
หากจะย้อนกลับไปยังประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้ “สงครามเวียดนาม” คือหนึ่งในความขัดแย้งที่ต้องจารึกเอาไว้ เพราะกินเวลายาวนาน 19 ปี และที่สำคัญ จบลงด้วยการปราชัยของสหรัฐอเมริกา และชัยชนะของคอมมิวนิสต์
สงครามได้สร้างความสูญเสียต่อมนุษยชาติอย่างมหาศาล โดยเฉพาะในด้านชีวิตผู้คน มีการประเมินว่า ชาวเวียดนามทั้งทหารและพลเรือนเสียชีวิตตั้งแต่ราว 966,000 คน ไปจนถึงสูงถึง 3.8 ล้านคน ขณะที่ในกัมพูชา มีผู้เสียชีวิตประมาณ 275,000–310,000 คน และในลาวอยู่ที่ราว 20,000–62,000 คน
สำหรับสหรัฐอเมริกา มีทหารเสียชีวิต 58,220 นาย และยังคงมีอีก 1,626 นายที่สูญหายระหว่างปฏิบัติหน้าที่
ความสูญเสียอันใหญ่หลวงเหล่านี้ ยังไม่รวมงบประมาณมหาศาลที่แต่ละประเทศทุ่มลงไป ส่งผลนำไปสู่การประท้วงของชาวอเมริกัน โดยในระยะแรก เป็นการประท้วงของนักศึกษามหาวิทยาลัย ก่อนจะขยายวงกว้างกลายเป็นการประท้วงใหญ่ทั่วประเทศ และมีผลสำคัญที่ทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในสมัยนั้นต้องตัดสินใจถอนทัพออกมา
ตัดภาพมาในปี 2026 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ คนปัจจุบัน เปิดฉากทำสงครามกับอิหร่าน ซึ่งนับจนถึงขณะนี้ยืดเยื้อนานกว่า 1 เดือนแล้ว และเริ่มปรากฏผู้คนในสหรัฐฯ ไม่พอใจกับการทำสงครามจนออกมาประท้วง เพราะมองว่า เปล่าประโยชน์ สิ้นเปลืองงบประมาณและไม่เป็นผลดีกับสหรัฐฯ แม้แต่น้อย ขณะที่คะแนนความนิยมในตัวทรัมป์ก็เริ่มลดลง
Spotlight พาไปย้อนดูจุดจบของสงครามเวียดนามในวันนั้น สหรัฐฯ สูญเสียมากน้อยเพียงใด จนนำไปสู่ความไม่พอใจของประชาชน และเมื่อเปรียบเทียบกับภาพการประท้วงต่อต้านทรัมป์ในวันนี้ของสหรัฐฯ มันกำลังสะท้อนให้เห็นว่า ชาวอเมริกันเริ่มไม่พอใจในการทำสงครามและทรัมป์ใช่หรือไม่?
สงครามเวียดนาม หรือที่รู้จักในอีกชื่อว่า “สงครามอินโดจีนครั้งที่สอง” เป็นความขัดแย้งขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครอบคลุมเวียดนาม ลาว และกัมพูชา โดยเริ่มต้นเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1955 และสิ้นสุดลงในวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1975 เมื่อกรุงไซ่ง่อนถูกยึด
แต่หากจะย้อนจุดเริ่มต้นต้องย้อนกลับไปหลังสงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง ซึ่งฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในปี ค.ศ. 1954 เวียดนามถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนตามเส้นขนานที่ 17 โดยมีแผนจัดการเลือกตั้งเพื่อรวมประเทศภายใน 2 ปี อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกาและรัฐบาลเวียดนามใต้ไม่เชื่อมั่นในกระบวนการดังกล่าว ส่งผลให้ความตึงเครียดทางการเมืองทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ความขัดแย้งยังถูกขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเวียดนามเหนือ ภายใต้การนำของโฮ จิ มินห์ มุ่งรวมประเทศภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ และได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตและจีน ขณะที่เวียดนามใต้ยึดแนวทางประชาธิปไตย และมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้หนุนหลัง
ในบริบทของสงครามเย็น สหรัฐฯ ดำเนินนโยบายสกัดกั้นการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ตามแนวคิด “ทฤษฎีโดมิโน” โดยเกรงว่าหากเวียดนามใต้ล่มสลาย ประเทศอื่นในภูมิภาคจะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลคอมมิวนิสต์ตามมา จึงเริ่มส่งที่ปรึกษาและกำลังทหารเข้าไปสนับสนุน ซึ่งในเวลาต่อมาได้ยกระดับกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ
สงครามเวียดนามจึงถูกมองว่าเป็น “สงครามตัวแทน” ระหว่างสองขั้วอำนาจโลก เป็นการเผชิญหน้าระหว่างเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ โดยเวียดนามเหนือได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตและจีน รวมถึงประเทศฝ่ายคอมมิวนิสต์ ขณะที่เวียดนามใต้ได้รับการหนุนหลังจากสหรัฐอเมริกา และพันธมิตร เช่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ไทย และฟิลิปปินส์
สงครามกินเวลายืดเยื้อยาวนานเกือบสองทศวรรษ โดยสหรัฐอเมริกามีบทบาททางทหารโดยตรงตลอดช่วงความขัดแย้งดังกล่าวจนถึงปี 1975
หลังสงครามเวียดนามดำเนินไปเป็นเวลา 10 ปี ภายในสหรัฐฯ ก็เริ่มเกิดการประท้วงต่อต้านสงครามเวียดนาม โดยจุดเริ่มต้นเกิดจากกลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพและปัญญาชนฝ่ายซ้ายในมหาวิทยาลัย ก่อนจะกลายเป็นประเด็นระดับชาติในปี 1965 หลังสหรัฐอเมริกาเริ่มทิ้งระเบิดเวียดนามเหนืออย่างจริงจัง การเดินขบวนและการประท้วงต่าง ๆ เช่น ที่จัดโดยกลุ่ม Students for a Democratic Society (SDS) ได้รับการสนับสนุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพุ่งสูงสุดในช่วงต้นปี 1968 หลังปฏิบัติการ Tet Offensive ของเวียดนามเหนือ แสดงให้เห็นว่าสงครามยังห่างไกลจากจุดสิ้นสุด
ภายในเดือนพฤศจิกายน 1967 กำลังทหารสหรัฐฯ ในเวียดนามเพิ่มขึ้นเกือบ 500,000 นาย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 15,058 ราย และบาดเจ็บกว่า 109,527 ราย สงครามครั้งนี้ใช้งบประมาณสูงถึงปีละ 25,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้ความไม่พอใจเริ่มขยายวงไปยังประชาชนผู้เสียภาษีในวงกว้าง
ในขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกวัน ผู้บัญชาการทหารสหรัฐฯ กลับเรียกร้องกำลังพลเพิ่มขึ้น ภายใต้ระบบการเกณฑ์ทหาร มีชายหนุ่มถูกเรียกตัวเข้าประจำการมากถึง 40,000 คนต่อเดือน ยิ่งจุดกระแสต่อต้านสงครามให้รุนแรงขึ้น
และการประท้วงครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2512 โดยมีประชาชนราว 500,000 คนรวมตัวในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อเรียกร้องให้ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ผู้นำในสมัยนั้นยุติสงครามเวียดนาม
สรุปปัจจัยสำคัญที่จุดชนวนการประท้วง:
กระแสการประท้วงต่อต้านสงครามเวียดนามที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในสหรัฐอเมริกา ได้กลายเป็นแรงกดดันสำคัญที่ค่อย ๆ เปลี่ยนทิศทางของสงคราม ทั้งในเชิงการเมือง สังคม และยุทธศาสตร์ทางทหาร
ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1960 การชุมนุมครั้งใหญ่ เช่น การเดินขบวนไปยังกระทรวงกลาโหมในปี 1967 และการประท้วง Vietnam Moratorium ในปี 1969 ได้สะท้อนเสียงคัดค้านของประชาชนจำนวนมากต่อสงครามที่ยืดเยื้อและสูญเสียหนัก แรงกดดันดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อผู้นำสหรัฐฯ โดย Lyndon B. Johnson ตัดสินใจไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งอีกสมัยในปี 1968 ท่ามกลางกระแสต่อต้านที่รุนแรงขึ้น
ขณะเดียวกัน กระแสไม่เห็นด้วยกับสงครามไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในมหาวิทยาลัยหรือสังคมพลเรือน แต่ยังลุกลามเข้าสู่กองทัพ ทหารจำนวนหนึ่งเริ่มตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของสงคราม และเกิดการเคลื่อนไหวคัดค้านภายใน ซึ่งส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของกองกำลังสหรัฐฯ ในสนามรบ
หลังสถานการณ์สงครามยืดเยื้อและต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน เริ่มดำเนินนโยบายถอนทหารสหรัฐฯ ออกจากเวียดนามในปี 1975 พร้อมวางยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “Vietnamization” หรือการถ่ายโอนภารกิจให้กองทัพเวียดนามใต้ (ARVN) รับหน้าที่ป้องกันประเทศแทน
ในเวลาเดียวกัน สหรัฐฯ ภายใต้การบัญชาการของ Creighton Abrams ได้ปรับรูปแบบการรบ เน้นการตัดเส้นทางลำเลียงและลอจิสติกส์ของฝ่ายเวียดนามเหนือ ใช้อำนาจการยิงที่เหนือกว่า และเพิ่มการประสานงานกับกองทัพเวียดนามใต้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายเวียดนามเหนือได้ปรับยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญหลังความล้มเหลวของการรุกตรุษญวนในปี 1974 ซึ่งไม่สามารถจุดกระแสลุกฮือของประชาชนได้ ภายหลังการเสียชีวิตของโฮ จิ มินห์ในปี 1975 ผู้นำชุดใหม่ได้หันมาใช้แนวทางการรบที่ยืดหยุ่นมากขึ้น
จากเดิมที่พยายามเอาชนะอย่างรวดเร็ว เวียดนามเหนือเปลี่ยนไปสู่สงครามยืดเยื้อ ใช้หน่วยขนาดเล็ก การรบแบบกองโจร การขุดอุโมงค์ และการหลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรงกับกองกำลังสหรัฐฯ พร้อมทั้งค่อย ๆ สร้างกำลังรบให้แข็งแกร่งขึ้น
ในช่วงสองปีหลังจากนั้น กองทัพเวียดนามเหนือ (PAVN) ได้พัฒนาจากกองกำลังเบา ไปสู่กองกำลังผสมที่มีความคล่องตัวและมีอาวุธทันสมัยมากขึ้น ทำให้สามารถกลับมาเปิดปฏิบัติการขนาดใหญ่ได้อีกครั้งในเวลาต่อมา และสามารถยึดกรุงไซง่อนสำเร็จในวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1975
สงครามเวียดนามได้สร้างความสูญเสียอย่างหนักให้กับสหรัฐอเมริกา โดยมีทหารเสียชีวิตประมาณ 58,220 นาย ในช่วงระหว่างปี 1956–1975
ในจำนวนนี้ เป็นการเสียชีวิตจากการสู้รบราว 47,434 นาย ส่วนที่เหลือเกือบ 11,000 นาย เสียชีวิตจากสาเหตุอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบ
นอกจากนี้ ยังมีทหารอเมริกันได้รับบาดเจ็บมากกว่า 303,000 นาย และจนถึงปัจจุบัน ยังคงมีบางส่วนที่สูญหายระหว่างปฏิบัติหน้าที่
ชื่อของทหารที่เสียชีวิตจำนวน 58,279 นาย ถูกจารึกไว้ที่ Vietnam Veterans Memorial เพื่อรำลึกถึงการสูญเสียครั้งใหญ่ในสงครามครั้งนี้
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาในสหรัฐฯ บนท้องถนนตั้งแต่นิวยอร์กไปจนถึงเมืองเล็ก ๆ ในไอดาโฮ กลับคลาคล่ำไปด้วยคลื่นมหาชนที่ผู้จัดงานประเมินว่ามีจำนวนสูงถึง 8.5 ล้านคน ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ของการประท้วงต่อต้านโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำคนปัจจุบัน
ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นในขณะนี้กดดันความนิยมของทรัมป์อย่างหนัก โดยสงครามที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางนั้นไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนในสหรัฐฯ และยิ่งขณะนี้ ชาวอเมริกันเริ่มได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ความนิยมในตัวทรัมป์ก็ยิ่งร่วงลงอย่างหนัก และอาจจะส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งกลางเทอมของพรรครีพับลิกัน พรรคของทรัมป์ ซึ่งจะมีขึ้นในปลายปีนี้ด้วย
โพลสำรวจความนิยมล่าสุดของ Reuters/Ipsos ระบุว่า ความนิยมในตัวทรัมป์ลดลงเหลือ 36 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งลดลง 40 เปอร์เซ็นต์จากสัปดาห์ก่อนหน้านี้ โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความนิยมที่ลดลงเกิดจากความกังวลเรื่องเศรษฐกิจและความวิตกกังวลที่เกิดจากสงครามในอิหร่าน
ดูเหมือนว่าทรัมป์จะประเมินผลลัพธ์ของความขัดแย้งครั้งนี้ต่ำเกินไปหน่อย และทรัมป์อาจจะไม่คาดคิดว่าอิหร่านจะมีศักยภาพมากพอที่จะเปิดฉากการทำสงครามและโจมตีประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคตะวันออกกลางได้
ทรัมป์เคยให้สัมภาษณ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า อิหร่านไม่ควรจะไปโจมตีใส่ประเทศอื่นในตะวันออกกลาง ไม่มีใครคาดคิดถึงเรื่องนี้ แม้กระทั่งผู้เชี่ยวชาญที่เก่งมาก ๆ ก็ยังไม่เชื่อว่าอิหร่านจะกล้าทำ
อย่างไรก็ตาม หากไปดูคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ก็พบว่า มีการย้ำหลายต่อหลายครั้งถึงความเสี่ยงดังกล่าว แต่ก็เป็นสิ่งที่ก่อนหน้านี้ทรัมป์ไม่สนใจ
หากย้อนไปดูประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของสหรัฐฯ ประเทศมหาอำนาจแห่งนี้เคยเข้าไปทำสงครามในหลายประเทศมาแล้วมากมาย แม้แต่ละครั้งจะมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป แต่ก็ต้องยอมรับว่า ทุกครั้ง ชาวอเมริกันมักออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย เพราะมองว่า มันไม่เป็นผลดีกับสหรัฐฯ เลย
นับจนถึงขณะนี้ เรายังไม่ทราบแน่ชัดว่าสงครามจะยุติเมื่อไร? มันอาจจะปิดฉากลงได้อย่างรวดเร็ว หรือยืดเยื้อไปอีกนาน ก็เป็นสิ่งที่คาดเดาอนาคตไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้แน่ชัดคืออดีต เพราะประวัติศาสตร์เคยบอกเราเอาไว้ว่า เสียงของประชาชนมีค่ากว่าที่คิด และคนธรรมดาเริ่มส่งเสียง มันสามารถเปลี่ยนทิศทางของสงครามได้เลยเฉกเช่นกับสงครามเวียดนาม