
มาดูตัวอย่างบริษัทไทยที่ส่งสินค้าออกไปยังสหรัฐฯ กัน
บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ถูกก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2531
โดยบริษัท Delta Electronics Inc. เป็นบริษัทสัญชาติไต้หวัน ที่ทำธุรกิจผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และ ระบบอัตโนมัติ ในอุตสาหกรรมผลิต
ส่วน Delta ในไทยก็จะมีธุรกิจหลักอยู่ 3 อย่างก็คือ
- กลุ่มผลิตภัณฑ์เพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น เพาเวอร์ซัปพลาย, พัดลมอิเล็กทรอนิกส์
- กลุ่มผลิตภัณฑ์อัตโนมัติ เช่น อุปกรณ์อัตโนมัติสำหรับระบบแสงสว่าง และระบบเฝ้าระวังอัตโนมัติสำหรับอาคาร
- กลุ่มผลิตภัณฑ์โครงสร้างพื้นฐาน เช่น เครื่องชาร์จสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV Charger
โดย Delta เป็นบริษัทที่พัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ อยู่เสมอ โดยบริษัทมีนโยบายเอาเงินไปลงทุนกับการวิจัยและพัฒนาในทุก ๆ ปี ปีละกว่า 8% ของยอดขาย
หรือแปลง่าย ๆ ก็คือ จาก สินค้า และ บริการทุก ๆ 100 บาท ที่ Delta ขายได้ บริษัทจะแบ่งเงินมา 8 บาท เพื่อวิจัย และ พัฒนา
ปัจจุบัน Delta มีศูนย์วิจัย และ พัฒนา อยู่ในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ในประเทศจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไทย สหรัฐอเมริกา ไปจนถึงประเทศต่าง ๆ ในยุโรป
ในประเทศไทย บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ถือว่าเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากสุดในตลาดหุ้นไทย
โดยมีมูลค่าบริษัทมากถึง 1,370,000 ล้านบาท เป็นบริษัทเดียวในไทยตอนนี้ที่มีมูลค่าหลักล้านล้านบาท
บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU
จุดเริ่มต้นของ ไทยยูเนี่ยน เกิดขึ้น ในปี พ.ศ. 2520 หลังจาก บริษัท ไทยรวมสินพัฒนาอุตสาหกรรม จำกัด ได้ก่อตั้งขึ้นมา เพื่อทำธุรกิจผลิตและส่งออกปลาทูน่าบรรจุกระป๋อง
ก่อนที่ในอีก 11 ปีต่อมา หรือ ในปี พ.ศ. 2531 บริษัท จะได้ก่อตั้งบริษัทขึ้นมาอีกบริษัทด้วยเงินทุนทั้งหมด 25 ล้านบาท
นั่นก็คือ บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) เพื่อทำธุรกิจ ผลิตและส่งออกอาหารทะเลแช่แข็ง
โดยหลังจากนั้นไม่นานบริษัทก็ได้ร่วมทุนกับบริษัทยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นอย่าง บริษัท มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ บริษัท ฮาโกโรโม่ ฟู้ดส์ จำกัด ที่เป็นผู้ผลิต และ จัดจำหน่าย รายใหญ่ในญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาสินค้าให้มีมาตรฐาน และ ส่งออกไปได้ทั่วโลก
หลังจากนั้นไม่นาน บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) ก็ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ
กลายมาเป็นบริษัทที่มีมูลค่า 38,000 ล้านบาท ในเวลา 37 ปี ที่เริ่มธุรกิจจากเงินทุนแค่ 25 ล้านบาท
บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2530 ด้วยเงินทุนจดทะเบียนทั้งหมด 31 ล้านบาท เพื่อทำธุรกิจผลิตยางแผ่นรมควัน ในอำเภอ หาดใหญ่
ก่อนบริษัทจะขยายธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตยางขึ้นมาเรื่อย ๆ อย่างเช่น
- ธุรกิจผลิตไม้ยางสำหรับทำเฟอร์นิเจอร์
- ธุรกิจผลิตน้ำยางข้น และ ยางแท่ง
- จัดตั้งบริษัทเพื่อลงทุนเป็นเจ้าของสวนยางในพื้นที่ต่าง ๆ
- ธุรกิจผลิตถุงมือยางสำหรับใช้ในการแพทย์ และ อุตสาหกรรม
จนทำให้ตอนนี้ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) กลายเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจยาง ตั้งแต่เริ่มผลิต แปรรูป ไปจนถึง จัดจำหน่าย ครอบคลุมธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำเลยทีเดียว
บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มีจุดเริ่มต้นเดียวกันกับ TU โดยบริษัทที่ชื่อว่า บริษัท ไทยรวมสินพัฒนาอุตสาหกรรม จำกัด ที่ทำธุรกิจผลิตอาหารทะเลแปรรูปใส่กระป๋อง และ ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง
ก่อนที่ต่อมาบริษัท จะจัดตั้งบริษัทที่มีชื่อว่า บริษัท สงขลาแคนนิ่ง จำกัด ขึ้นมาเพื่อผลิตอาหารทะเลแปรรูปโดยเฉพาะ
แต่หลังจากนั้นไม่นานบริษัท สงขลาแคนนิ่ง จำกัด ก็หันมาผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ และ ได้แปรสภาพกลายเป็นบริษัทมหาชน
ปัจจุบัน ITC เป็นบริษัทผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงที่ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์ให้แบรนด์จากต่างประเทศ
และยังมีแบรนด์อาหารสัตว์ของตัวเอง อย่างเช่น Bellotta, Marvo อีกด้วย
บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) ถูกก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2525 โดยมีชื่อเดิมว่า บริษัท ควงเจริญ อีเลคโทรนิคส์ จำกัด
โดย KCE ทำธุรกิจเกี่ยวกับ การผลิต และ จำหน่าย แผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ หรือ พูดง่าย ๆ ก็คือแผงวงจร ที่อยู่ในอุปกรณ์ อย่างเช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ
ในตอนแรก KCE เริ่มต้นธุรกิจด้วยเงินทุนจดทะเบียนทั้งหมด 12 ล้านบาท ก่อนธุรกิจจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนมีการขยายโรงงาน รวมถึงจัดตั้งสำนักงานขายในต่างประเทศ อย่างเช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์
ปัจจุบัน KCE มีมูลค่าบริษัทอยู่ที่ 24,000 ล้านบาท เป็นบริษัทที่มีรายได้ปีละหลายหมื่นล้าน ทำกำไรได้ปีละหลายพันล้าน
บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) ถูกก่อตั้งขึ้น คุณ วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว ที่ตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจโรงงานผลิตน้ำกะทิ ให้กับบริษัทผู้ผลิตไอศกรีม
ในตอนแรก คุณ วรวัฒน์ ได้ยืมเงินจากพ่อตามาทั้งหมด 3 แสนบาเพื่อเริ่มธุรกิจ
ก่อนที่ต่อมาธุรกิจจะเติบโตขึ้นเรื่อยจนต้องขยายโรงงาน โดยบริษัทได้ต่อยอดมาทำธุรกิจรับจ้างผลิต กะทิ และ น้ำมะพร้าว ในเวลาต่อมา
ในตอนนั้นบริษัทของคุณ วรวัฒน์ ทำรายได้ปีละหลักร้อนล้านบาท และมีกำไรปีละหลักสิบล้านบาท
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญก็มาถึงเมื่อบริษัทตัดสินใจกู้เงินเป็นจำนวน 900 ล้านบาท มาทำโรงงานน้ำสับปะรดเพิ่ม
แต่ด้วยธรรมชาติของธุรกิจที่ไม่เหมือนกับธุรกิจผลิตกะทิ และ น้ำมะพร้าว เพราะราคาสับปะรดขึ้นลงตามฤดูกาล เหมาะกับซื้อเก็บตอนถูกรอไปขายตอนแพง
ก็เลยทำให้ธุรกิจของคุณ วรวัฒน์ ที่ตอนนั้นกู้เงินมาลงทุนเป็นเงินร้อนไม่ประสบความสำเร็จ
แต่คุณ วรวัฒน์ ก็สร้างธุรกิจกลับมาได้อีกครั้ง โดยครั้งนี้เขากลับมาทำธุรกิจผลิต และ แปรรูป มะพร้าว ที่ตัวเองเชี่ยวชาญเหมือนเดิม
จนในวัย 60 ปี คุณ วรวัฒน์ ก็พาบริษัท ที่มีชื่อว่า ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นได้สำเร็จ
ที่มา: deltaww.com, investor-th.thaiunion.com, sritranggroup.com
ที่มาภาพอินโฟกราฟิก: set.or.th, tradingview.com, รายงานประจำปีของแต่ละบริษัท