Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ลงทุนอย่างไรดี เมื่อหุ้นโลกปรับฐานแรง สงครามยังไม่จบ ความเสี่ยงยังสูง
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ลงทุนอย่างไรดี เมื่อหุ้นโลกปรับฐานแรง สงครามยังไม่จบ ความเสี่ยงยังสูง

30 มี.ค. 69
14:56 น.
แชร์

ตลาดหุ้นหลายตลาดทั่วโลกกำลังปรับฐาน จากหลายปัจจัยลบที่กดดันเพิ่มเติมเข้ามา ทั้งความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันขาดแคลนที่ยกระดับความรุนแรงขึ้น หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่สอง และกำลังขยายวง เมื่อกลุ่มฮูตีในเยเมนประกาศเข้าร่วมสงคราม โดยได้ยิงขีปนาวุธโจมตีอิสราเอลในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา พร้อมขู่ว่าจะปิดช่องแคบ Bab al-Mandab หากมีการใช้ทะเลแดงเป็นฐานโจมตีอิหร่าน

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ กำลังพิจารณาส่งทหารภาคพื้นดินสูงสุด 10,000 นายไปยังตะวันออกกลาง แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) จะเลื่อนเส้นตายโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านออกไปเป็นวันที่ 6 เมษายนก็ตาม

นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากฝั่งรัสเซียที่การส่งออกน้ำมันหยุดชะงักอย่างน้อย 40% หลังถูกโดรนยูเครนโจมตีและมีการยึดเรือบรรทุกน้ำมัน ส่งผลให้รัสเซียเตรียมงดส่งออกน้ำมัน 4 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนนี้ เป็นต้นไป

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ดันให้ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นราว 3.2% ยืนเหนือ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดหุ้นโลกผันผวนหนักและปรับตัวลงแรงจนเกิดการปรับฐาน (ลดลงจากกจุดสูงสุดครั้งล่าสุด 10-20%) และบางตลาดเข้าภาวะตลาดหมี หรือลดลงจากกจุดสูงสุดครั้งล่าสุดมากกว่า 20% แล้ว

กองทุนแห่ตุนเงินสด

บทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส ระบุว่า ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญหลายแห่งทั่วโลก เช่น สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย อินเดีย ได้ปรับตัวลดลงแรงจนหลุดเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน (SMA 200) เข้าสู่สภาวะตลาดหมี (bear market) และโซนปรับฐาน (correction) อย่างเต็มตัว ขณะที่ความกังวลด้านเศรษฐกิจถดถอย (recession) เริ่มกลับมาหลอกหลอน โดยล่าสุด Bloomberg ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์โอกาสเกิด recession ในสหรัฐฯ ในอีก 1 ปีข้างหน้าขึ้นเป็น 30% (จากเดิม 25%)

สภาวะดังกล่าวส่งผลให้ผู้จัดการกองทุนทั่วโลกเพิ่มสัดส่วนการถือครอง ‘เงินสด’ ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4.3% (จากระดับ 3.4%) ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นรายเดือนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 เพื่อลดความเสี่ยงจากการที่นโยบายการเงินอาจต้องเข้มงวดขึ้นและกำไรของบริษัทจดทะเบียนอาจถูกปรับลดประมาณการลง

เอเซีย พลัส แนะถือเงินสด 30% ซื้อ DR พลังงาน

สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ฝ่ายวิจัยของบริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส ประเมินโดยเทียบเคียงกับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน (ปี 2022-2023) ว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงด้านความขัดแย้งทางทหาร แต่จะโจมตีผ่านราคาพลังงานและเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งในอดีตเคยฉุดให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงจากระดับ 4.4% ลงมาเหลือเพียง 1.5-1.9% รวมถึงกดดันการบริโภคภาคเอกชนและการส่งออก

ในสภาวะที่ตลาดหุ้นปรับฐานและยังคงผันผวนสูง บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์การลงทุนดังนี้

1.เพิ่มสัดส่วนเงินสด: แนะนำให้ถือเงินสดระดับ 30% ขึ้นไป เพื่อลดความผันผวนของพอร์ตลงทุน

2.ลงทุนใน DR กลุ่มพลังงาน: สินทรัพย์ที่อิงกับน้ำมันถือเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ที่ดีที่สุดในยามสงคราม แนะนำ OIL03 (อ้างอิง ETF น้ำมันดิบ Brent ที่ปรับลงน้อยสุดเพียง -3.0% YTD) และ PETROCN80 (อ้างอิงหุ้น PetroChina ซึ่งได้ประโยชน์จากพลังงานแข็งแกร่งและมีปันผลสม่ำเสมอ)

3.สะสมหุ้นปันผลสูง (Selective): เน้นหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและจ่ายปันผลสูงเพื่อเป็นเกราะป้องกัน โดยมีหุ้น Top Picks ได้แก่ BBL, PTT, CPF, KTB, GUNKUL, GULF, BGRIM, ICHI, NER และ OR

InnovestX เชื่อผ่าน ‘Peak Fear’ แล้ว แนะ 4 กลยุทธ์ลงทุน

ด้านบริษัทหลักทรัพย์อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) เผยมุมมองในวันที่ 30 มีนาคมเช่นกันว่า “เชื่อว่าตลาดได้ผ่านพ้นภาวะ ‘Peak Fear’ หรือความกลัวสูงสุดไปแล้ว ซึ่งเป็นโอกาสในการปรับพอร์ตการลงทุนตามสถานการณ์ที่เริ่มคลี่คลาย”InnovestX แนะกลยุทธ์การลงทุน ดังนี้

1. กลุ่มเก็งกำไรเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย (Recovery Play) : กลุ่มที่คาดว่าจะฟื้นตัวอย่างโดดเด่นจากต้นทุนพลังงานที่ลดลงและการกลับมาของกิจกรรมทางเศรษฐกิจข้ามพรมแดน

  • สายการบิน : Delta Air Lines (DAL) สายการบินชั้นนำที่เน้นบริการระดับพรีเมียมและมีประสิทธิภาพการจัดการต้นทุนสูง, United Airlines (UAL) ผู้ให้บริการขนส่งทางอากาศรายใหญ่ที่มีโครงข่ายเส้นทางบินครอบคลุมทั่วโลก
  • การท่องเที่ยว : Booking Holdings (BKNG) ยักษ์ใหญ่ด้านแพลตฟอร์มสำรองที่พักและบริการท่องเที่ยวออนไลน์ และ Expedia Group (EXPE) ผู้นำบริการจัดการการเดินทางครบวงจรผ่านระบบดิจิทัล
  • สถาบันการเงิน : Goldman Sachs (GS) สถาบันการเงินระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญด้านวานิชธนกิจและตลาดทุน และ Morgan Stanley (MS) ผู้นำด้านการบริหารความมั่งคั่งและที่ปรึกษาการลงทุนระดับสากล
  • สินค้าแบรนด์เนม : LVMH Moët Hennessy Louis Vuitton (MC.PA) อาณาจักรสินค้าหรูที่ใหญ่ที่สุดในโลกจากฝรั่งเศส และ Hermès International (RMS.PA): แบรนด์หรูระดับ High-end ที่มีฐานลูกค้าเหนียวแน่นและอำนาจการตั้งราคาสูง

2. กลุ่มสะสมระยะยาว (Long-term Growth) : กลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและเติบโตล้อไปกับนวัตกรรมเทคโนโลยีโลก

  • เทคโนโลยี & คลาวด์ : Alphabet (GOOGL) บริษัทแม่ของ Google ผู้นำด้าน data และนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ และ Amazon (AMZN) ยักษ์ใหญ่ E-commerce และผู้นำในตลาดโครงสร้างพื้นฐาน Cloud Computing
  • เซมิคอนดักเตอร์ : SK Hynix (000660.KR) ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำสมรรถนะสูงรายใหญ่จากเกาหลีใต้, TSMC (TSM) ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่ก้าวหน้าที่สุดในโลกจากไต้หวัน และ ASML Holding (ASML): ผู้ผลิตเครื่องจักรพิมพ์วงจรชิปขั้นสูงหนึ่งเดียวในโลกจากเนเธอร์แลนด์

3. กลุ่มปลอดภัยกรณีสถานการณ์ยืดเยื้อ (Safe Bet) : หุ้นเชิงรับที่ทนทานต่อความผันผวนและมีความจำเป็นต่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน

  • ค้าปลีก : Costco Wholesale (COST) ผู้นำค้าปลีกระบบสมาชิกที่มีความแข็งแกร่งด้านฐานกำไรและเงินทุน และ Walmart (WMT) ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกระดับโลกที่มีเครือข่ายกระจายสินค้าครอบคลุมที่สุด

4. กลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยงช่วงสงครามคลี่คลาย (Underweight) : กลุ่มที่อาจเผชิญแรงกดดันจากการลดลงของเบี้ยความเสี่ยง (Risk Premium) และความต้องการในภาวะสงคราม

  • พลังงาน : หุ้นในกลุ่มพลังงานภาพรวม (Energy Sector) ที่อาจได้รับผลกระทบจากการปรับฐานของราคาน้ำมัน
  • อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ : RTX Corporation (RTX) ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบป้องกันภัยทางอากาศและอากาศยาน, Lockheed Martin (LMT) ผู้ผลิตยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีการบินรายใหญ่ของสหรัฐฯ และ L3Harris Technologies (LHX) ผู้นำด้านระบบสื่อสารและเทคโนโลยีความมั่นคงทางอิเล็กทรอนิกส์

Finnomena แนะเพิ่มน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยงที่ปรับฐานแรง

ในวันที่ 30 มีนาคม Finnomena Funds ประเมินว่า แม้สถานการณ์ในระยะสั้นยังมีความไม่แน่นอนสูงและมีความเสี่ยงที่สงครามอาจยืดเยื้อ แต่ในระยะถัดไปยังมีโอกาสเห็นการลดระดับความรุนแรง (de-escalation) จึงปรับคำแนะนำเป็น “เข้าลงทุน”

โดยแนะนำทยอยสะสมทองคำและหุ้นเหมืองทองผ่านกองทุน K-GOLD-A(A) และ A-RING ควบคู่กับการเพิ่มน้ำหนักในสินทรัพย์เสี่ยงที่ปรับฐานแรง โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ (TEMXCH, PRINCIPAL VNEQ-A, B-BHARATA) รวมถึงตลาดพัฒนาแล้วอย่างยุโรป (ES-EG-A) และญี่ปุ่น (ASP-NGF)

พร้อมเน้นการลงทุนใน Quality Growth โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและ AI (กองทุน B-INNOTECH, PRINCIPAL GCLOUD-A, A-GRID และ ONE-RAREEARTH)

ขณะเดียวกันยังคงกลยุทธ์ hedging ผ่านกองทุนสินค้าโภคภัณฑ์ (SCBCOMP, SCBAUD, KT-AGRIANDFOOD) และลดน้ำหนักกองทุนที่อิงราคาน้ำมันโดยตรงอย่าง TUSENGY

แชร์
ลงทุนอย่างไรดี เมื่อหุ้นโลกปรับฐานแรง สงครามยังไม่จบ ความเสี่ยงยังสูง