
นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวอัลจาซีรา ยืนยันหนักแน่นว่า ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญในการลำเลียงพลังงานโลก จะต้องกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้ง “ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง” หลังจากที่อิหร่านสั่งปิดเส้นทางเดินเรือเพื่อตอบโต้ความขัดแย้ง
รูบิโอย้ำว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมรับการอ้างอธิปไตยเหนือลำน้ำสากลของอิหร่านในข้อตกลงยุติสงคราม และหากอิหร่านไม่ยอมปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ กองกำลังผสมนำโดยสหรัฐฯ พร้อมที่จะเข้าแทรกแซงเพื่อเปิดทางสัญจรด้วยกำลังทหารทันที
สถานการณ์ความตึงเครียดครั้งนี้ทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ซึ่งรูบิโอระบุว่า ปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้มีเป้าหมายที่ชัดเจนและใกล้จะบรรลุผลสำเร็จแล้ว โดยเขายืนยันว่า กองทัพอากาศและกองทัพเรือของอิหร่านส่วนใหญ่ถูกทำลายลงเกือบทั้งหมด
ขณะที่คลังเก็บขีปนาวุธและฐานปล่อยโดรนกำลังถูกกวาดล้างอย่างต่อเนื่อง พร้อมประกาศกร้าวว่าสงครามที่กำลังดำเนินอยู่จะสิ้นสุดลงในระยะเวลาเพียง “ไม่กี่สัปดาห์” ไม่ใช่ลากยาวเป็นเดือนอย่างที่หลายฝ่ายกังวล
แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะย้ำว่า ต้องการใช้แนวทางทางการทูตเพื่อบีบให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ แต่รูบิโอกลับส่งสัญญาณชัดเจนถึงความต้องการให้เกิด “การเปลี่ยนระบอบการปกครอง” ในอิหร่าน โดยเขากล่าวชื่นชมชาวอิหร่านว่า เป็นผู้มีศักยภาพ แต่ปัญหาที่แท้จริงคือระบอบการปกครองที่นำงบประมาณของชาติไปสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายอย่างเฮซบอลเลาะห์และฮามาส รวมถึงสร้างความวุ่นวายในตะวันออกกลาง ซึ่งสหรัฐฯ พร้อมจะคว้าโอกาสทันทีหากมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำเกิดขึ้นภายในเตหะราน
ทางด้านโครงการนิวเคลียร์ รูบิโอชี้แจงว่า อิหร่านพยายามใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อข่มขู่และแบล็กเมล์โลก ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ โดยมีรายงานว่า รัฐบาลทรัมป์กำลังพิจารณาส่งหน่วยปฏิบัติการพิเศษ โดยเข้าไปยึดยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่เก็บไว้ในอิหร่าน เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า เพียงการโจมตีทางอากาศไม่สามารถทำลายขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านได้ทั้งหมด ขณะที่โฆษกทำเนียบขาวไม่ได้ปฏิเสธรายงานดังกล่าว โดยระบุเพียงว่า เป็นหน้าที่ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ในการเตรียมทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับประธานาธิบดี
ท่าทีของสหรัฐฯ ยังครอบคลุมไปถึงการปกป้องพันธมิตรในอ่าวอาหรับ ซึ่งต้องเผชิญกับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและพลเรือนรายวัน โดยรูบิโอมองว่า หนทางเดียวที่จะสร้างเสถียรภาพที่ยั่งยืนคือการทำลายศักยภาพในการผลิตโดรนและขีปนาวุธพิสัยใกล้ของอิหร่านให้สิ้นซาก เนื่องจากอาวุธเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคุกคามประเทศเพื่อนบ้านอย่างซาอุดีอาระเบีย ยูเออี และกาตาร์โดยเฉพาะ การกำจัดภัยคุกคามในขณะที่อิหร่านอยู่ในสภาวะอ่อนแอที่สุดในรอบ 10 ปี จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำในตอนนี้
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของวอชิงตันยังคงถูกปฏิเสธ โดยประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน ที่ยื่นข้อเรียกร้องสวนกลับให้สหรัฐฯ ยอมรับสิทธิอันชอบธรรมและจ่ายค่าชดเชยความเสียหายจากสงคราม ในขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์เองก็ได้เพิ่มความกดดันด้วยการให้สัมภาษณ์ถึงความเป็นไปได้ในการเข้ายึดเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่าน และขู่จะทำลายโรงกลั่นน้ำจืดหากการเจรจาไม่เป็นผล ซึ่งอาจถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างรุนแรง
บทสรุปของสงครามครั้งนี้ยังคงเต็มไปด้วยความสูญเสีย โดยมียอดผู้เสียชีวิตในอิหร่านพุ่งสูงกว่า 1,937 ราย และมีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตแล้ว 13 นาย รูบิโอยืนยันว่า เป้าหมายสุดท้ายของสหรัฐฯ คือการทำลายโรงงานผลิตอาวุธที่ใช้โจมตีเพื่อนบ้านและฐานทัพสหรัฐฯ ให้ราบคาบ โดยย้ำว่าปฏิบัติการจะจบลงในเร็ว ๆ นี้ เพื่อยุติภัยคุกคามที่สั่งสมมานาน และนำไปสู่ระเบียบใหม่ในภูมิภาคที่อิหร่านจะไม่มีความสามารถในการสั่นคลอนความมั่นคงของโลกได้อีกต่อไป