Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
คนไทยจ่อเจอแพงทั้งน้ำมัน-ค่าไฟ TDRI จี้รัฐลดภาษี-เลิกอิงราคาสิงคโปร์
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

คนไทยจ่อเจอแพงทั้งน้ำมัน-ค่าไฟ TDRI จี้รัฐลดภาษี-เลิกอิงราคาสิงคโปร์

30 มี.ค. 69
11:16 น.
แชร์

วิกฤตพลังงานที่กำลังก่อตัวในประเทศไทยรอบนี้ถูกประเมินว่าจะ “รุนแรงและซับซ้อนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา” ไม่ใช่เพียงเพราะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เป็นเพราะโครงสร้างเชิงระบบที่เปราะบางสะสมมานาน ทั้งจากนโยบายรัฐ การใช้เครื่องมือทางการคลัง และความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กดดันด้านอุปทานพลังงานพร้อมกันในหลายภูมิภาค

เสียงเตือนล่าสุดจากนักวิชาการด้านพลังงานชี้ชัดว่า การปรับราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินในระดับ 6-8 บาทที่ผ่านมา ไม่ใช่ “จุดสูงสุด” แต่เป็นเพียง “บันไดขั้นแรก” ของการปรับตัวที่อาจยืดเยื้อ หากสถานการณ์โลกยังไม่คลี่คลาย โดยเฉพาะในภาวะที่รัฐเริ่มลดบทบาทการอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมัน ซึ่งเคยเป็นเครื่องมือสำคัญในการพยุงราคามายาวนาน

ขณะเดียวกัน ความกังวลของสังคมก็กำลังเคลื่อนจาก “ราคา” ไปสู่ “ปริมาณ” เมื่อความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนน้ำมันเริ่มปรากฏชัดขึ้นในฉากทัศน์เลวร้ายที่สุด ท่ามกลางคำถามสำคัญต่อภาครัฐเกี่ยวกับความโปร่งใสของข้อมูลสำรองพลังงาน และความพร้อมในการบริหารวิกฤตที่อาจยืดเยื้อเกินกว่าที่เคยมีมา

ราคาน้ำมันขึ้นแรง สะท้อนการบริหารผิดจังหวะ

ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงานจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า การปรับราคาน้ำมันครั้งเดียวในระดับ 6-8 บาท เป็นการบริหารจัดการที่ “ไม่ค่อยถูกต้อง” แม้ในหลักการจะเห็นด้วยกับการปล่อยให้ราคาพลังงานเป็นไปตามกลไกตลาด แต่ต้องมีการบริหารจัดการที่ดีควบคู่กันไป โดยเฉพาะการทยอยปรับราคาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของวิกฤต

สิ่งที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติกลับเป็นการ “ตรึงราคา” มาอย่างยาวนานตั้งแต่ต้น ทำให้ภาระสะสมตกอยู่กับกองทุนน้ำมัน เมื่อถึงจุดที่ไม่สามารถต้านทานได้แล้ว รัฐจึงจำเป็นต้องปล่อยให้ราคาปรับขึ้นทีเดียวในระดับสูง ซึ่งไม่ใช่แนวทางที่นานาประเทศใช้กัน และหากจำเป็นต้องปรับขึ้นแรงในลักษณะนี้ ก็ควรมีการประกาศล่วงหน้าเพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการมีเวลาเตรียมตัวรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่เกิดแรงกระแทกทันทีต่อค่าครองชีพและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ดร.อารีพรยังตั้งคำถามต่อคำอธิบายของภาครัฐเกี่ยวกับ “กลไกตลาด” ว่าหมายถึงอะไรแน่ ระหว่างการปล่อยให้ราคาสะท้อนต้นทุนจริงโดยไม่มีการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเลย หรือยังมีการใช้กองทุนช่วยเหลือบางส่วน 

หากเป็นกรณีแรก ราคาที่เพิ่มขึ้น 6-8 บาทในปัจจุบันอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น และยังมี “บันไดขั้นต่อไป” ที่อาจต้องปรับขึ้นอีก หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย แต่หากยังมีการใช้กองทุนเข้ามาช่วย ก็จะต้องมีเพดานที่รัฐกำหนดเพื่อไม่ให้กระทบประชาชนมากเกินไป

กองทุนน้ำมันเปราะบาง - โครงสร้างราคาต้องปฏิรูป

ในมิติของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ดร.อารีพรชี้ชัดว่า สถานะของกองทุนมีความ “เปราะบางและไม่มั่นคง” มาระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากประเทศไทยใช้กองทุนผิดวัตถุประสงค์มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่กฎหมายกำหนดชัดว่าควรใช้ในช่วงวิกฤตเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติกลับถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือเชิงประชานิยม โดยเฉพาะการตรึงราคาน้ำมันดีเซลในช่วงที่ไม่ได้เกิดวิกฤตเป็นเวลานาน

ผลกระทบที่ตามมาคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ เห็นได้จากการที่รถยนต์หรูหลายรุ่นหันมาใช้น้ำมันดีเซลมากขึ้น ซึ่งสะท้อนการบิดเบือนสัญญาณราคาในระบบพลังงาน และสุดท้ายทำให้กองทุนน้ำมันติดลบ จนเมื่อเกิดวิกฤตจริงกลับไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการรองรับสถานการณ์ นับเป็น “ต้นทุนเชิงนโยบาย” ที่ต้องจ่ายในภายหลัง

ในเชิงโครงสร้างราคาน้ำมัน ดร.อารีพรอธิบายว่า ต้นทุนหน้าโรงกลั่นเป็นองค์ประกอบเดียวที่รัฐไม่สามารถควบคุมได้ เนื่องจากอิงตามราคาตลาดโลก แต่ยังมีองค์ประกอบอื่นที่รัฐสามารถบริหารจัดการได้ ได้แก่ ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าการตลาด (ทั้งค้าส่งและค้าปลีก) เงินส่งเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

โครงสร้างดังกล่าวมีลักษณะ “ซ้ำซ้อน” และหากมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสมจะสามารถลดราคาน้ำมันได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการปรับลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งคณะรัฐมนตรีกำลังดำเนินการกับน้ำมันดีเซลอยู่ในปัจจุบัน และหากสามารถขยายไปยังน้ำมันประเภทอื่นโดยไม่กระทบฐานะการคลังมากเกินไป ก็จะช่วยบรรเทาภาระประชาชนได้เพิ่มเติม

อีกข้อเสนอสำคัญคือการทบทวน “ราคาหน้าโรงกลั่น” ของไทย ซึ่งปัจจุบันอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ ทั้งที่ไม่ใช่ต้นทุนที่แท้จริงของประเทศ เนื่องจากมีการรวมค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าขนส่งและค่าประกันภัย หากสามารถปรับมาใช้ต้นทุนจริงของไทย จะช่วยให้ราคาน้ำมันในประเทศถูกลง และถือเป็นการปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานในเชิงระบบไปพร้อมกัน

วิกฤต “ปริมาณ” น่ากังวลกว่า เสี่ยงดับเบิลช็อกพลังงาน

ในมุมมองเชิงฉากทัศน์ ดร.อารีพรประเมินว่า “ความน่ากลัวของวิกฤตครั้งนี้อยู่ที่ปริมาณมากกว่าราคา” เนื่องจากหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน การจัดหาน้ำมันใหม่จึงต้องแข่งขันกันในตลาดโลกด้วยราคาที่สูงขึ้น และมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ในกรณีเลวร้ายที่สุด หากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อ อาจนำไปสู่การ “ขาดแคลนน้ำมัน” จริง แม้ภาครัฐจะระบุว่าไทยมีน้ำมันสำรอง 30 วันในประเทศ และอีก 60 วันอยู่ระหว่างการขนส่ง รวมเป็น 100 วัน ซึ่งเท่ากับระยะเวลาที่ประเทศยังสามารถ “หายใจได้” แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่านั้น ความไม่แน่นอนของน้ำมันล็อตถัดไปจะเพิ่มขึ้นทันที

ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ “ความโปร่งใสของข้อมูล” โดยดร.อารีพรเรียกร้องให้ภาครัฐระบุให้ชัดเจนว่า น้ำมันสำรอง 100 วันที่กล่าวถึงนั้นอยู่ที่ไหนบ้าง เพราะหากไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด จะทำให้ประชาชนไม่มั่นใจว่าปริมาณสำรองมีอยู่จริงตามที่รัฐยืนยัน ซึ่งการสื่อสารข้อมูลอย่างชัดเจนถือเป็นมาตรการระยะสั้นที่สำคัญในการคลายความกังวลของสังคม

ในระยะยาว ไทยจำเป็นต้องยกระดับความมั่นคงพลังงานอย่างจริงจัง โดยพิจารณายุทธศาสตร์การสำรองน้ำมันในระดับที่ยาวนานขึ้น เช่น ญี่ปุ่นที่มีสำรองถึง 200 วัน รวมถึงเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดจากทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม และชีวมวล เพื่อลดการพึ่งพา LNG ในการผลิตไฟฟ้า

การเร่งเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจำเป็นต้อง “เปิดตลาด” ให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ทั้งในด้านการลงทุน เทคโนโลยี และการเพิ่มประสิทธิภาพระบบพลังงาน เพื่อสร้างเสถียรภาพในระยะยาว ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง ภาระค่าครองชีพของประชาชนกำลังเผชิญความเสี่ยงจาก “ดับเบิลช็อก” เมื่อราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอาจตามมาด้วยการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าในงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมภาระของครัวเรือน

ดร.อารีพรจึงเสนอให้รัฐบาล “ตรึงค่าไฟฟ้าชั่วคราว” ในช่วงวิกฤต 2-3 เดือน โดยใช้เครื่องมือที่มีอยู่ เช่น ค่า Claw Back จำนวน 9,400 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ค่าไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 3.95 บาทต่อหน่วย หากทยอยชำระหนี้ หรืออาจลดลงได้ถึง 3.88 บาทต่อหน่วย หากมีการยืดการชำระหนี้ออกไป ขณะที่กรณีคืนหนี้เต็มจำนวน ค่าไฟจะอยู่ที่ประมาณ 4.59 บาทต่อหน่วย

ท้ายที่สุด ดร.อารีพรยังสะท้อนว่า แม้ปัจจุบันจะอยู่ในช่วงที่ยังไม่มีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แต่ในภาวะวิกฤต รัฐบาลรักษาการยังมีอำนาจและช่องทางในการดำเนินนโยบายช่วยเหลือประชาชน ไม่ควรปล่อยให้ข้อจำกัดทางการเมืองเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหา เพราะหากไม่ดำเนินการอย่างทันท่วงที ผลกระทบจะตกอยู่กับประชาชนโดยตรง

วิกฤตพลังงานครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแรงกดดันระยะสั้น แต่เป็น “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” ที่จะกำหนดทิศทางนโยบายพลังงานของไทยในระยะยาว ว่าจะสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบที่มีความมั่นคง โปร่งใส และยั่งยืนได้จริงหรือไม่ ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนมากขึ้นทุกขณะ



แชร์
คนไทยจ่อเจอแพงทั้งน้ำมัน-ค่าไฟ TDRI จี้รัฐลดภาษี-เลิกอิงราคาสิงคโปร์