
ตลาดพลังงานโลกเผชิญความผันผวนครั้งใหญ่จากแรงกระแทกของภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่านที่ยกระดับความเสี่ยงด้านอุปทานอย่างฉับพลัน ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในตลาดจร (spot market) พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางการแข่งขันจัดหาพลังงานที่เข้มข้นขึ้นในหลายประเทศเอเชีย
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว จีนซึ่งเป็นผู้นำเข้า LNG รายใหญ่ที่สุดของโลกกลับเคลื่อนไหวสวนทางกับประเทศอื่นในภูมิภาค แทนที่จะเร่งนำเข้าเพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงาน จีนกลับอยู่ในสถานะของ “ผู้ขายต่อ” (reseller) โดยใช้จังหวะราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นในการปล่อย LNG ส่วนเกินออกสู่ตลาดโลกเพื่อสร้างผลตอบแทน
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุปสงค์พลังงานจีน เมื่อเศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัว ความต้องการใช้ก๊าซในภาคอุตสาหกรรมก็อ่อนแรง ขณะที่อุปทานจากแหล่งผลิตในประเทศและก๊าซผ่านท่อ โดยเฉพาะจากรัสเซีย กลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้จีนมี “ส่วนเกิน” ของ LNG เพียงพอสำหรับการส่งออกซ้ำ (reload) ไปยังตลาดต่างประเทศ ในขณะที่ประเทศเอเชียรายอื่นกำลังเผชิญแรงกดดันในการจัดหาพลังงานทดแทนจากซัพพลายที่ถูกตัดขาด
ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์พลังงาน ICIS, Kpler และ Vortexa ระบุว่า จีนได้ทำการรีเซล LNG จำนวนถึง 8-10 เที่ยวเรือในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์รายเดือน สะท้อนการเร่งระบายสินค้าสู่ตลาดต่างประเทศในช่วงที่ราคาตลาดจรอยู่ในระดับสูง
เมื่อพิจารณาตั้งแต่ต้นปี 2569 จีนได้รีเซล LNG รวมแล้ว 1.31 ล้านเมตริกตัน หรือคิดเป็น 19 เที่ยวเรือ ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดเช่นกัน โดยมีปลายทางหลักอยู่ในเอเชีย ได้แก่ เกาหลีใต้ 10 เที่ยว ไทย 5 เที่ยว และที่เหลือกระจายไปยังญี่ปุ่น อินเดีย และฟิลิปปินส์ ตามข้อมูลของ Kpler
ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับในอดีต โดยในปี 2568 จีนนำ LNG ไปขายต่อเพียง 0.82 ล้านตัน ขณะที่ในปี 2567 นำไปขายต่อเพียง 0.98 ล้านตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดอันดับสองก่อนหน้านี้ การเพิ่มขึ้นของปริมาณรีเซลในปีปัจจุบันจึงชี้ให้เห็นถึงบทบาทที่ขยายตัวของจีนในฐานะ “ผู้จัดสรร LNG” ในตลาดโลก
ในเชิงโครงสร้าง โครงสร้างพื้นฐานของจีนก็มีบทบาทสำคัญ โดยรายงานของ Vortexa ระบุว่า ท่าเทียบเรือ Binhai ของบริษัท CNOOC ในมณฑลเจียงซู มีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณการรีเซลทั้งหมดในเดือนมีนาคม ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพด้านโลจิสติกส์และการจัดการ LNG ที่มีประสิทธิภาพสูงของจีน
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีนสามารถเพิ่มปริมาณการขายต่อ LNG ได้ คือการที่ความต้องการใช้ LNG ภายในประเทศเริ่ม “ทรงตัว” หรือ plateau โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวได้กดดันความต้องการใช้ก๊าซในภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันฤดูหนาวในประเทศได้สิ้นสุดลง ทำให้ความต้องการใช้ก๊าซเพื่อให้ความร้อนลดลง
ในบริบทนี้ นักวิเคราะห์จาก ICIS ระบุว่า การนำ LNG ไปขายต่อในต่างประเทศมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาตลาดจรได้รับแรงหนุนจากวิกฤติอิหร่าน พร้อมเสริมว่า ในขณะนี้จีนไม่มีแรงกดดันจากอุปสงค์ เนื่องจากฤดูหนาวสิ้นสุดลงแล้ว และราคาตลาดจรอยู่ในระดับดี ทำให้จีนสามารถรีเซลได้กำไรเป็นจำนวนมาก
นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของอุปทานก๊าซจากการผลิตภายในประเทศและก๊าซผ่านท่อจากรัสเซีย ยังช่วยลดความจำเป็นในการใช้ LNG ภายในประเทศลง เปิดช่องให้จีนสามารถบริหารพอร์ตพลังงานด้วยความยืดหยุ่นมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวมีความแตกต่างจากนโยบายด้านน้ำมันของจีนในช่วงเวลาเดียวกัน โดยในเดือนก่อนหน้า จีนได้ประกาศห้ามส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เพื่อรักษาอุปทานในประเทศท่ามกลางข้อจำกัดด้านซัพพลายน้ำมันดิบจากสงคราม ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารจัดการพลังงานที่แยกตามประเภทสินค้าอย่างชัดเจน
ในอีกด้านหนึ่ง ปริมาณการนำเข้า LNG ของจีนในเดือนมีนาคมยังลดลงเหลือเพียง 3.68 ล้านตัน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดรายเดือนนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2561 ตามข้อมูลของ Kpler สะท้อนถึงการปรับสมดุลของอุปสงค์และอุปทานในประเทศ
นักวิเคราะห์ของ Kpler ชี้ว่า การลดลงของการนำเข้าดังกล่าวเกิดจากความต้องการใช้ก๊าซในภาคอุตสาหกรรมที่ซบเซา ท่ามกลางราคาที่สูงขึ้นหลังเกิดความปั่นป่วนในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะเดียวกัน แนวโน้มการนำเข้าก๊าซผ่านท่อและการผลิตในประเทศยังคงมีเสถียรภาพเพียงพอสำหรับการบรโภคในประเทศ
อีกปัจจัยหนึ่งคือความสามารถของจีนในการใช้สต็อก LNG ที่มีอยู่เพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศ ซึ่งช่วยลดแรงกดดันในการนำเข้าเพิ่มเติมในช่วงที่ราคาสูง
ในบริบทของตลาดโลก จีนยังคงเป็นตลาด LNG ใหญ่ที่สุดของกาตาร์ โดยในปีที่ผ่านมา จีนรับก๊าซเกือบหนึ่งในสี่ของการส่งออกจากประเทศผู้ผลิตในภูมิภาคอ่าว อย่างไรก็ตาม การส่งออกดังกล่าวลดลงในเดือนมีนาคม หลังอิหร่านโจมตีโครงสร้างพื้นฐานก๊าซของกาตาร์ และส่งผลให้การขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก
แนวโน้มในระยะสั้นยังคงชี้ว่าการนำเข้า LNG ของจีนจะอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง โดย ICIS คาดว่าการนำเข้าในเดือนเมษายนจะอยู่ที่ราว 3.7 ล้านตัน ขณะที่นักวิเคราะห์ระบุชัดว่า จีนจะไม่เข้าไปแข่งขันแย่งซื้อ LNG กับประเทศอื่นในตลาดโลก
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงยุทธศาสตร์ของจีนในตลาดพลังงานโลก จากผู้บริโภครายใหญ่สู่ผู้เล่นเชิงรุกที่สามารถใช้ประโยชน์จากความผันผวนของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางราคาพลังงานโลกในระยะต่อไป
ที่มา: Reuters