัฐฯ ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าลดลงอย่างชัดเจนนับตั้งแต่การยกเลิกเครดิตภาษีมูลค่า 7,500 ดอลลาร์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าใหม่เมื่อเดือนกันยายน 2568 ผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมประเมินตรงกันว่า ระยะถัดจากนี้อุตสาหกรรม EV จะเผชิญความผันผวนในระดับสูง ทั้งในมิติของยอดขาย การลงทุน และการปรับโครงสร้างธุรกิจ
ด้านจีน แม้รถยนต์ไฟฟ้าจะคิดเป็นสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของยอดขายรถยนต์ทั้งหมดในปีที่ผ่านมา แต่บริษัทผู้ผลิตกลับเผชิญแรงกดดันจากนโยบายภาครัฐเช่นกัน หลังรัฐบาลตัดสินใจยุติการยกเว้นภาษีสำคัญสำหรับการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า และปรับโครงการเทิร์นรถเก่าให้มีเอื้อต่อรถพลังงานแบตเตอรี่น้อยลง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเริ่มสะท้อนผ่านยอดขายที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อพิจารณาในเชิงภูมิภาค ยุโรปยังคงเป็นพื้นที่ที่เห็นการเติบโต โดยยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในเดือนมกราคมเพิ่มขึ้นเกือบ 25% เมื่อเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ตาม การขยายตัวดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยการหดตัวในอเมริกาเหนือและจีน ส่งผลให้ภาพรวมตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลกยังคงอยู่ในทิศทางชะลอตัว และสะท้อนว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงที่ท้าทายมากขึ้นกว่าเดิม
แรงชะลอตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในจีนเริ่มส่งผลกระทบโดยตรงต่อ Tesla ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายสำคัญของโลก ข้อมูลจาก สมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลจีน ระบุว่า Tesla มียอดขายในจีนต่ำกว่า 20,000 คันในเดือนมกราคม นับเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 สะท้อนว่าการชะลอตัวของตลาด EV ในจีนเริ่มกระทบแม้แต่ผู้ผลิตต่างชาติที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดรายหนึ่ง
ที่ผ่านมา Tesla สามารถรับมือกับการแข่งขันจากผู้ผลิตท้องถิ่น และรักษาส่วนแบ่งตลาดในจีนไว้ได้ดีกว่าค่ายรถตะวันตกหลายราย อย่างไรก็ตาม การชะลอตัวของตลาดโดยรวม ประกอบกับการขาดการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ทำให้ความได้เปรียบดังกล่าวเริ่มลดลง โดยนับตั้งแต่การเปิดตัว Model Y ในปี 2564 Tesla ยังไม่ได้เปิดตัวรถรุ่นใหม่ในจีนเพิ่มเติม นอกเหนือจากการปรับโฉมและการเพิ่มรุ่นย่อย
ข้อมูลอุตสาหกรรมที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุว่าในเดือนมกราคม 2569 รถยนต์รุ่น YU7 ของ Xiaomi ทำยอดขายแซง Model Y ของ Tesla ได้มากกว่าสองเท่า โดยนักวิเคราะห์มองว่า YU7 เป็นคู่แข่งที่มีศักยภาพสูงที่สุดของ Model Y นับตั้งแต่ Xiaomi เข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเมื่อเดือนมิถุนายนปี 2568
ขณะเดียวกัน BYD ได้แซง Tesla ขึ้นเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์พลังงานแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม BYD เองก็เผชิญแรงกดดันไม่ต่างกัน เมื่อยอดขายในเดือนมกราคมลดลงราว 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนว่าการเริ่มต้นปี 2569 เป็นช่วงที่ท้าทายสำหรับทั้งอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้ผลิตรายใดรายหนึ่ง
นอกเหนือจากตลาดจีน สถานการณ์ของ Tesla ในยุโรปยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง โดยในบางประเทศบริษัทได้รับผลกระทบด้านภาพลักษณ์ หลัง อีลอน มัสก์ แสดงบทบาทและจุดยืนทางการเมืองในยุโรป รวมถึงการสนับสนุนพรรคขวาจัด AfD ของเยอรมนี แม้ในเดือนมกราคมจะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในบางตลาดอย่างสเปนและอิตาลี แต่ในฝรั่งเศสยอดจดทะเบียนกลับลดลงถึง 42% ขณะที่นอร์เวย์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเทศที่เอื้อต่อรถยนต์ไฟฟ้ามากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มียอดจดทะเบียนเหลือเพียง 82 คัน
ขณะเดียวกัน ในสหราชอาณาจักร BYD ยังมียอดขายสูงกว่า Tesla ถึงสี่เท่าในเดือนเดียวกัน หลังยอดจดทะเบียนของ Tesla ลดลงราวครึ่งหนึ่ง สะท้อนให้เห็นถึงดุลการแข่งขันที่เปลี่ยนไปในตลาดที่เปิดกว้างมากขึ้น และศักยภาพของผู้ผลิตจีนในการขยายส่วนแบ่งตลาด
แรงกดดันยังปรากฏต่อเนื่องในตลาดสหรัฐฯ หลังการสิ้นสุดมาตรการเครดิตภาษีรถยนต์ไฟฟ้า โดยข้อมูลจาก Cox Automotive ระบุว่า ยอดขายของ Tesla ในช่วงสามเดือนสุดท้ายของปี 2568 ลดลง 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ยอดขายในเดือนมกราคมจะปรับลดลงเพียง 2% ก็ตาม ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่าความท้าทายของ Tesla ไม่ได้จำกัดอยู่ในตลาดใดตลาดหนึ่ง แต่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายภูมิภาคหลักของโลก
นอกจากนี้ Tesla ยังไม่ใช่ผู้ผลิตสหรัฐฯ รายเดียวที่ได้รับผลกระทบ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ได้แก่ Ford, GM และ Stellantis เองก็ได้ประกาศบันทึกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ EV รวมกันมากกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมปรับยุทธศาสตร์กลับไปให้ความสำคัญกับรถเครื่องยนต์สันดาปและรถไฮบริดมากขึ้น โดยยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในอเมริกาเหนือเดือนมกราคมอยู่ที่เพียงราว 90,000 คัน
อย่างไรก็ตาม แม้อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าจะเผชิญภาวะชะลอตัวอย่างชัดเจน แต่ฝ่ายบริหารของ Tesla ได้ส่งสัญญาณแล้วว่า ในระยะยาวบริษัทอาจไม่ได้ผูกตัวเองไว้กับวัฏจักรอุตสาหกรรมยานยนต์แบบเดิมอีกต่อไป
ก่อนหน้านี้ อีลอน มัสก์ ได้เปิดเผยกับนักลงทุนว่า Tesla เตรียมยุติการผลิต Model S และ Model X ซึ่งเป็นรถรุ่นบุกเบิกของบริษัท เพื่อเปิดทางให้กับสายการผลิตใหม่ โดยเฉพาะหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ Optimus พร้อมระบุว่าโครงการรถแท็กซี่ไร้คนขับ Cybercab ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา อาจเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการคมนาคมในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ
มัสก์ระบุว่า บริษัทได้สื่อสารทิศทางดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง และในระยะยาว Tesla ตั้งเป้าว่ารถยนต์ที่ผลิตจะเป็นรถยนต์ไร้คนขับเป็นหลัก ยกเว้นเพียงโรดสเตอร์เจเนอเรชันถัดไป มุมมองนี้สะท้อนว่า สำหรับ Tesla แล้ว ภาวะซบเซาในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอาจเป็นเพียงช่วงเปลี่ยนผ่าน มากกว่าจะเป็นจุดสิ้นสุด ก่อนที่บริษัทจะขยับจุดสนใจไปสู่เทคโนโลยีอัตโนมัติและธุรกิจใหม่ ซึ่งอาจมีบทบาทต่อการกำหนดทิศทางของ Tesla ในอุตสาหกรรมโลกยุคถัดไป มากกว่าการแข่งขันในตลาด EV แบบเดิม
ที่มา: Business Insider